Movie still from 500 Days of Summer Tom and Summer first meet in a lift

Movies

ทำไม 500 Days of Summer จึงขึ้นหิ้งหนังรอมคอมคลาสสิกตลอดกาล

17 February 2020

บทความโดย Garn Suriyachantananont, Content Director, W. MINISTRY

3 เหตุผลที่ทำให้ “หนังรักแต่ไม่รัก” เรื่องนี้ยังครองใจผู้คนได้เสมอ

ขอสารภาพตั้งแต่บรรทัดแรกว่าผู้เขียนจัดตัวเองอยู่ในกลุ่มคนประเภทที่เขาเรียกกันว่า “Hopeless Romantic” ซึ่งหากแปลเป็นไทยง่ายๆ ก็คือ “คนที่เชื่อในรักแท้อย่างบริสุทธิ์ซื่อตรงจนเกือบเข้าข่ายน้ำเน่า” พอตอนที่ได้ยินว่าจะมีหนังโรแมนติกคอมเมดี้เรื่องใหม่ชื่อว่า (500) Days Of Summer กำลังจะเข้าฉายในฤดูร้อนของปี 2009 ก็อดรู้สึกตื่นเต้นไม่ได้ แต่ก็ต้องดีใจเก้อเมื่อมารู้ว่าหนังเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องราวของความรักที่สมหวัง ซ้ำร้ายยังทำให้ต้องกลับมาตั้งคำถามกับตัวเอง เพราะผู้บรรยายหนังเจ้ากรรมดันเฉลยภายในไม่กี่นาทีแรกว่า “นี่คือเรื่องราวของหนุ่มสาวที่พบเจอกัน แต่รู้ไว้ก่อนเลยว่านี่ไม่ใช่หนังรัก”

แต่เมื่อตัดเรื่องความคาดหวังของเด็กสาวอายุ 16 ปีที่มีต่อหนังโรแมนติกคอมเมดี้ออกไป (500) Days Of Summer ถือเป็นหนังที่มีองค์ประกอบครบถ้วนแบบที่หนัง Cult Classic เรื่องหนึ่งควรจะมี ไม่ว่าจะเป็นหนุ่มติ๋มหน้ามนที่มีรสนิยมในการฟังเพลง หญิงสาวชวนฝันที่ผู้กำกับสร้างขึ้นมาเพื่อให้บทเรียนความรักแก่ชายหนุ่มคิดเยอะผู้มีจิตใจเปราะบางทั้งหลาย และที่ขาดไม่ได้คือเคมีที่เข้ากันอย่างเหลือเชื่อระหว่างสองตัวละครเอก ตลอดจนฉากและบทพูดอันน่าจดจำ อ้อ.. และยังมีซาวด์แทรคที่กินใจผู้คน เหมือนมิกซ์เทปที่ฟังจนยานยืดในสมัยมัธยมอีกต่างหาก

เราจะไม่สาธยายถึงข้อถกเถียงในกลุ่มแฟนที่มีมาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ว่าระหว่างทอม (รับบทโดยโจเซฟ กอร์ดอน-เลวิตต์) กับซัมเมอร์ (รับบทโดยโซอีย์ เดชาแนล) ใครถูกใครผิด เพราะเราต่างรู้กันดีว่าเรื่องนี้ถูกเล่าผ่านความจริงที่บิดเบือนอันเป็นผลพวงมาจากความปรารถนาลมๆ แล้งๆ ของทอม ดังนั้น เราจึงขอข้ามเรื่องนี้ไป และมองในเชิงผลงานภาพยนตร์มากกว่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิง และนี่คือ 3  เหตุผลที่ทำให้ “หนังรักแต่ไม่รัก” เรื่องนี้สามารถครองใจผู้คนได้ตั้งแต่วันแรกที่เข้าฉายจน 10 ปีผ่านไป ก็ยังคงอยู่ในใจเราไม่ว่าจะฤดูไหนก็ตาม


