THE PAST DECADE IN MENSWEAR

News

A LOOK BACK AT THE PAST DECADE IN MENSWEAR PART 2

25 December 2019

บทความโดย Nath Suriyachantananont, Editor-In-Chief, W. MINISTRY

ครึ่งหลังของบทความที่เราได้รวบรวมสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกเสื้อผ้าผู้ชายตลอด 10 ปีที่ผ่านมา

สำหรับผู้อ่านที่พลาดตอนที่แล้ว สามารถตามไปอ่านได้ที่นี่

2015: Classic Gets Creative

ในขณะที่สตรีทแวร์กำลังจะถึงจุดเดือด เราก็เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างในวงการเมนส์แวร์ ปี 2015 บอกกับเราว่าผู้ชายที่หลงใหลในเสื้อผ้าคลาสสิคไม่ได้หนีหายไปไหน แต่พวกเขาโหยหาอะไรที่ดูร่วมสมัยและใส่ง่ายใช้งานได้จริงโดยไม่ทิ้งคราบความพิถีพิถันอยู่ต่างหาก ปีนี้จึงเรียกได้ว่าเป็นเวลา “สับไพ่” ครั้งใหม่ของชายสายเมนส์แวร์หลายๆ คน

หากมองไปที่เทรดโชว์เจ้าประจำอย่าง Pitti Uomo จะพบว่า เหล่าซุปเปอร์สตาร์หน้าคุ้นทั้งหลายไม่ได้เดินไปมาในสูทเต็มยศอย่างพร้อมเพรียงเหมือนก่อน แน่นอนว่า Tailoring ที่ดียังคงเป็นพื้นฐาน แต่มันคือการอัดฉีดไอเทมที่ดูสดใหม่เข้าไปในลุค ไม่ว่าจะเป็นหมวกแก๊ป หมวก Bucket สนีกเกอร์ Hoodie เสื้อยืดสกรีน รวมถึงของสตรีทแวร์เลยก็มี ทั้งหมดนี้ช่วยแต่งแต้มสีสันให้กับภาพซีดๆ ภาพเดิมของเสื้อผ้าคลาสสิค

พร้อมกันนี้เรายังเห็นการนำเอาเสื้อผ้าสไตล์ทหารหรือ Military มาประกบคู่กับ Tailoring ซึ่งได้ผลลัพธ์ออกมาลงตัวอย่างน่าประทับใจ บางรายมีการเล่นกับลายพิมพ์หรือลายทางแปลกๆ ในช่วงหน้าร้อน รวมไปถึงการเล่นเลเยอร์ที่คาดไม่ถึงอย่างเสื้อทูนิคตัวยาวกับเบลเซอร์ หรือการซ้อนทับของเสื้อผ้าอินดิโก้หลายเฉด

2015 คือปีแห่งการควานหาสูตรสำเร็จสู่โจทย์ “สมาร์ท-แคชวล” ที่สมบูรณ์แบบ ผู้ชายมองหาเสื้อผ้าที่เรียกใช้งานง่ายและได้ผล ยกตัวอย่างเช่น แจ็คเก็ตมีซิปทั้งแบบ Bomber และ Blouson ที่ทำงานควบคู่กับกางเกงเทเลอร์ได้อย่างราบรื่น หรือว่าจะเป็นดีไซเนอร์สนีกเกอร์หน้าตาเกลี้ยงๆ ที่จับมาอยู่กับสูทได้อย่างเหมาะเจาะลงตัว ช่วยลดอายุของชุดสูทได้เป็นกอง นี่เป็นปีทองของสนีกเกอร์แบบสวมหรือที่เรียกว่า Slip-on ซึ่งหลายแบรนด์นำเสนอในวัสดุและทรวดทรงที่แตกต่างกันออกไป

แนวโน้มความต้องการของปีนี้จึงเปิดทางให้กับแบรนด์อย่าง Ovadia & Sons, WANT Les Essentiels, Officine Generale, AMI และอีกหลายแบรนด์ได้ผงาดขึ้น ซึ่งในเวลานั้นกำลังมุ่งไปในทิศทางเดียวกันกับผู้บริโภคเมนส์แวร์ช่างเลือกทั้งหลาย (คุณสามารถตามไปอ่านเกี่ยวกับพวกเขาได้ในบทความที่ผ่านมาของเรา)

นอกจากนี้ยังมีแรงขับจากแถบสแกนดิเนเวียที่มาพร้อมจริตอะไรบางอย่างที่หาไม่ได้ในแบรนด์จากที่อื่น ชื่อของ Acne Studios, Our Legacy, Norse Projects, Cmmn Swdn เป็นชื่อในทุกครัวเรือนสำหรับแฟนๆ ของเสื้อผ้าจากแถบยุโรปตอนเหนือกลุ่มนี้

2016: Workwear and Military Return

ปีนี้เป็นเหมือนช่องว่างให้ทุกคนได้พักหายใจหลังจากที่ก่อนหน้านี้ทุกอย่างโหมกระหน่ำเข้ามาแบบไม่ขาดสาย ฉะนั้นหากว่าคุณอ่านมาได้ถึงบรรทัดนี้ แสดงว่าคุณรัก W. MINISTRY และเมนส์แวร์ไม่น้อยไปกว่ากัน เราขอขอบคุณในความตั้งใจนี้และอยากให้อยู่ด้วยกันไปตลอดทั้งบทความ