The Narrative

การดำเนินเรื่องที่เกิดจากความทรงจำรวนๆ ของทอม

ยุค 2000s เป็นยุคที่หนังโรแมนติกคอมเมดี้ส่วนใหญ่มีเส้นเรื่องที่ค่อนข้างคล้ายกัน เริ่มต้นจากพระเอกเจอกับนางเอก ต่อด้วยหลากหลายเหตุการณ์ที่เป็นอุปสรรคต่อความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ตามด้วยฉากไคลแมกซ์สักรอบก่อนหนังจบ แต่ไม่ใช่สำหรับ (500) Days Of Summer ซึ่งเป็นหนัง “รอมคอม” ที่เดินเรื่องในลักษณะ Nonlinear Narrative หรือ “การเล่าเรื่องแบบไม่ลำดับเวลา” ได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุดเรื่องหนึ่ง (เรามักจะเห็นการใช้เทคนิคนี้บ่อยในหนังแนวเขย่าขวัญอย่าง Mulholland Drive, The Prestige และ Memento หรือพวกหนังของ เควนติน แทเรนติโน อย่าง Pulp Fiction และ Kill Bill)

การเดินเรื่องในลักษณะนี้ไม่ได้เป็นเพียงกิมมิคที่ มาร์ค เว็บบ์ ผู้กำกับ นำมาใช้เพื่อให้หนังดูมีชั้นเชิงกว่าหนังรักทั่วไป แต่มันช่วยให้คนดูเข้าใจถึงความรู้สึก ความคิดความอ่าน และการลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่าง 500 วันอันยุ่งเหยิงของทอม แฮนเซน หลังจากที่โดนผู้หญิงที่เขาคิดว่าเป็น “คนที่ใช่” บอกเลิก โรเจอร์ อีเบิร์ต นักวิจารณ์หนังรุ่นเก๋า มีคำอธิบายที่รองรับเหตุผลว่าทำไมหนังเรื่องนี้จึงเดินเรื่องแบบนี้ว่า “ในชีวิตจริง ไม่มีใครสามารถเรียงลำดับได้ทั้งหมดหรอกว่าเหตุการณ์ไหนเกิดขึ้นก่อนหลัง โดยเฉพาะถ้ามันเป็นความทรงจำที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่ไม่ประสบความสำเร็จอย่างความสัมพันธ์ของทอมกับซัมเมอร์”

การเล่าเรื่องแบบไม่ลำดับเวลาของ (500) Days Of Summer ยังช่วยสร้างอารมณ์ขันให้กับหนัง และใช้มันล้อเลียนตัวละครได้อย่างหลักแหลม ด้วยการสร้างคอนทราสต์ในอารมณ์ของตัวละคร อย่างเช่นในฉากที่ทอมเดินมาขึ้นลิฟต์ที่ทำงานพลางฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีหลังจากได้ “ค้างคืน” กับซัมเมอร์เป็นครั้งแรก ก่อนที่ภาพจะตัดมาในฉากต่อไป ประตูลิฟต์เปิดออก เป็นทอมในสภาพซังกะตายหลังจากเลิกกับซัมเมอร์ได้ไม่นาน เป็นมุขตลกร้ายที่น่าจะทิ่มแทงหัวใจอันห่อเหี่ยวของคนอกหักไปได้หลายราย

อีกหนึ่งฉากที่ใช้เทคนิคการถ่ายทำที่เรียบง่ายแต่ชาญฉลาด และช่วยให้คนดูเข้าใจภาพในหัวของตัวละครได้อย่างชัดเจน คือฉาก Expectations VS Reality ที่ทอมไปร่วมงานปาร์ตี้ที่อพาร์ทเม้นท์ของซัมเมอร์หลังจากบังเอิญเจอเธอในงานแต่งของเพื่อนร่วมงานเก่า หนังใช้วิธีแยกจอออกเป็นสองฝั่ง ฝั่งซ้ายคือสิ่งที่ทอมคาดหวังว่าจะเกิดขึ้น ซึ่งเป็นภาพของเขากับซัมเมอร์กำลังสานต่อความสัมพันธ์กันอย่างหวานชื่น ส่วนฝั่งขวาคือภาพแห่งความเป็นจริงอันขื่นขม เมื่อทอมเหลือบไปเห็นแหวนเพชรเม็ดเดียวบนนิ้วนางข้างซ้ายของซัมเมอร์ ที่เป็นเสมือนตราประทับยืนยันว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่ได้จบลงแล้วจริงๆ


The Soundtrack

เพลงประกอบที่เคลือบอารมณ์ของคนดู

แน่นอนว่าซาวด์แทรคเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยเซ็ทโทนให้กับหนังแต่ละเรื่อง แต่สำหรับ (500) Days Of Summer เพลงถือเป็น Plot Device ที่ช่วยเติมเต็มความสัมพันธ์ของสองตัวละครหลักได้อย่างดี “ฉันก็ชอบ The Smiths” คือประโยคแรกที่ซัมเมอร์พูดกับทอม หลังจากได้ยินเพลง There is a Light That Never Goes Out ดังออกมาจากหูฟังของเขา ก่อนที่เธอจะเอ่ยปากชมว่าเขา “มีรสนิยมดี”

ซาวด์แทรคของหนังเรื่องนี้ถูกใช้อย่างเหมาะสมและถูกจังหวะในแบบที่เรียกได้ว่าถ้าทอมคือพระเอก ซาวด์แทรคก็คือพระรองของเรื่อง เพราะแม้ในฉากที่ไม่มีเพลงเปิดคลอ หนังก็ยังพยายามใส่องค์ประกอบของดนตรีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างทอมกับซัมเมอร์ ไม่ว่าจะเป็นฉากในร้านขายแผ่นเสียง ที่ทั้งคู่ถกเถียงกันอย่างจริงจังว่าใครคือนักดนตรีที่ดีที่สุดใน The Beatles หรือฉากที่ทอมบอกเพื่อนสนิทของเขาว่าทุกครั้งที่เขาคิดถึงซัมเมอร์ เขาจะได้ยินเพลง She’s Like The Wind ของ Patrick Swayze ดังก้องอยู่ในโสตประสาท

นอกเหนือไปกว่านั้น หนังยังใช้องค์ประกอบอื่นๆ ตั้งแต่คอสตูม (เสื้อยืดวง The Clash และ Joy Division ที่ทอมใส่) โปสเตอร์อัลบั้ม Viva Hate ของ Morrissey ในห้องนอนของทั้งคู่ ไปจนถึงคำคมในหนังสือรุ่นของซัมเมอร์ที่เอามาจากเนื้อเพลง The Boy With The Arab Strap ของ Belle and Sebastian (“Color my life with the chaos and trouble”)

ยังมีอีกหลายบทเพลงใน (500) Days Of Summer ที่ช่วยส่งให้หนังเป็นที่น่าจดจำและยังสามารถครองใจหลายๆ คนได้ตลอดมา ไม่ว่าจะเป็นเพลง You Make My Dreams ของ Hall & Oates ที่ประกอบฉากมิวสิคัลแสนไอคอนิค (เรายังรอให้เกิดกระแสทำภารกิจ Tom Hansen Dance Routine Challenge จนถึงทุกวันนี้), Bookends Theme ของ Simon & Garfunkel ในฉากที่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ใกล้จะจบลง รวมถึงฉากที่ไม่มีแฟนคลับของ (500) Days Of Summer คนไหนลืมลงอย่างฉาก Expectations VS Reality ที่ใช้เพลง Hero ของ Regina Spektor มาบีบคั้นอารมณ์ของคนดู


The Clues

คำใบ้เล็กๆ น้อยๆ ที่ยิ่งกลับไปดูยิ่งชัดเจน

ผู้เขียนดูหนังเรื่องนี้ครั้งแรกเมื่อตอนเป็นวัยรุ่น จำได้ว่าความรู้สึกที่ได้หลังจากดูหนังจบก็ตามคาด ผิดหวังและสับสนว่าทำไมซัมเมอร์จึงบอกเลิกทอมและหนีไปแต่งงานกับคนอื่นอย่างง่ายดาย ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เธอเป็นคนพูดเองว่าไม่เชื่อเรื่องคู่แท้ แม้กระทั่งในฉากเกือบสุดท้ายที่ทอมกับซัมเมอร์บังเอิญเจอกันที่สวนสาธารณะหลังงานแต่งของซัมเมอร์ ซึ่งทั้งสองได้เปิดใจคุยกันอยู่นานสองนาน แต่ซัมเมอร์ไม่เคยปริปากเลยว่าทำไมเธอจึงเลือกที่จะจบความสัมพันธ์กับทอม นอกซะจากคำพูดที่ว่า “วันหนึ่งฉันตื่นขึ้นมาแล้วก็รู้เลยว่าเธอไม่ใช่คนคนนั้น” ส่วนตัวผู้เขียนเชื่อว่าหนังต้องการบอกคนดูแค่นั้น เพื่อให้เราเข้าใจถึงความสับสนและความเจ็บปวดของทอม เนื่องจากหนังเรื่องนี้ถูกถ่ายทอดในมุมมองของเขา

ตลอดเรื่อง เราจะเห็นว่าทอมพยายามมองหาเบาะแสที่ทำให้ความสัมพันธ์ของเขากับซัมเมอร์เปลี่ยนไป แต่มองหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอเพราะเขาคิดเสมอว่าซัมเมอร์คือ “คู่แท้” ของเขา จนกระทั่งเรเชล ลูกพี่ลูกน้องผู้ฉลาดเกินวัยของเขาเตือนสติว่าที่ทอมยังไม่สามารถลืมซัมเมอร์ได้ เป็นเพราะเขามัวแต่ปิดหูปิดตา นึกถึงแต่ช่วงเวลาดีๆ​ และมองข้ามช่วงเวลาแย่ๆ ไป ช่วงเวลาที่มันชัดเจนเหลือเกินว่าเขาทั้งสองคนไม่ได้ถูกลิขิตมาให้เป็นคู่กัน ซึ่งหากกลับไปดูและศึกษาหนังอีกครั้ง จะพบว่าผู้กำกับได้ทิ้งคำใบ้และเบาะแสต่างๆ ไว้ให้กับคนดูมากมาย

ยกตัวอย่างเช่นการใช้สีที่เป็นตัวแทนของทอมกับซัมเมอร์ ทอมคือสีน้ำตาล เบจ และสีดำ ส่วนซัมเมอร์คือสีฟ้า (เธอแทบไม่เคยใส่เสื้อผ้าสีอื่นเลยนอกจากสีฟ้า น้ำเงิน และขาว ดวงตาของเธอก็เป็นสีฟ้า) เมื่อไหร่ที่ทอมอยู่กับซัมเมอร์ องค์ประกอบในฉากจะเต็มไปด้วยโทนสีฟ้า อย่างเช่นฉากที่ทอมได้ค้างคืนที่อพาร์ทเม้นท์ของซัมเมอร์เป็นครั้งแรก เสมือนได้ก้าวเข้าสู่โลกของเธอ โลกที่ทุกอย่างเป็นสีฟ้า ไม่ว่าจะเป็นวอลเปเปอร์ในห้องนอนหรือแม้กระทั่งชุดนอนของเธอ ทว่าเขายังใส่เสื้อผ้าสีมืด อันเป็นสีประจำตัวของเขา ไม่ต่างจากฉากมิวสิคัลที่ทอมรู้ตัวว่ากำลังตกหลุมรักสาวผมม้าตากลมคนนี้เข้าอย่างจัง ผู้คนรอบข้างต่างใส่เสื้อผ้าโทนสีฟ้า แต่เขายังอยู่ในชุดสีน้ำตาล ซึ่งเป็นการเล่าเรื่องทางอ้อมว่าแม้ในตอนที่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ดำเนินไปได้ดี ทอมก็ยังเป็นเพียงผู้มาเยี่ยมเยียนโลกของซัมเมอร์เท่านั้น ไม่ใช่ส่วนสำคัญในโลกสีฟ้าของเธอ

นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ (500) Days Of Summer ยังคงความคลาสสิกและไม่เคยเก่าในสายตาของผู้เขียน เพราะไม่ว่าจะกลับมาดูกี่ครั้ง ก็มักจะพบเบาะแสและคำใบ้ใหม่ๆ ที่หนังทิ้งไว้ให้เราคิดทบทวน ครั้งล่าสุดที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ มีบทพูดบทหนึ่งของทอมที่ผู้เขียนมองว่ามันบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าอันที่จริงแล้ว ความรู้สึกที่ทอมมีให้กับซัมเมอร์ไม่ใช่ความรัก แต่เป็นความหลงใหลเสียมากกว่า เห็นได้ชัดจากฉากที่ทอมบอกว่าเขา “รัก” ทุกอย่างของซัมเมอร์ ตั้งแต่รอยยิ้ม ผม ไปจนถึงปานรูปหัวใจบนคอของเธอ แต่เมื่อพวกเขาเลิกกัน ทอมกลับบอกว่าเขา “เกลียด” ทุกอย่างที่เขาเคยบอกว่ารักเกี่ยวกับเธอ อ่านถึงตรงนี้อย่าเข้าใจผิดว่าผู้เขียนกำลังกล่าวหาว่าทอมไม่จริงใจกับซัมเมอร์ แต่ความรู้สึกหลายๆ อย่างที่ทอมเชื่อว่านั่นคือความรัก แท้จริงแล้วมันเป็นเพียงความคาดหวังสำหรับซัมเมอร์ที่อยู่ในภาพในฝันของเขาเพียงคนเดียว

จะว่าไปหากลองนึกถึงตอนหนึ่งในหนังที่พอล เพื่อนสนิทของทอม บรรยายผู้หญิงในฝันของเขาว่าเป็นแบบไหน เขาตอบว่า “ผมคิดว่าถ้าตามตำรา สาวในฝันของผมคงต้องมีหน้าอกใหญ่เบ้อเริ่ม ผมของเธอก็อาจจะไม่ใช่ทรงนี้ และเธอก็น่าจะชอบเล่นกีฬามากกว่านี้ แต่ถ้าจะให้ผมพูดตามตรง โรบินน่ะเธอดียิ่งกว่าสาวในฝันของผมซะอีก เพราะเธอมีอยู่จริง” นั่นแหละ — ผู้อ่านที่รักทุกท่าน — คือคำพูดซื่อๆ ที่ออกมาจากหัวใจของผู้ชายที่กำลังมีความรักอย่างแท้จริง

Related Stories

The Style Guide
PERMANENT STYLE FROM AN ’80s THAI ROMANCE FILM
“พริกขี้หนูกับหมูแฮม” กับสไตล์อมตะจากเมื่อวาน ที่วันนี้ พรุ่งนี้ ก็ยังคงคิดถึง
Read More
Movies
QUENTIN TARANTINO’S MOST UNDERRATED FILMS
เตรียมพร้อมสู่ Once Upon A Time In Hollywood ไปกับเรื่องราวของผู้กำกับ เควนติน แทแรนติโน และผลงานที่ “ดีแต่ไม่ดัง” ที่ถูกมองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย
Read More
©️ 2021 W Trading Co., Ltd.