คลื่นสงบ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเงียบสนิท จากการสังเกตของเรา ปีนี้หลายสำนักพูดถึงการผ่อนผันความเคร่งครัดของเสื้อผ้าสำหรับใส่ในที่ทำงาน เทรนด์เรื่องธุรกิจสตาร์ทอัพและการทำงานนอกบรรยากาศออฟฟิศแบบเก่า รวมถึงเหล่า Co-working Space เข้ามาลดทอนความทางการของ “ชุดทำงาน” ลงเพื่อเปิดช่องว่างให้กับเสื้อผ้าที่เอนกประสงค์ เหมาะกับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปของคน

ดังนั้นผลผลิตจากปี 2016 ที่เด่นชัดที่สุดจึงเป็นการย้อนอดีตสู่เสื้อผ้าใช้งานและเครื่องแบบจากสมรภูมิ ซึ่งทั้งสองต่างมีรากฐานมาจากจุดประสงค์ด้านการใช้งานเป็นหัวใจทั้งสิ้น แจ็คเก็ตทำงานแบบฉบับฝรั่งเศสที่ผลิตจากผ้าฝ้ายโมลสกินเนื้อหนากลายเป็นทางเลือกที่เหมาะสำหรับคนที่นั่งทำงานในห้องแอร์ตลอดวัน เวิร์คเชิ้ตมีกระเป๋า เชิ้ตแขนยาวผ้าแชมเบรย์ กางเกงขากระบอกทรงสบายกลายเป็นชิ้นที่หลายคนเลือกใช้บริการจนเป็นชิ้นประจำกาย เวิร์คแวร์จึงเป็นเสื้อผ้าที่ไม่เกี่ยงงานหนักเบา ยิ่งใส่ก็ยิ่งสบายและรู้สึกคุ้นเคย ยิ่งนานวันก็ยิ่งสวยด้วยสีและเท็กซ์เจอร์ที่เปลี่ยนไปตามลักษณะการใช้งานเฉพาะของแต่ละคน ในเวลานี้เองที่หลายแบรนด์ไม่ว่าจะเป็นจากฝั่งยุโรป อเมริกา หรือญี่ปุ่น ต่างก็หยิบเอาเอกลักษณ์เฉพาะนี้ของเวิร์คแวร์ เช่น การวางตำแหน่งกระเป๋า เทคนิคฟอกสีให้เก่า การปะซ่อมแบบจงใจ ไปตีความใหม่ได้เป็นเสื้อผ้าที่รับงานได้ดีไม่ว่าจะในปีนี้หรือร้อยปีก่อนก็ตาม

ในส่วนของเสื้อผ้าทหารเองก็มีการนำมาปัดฝุ่นใหม่ แม้ว่าไม่รวมพวกเสื้อผ้าวินเทจ การจะหาแจ็คเก็ต M-65 แน่นๆ สักตัวก็ไม่ใช่เรื่องยาก บางคนที่ชอบอะไรทะมัดทะแมงก็มีแจ็คเก็ตจำพวกนักบินไว้รองรับความต้องการตรงนี้ กางเกงทหารที่เรียกว่า OG อยู่ดีๆ ก็มีออกมาให้เห็นเป็นเรื่องปกติ ลุคที่ดูสมบุกสมบันแบบชายชาติทหารจึงเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่อยู่เหนือกาลเวลา และยังคงความนิยมมาจนปัจจุบัน

นอกจากนี้ในปี 2016 เรายังเห็นเทรนด์ย่อยๆ อย่างเสื้อฮาวายทรงสบายพิมพ์ลายสนุกๆ เสื้อผ้าลาย Floral หรือเสื้อเชิ้ตลวดลายอลังการสไตล์บาโรกจากยุค ‘80s ทรงหลวมๆ ที่ศิลปินหลายรายหยิบมาใส่ขึ้นเวที แต่สำหรับคนที่ชอบอะไรคลาสสิคและ Low-key ก็ยังมีช่องทางพิเศษอย่างงาน Trunk Show ที่เริ่มเกิดขึ้นในไทยเป็นสมัยแรก หากใครที่ติดตามแวดวงเมนส์แวร์ในบ้านเราอย่างใกล้ชิดในตอนนั้น คงจำได้ดีตอนที่ Ambrosi และ Saint Crispin เดินทางมารับออเดอร์ด้วยตัวเอง ตรงนี้แหละที่เป็นจุดเริ่มต้นของคลาสสิคเมนส์แวร์ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

2017: Trunk Shows, Trunk Shows, Trunk Shows!

หลังจากที่แกว่งไปมาอยู่หลายปี ในที่สุด 2017 ก็เป็นปีที่เราได้เห็นคลาสสิคเมนส์แวร์ลงจอดอย่างสวยงามเสียที ปีนี้มีหลายสิ่งเกิดขึ้นที่สร้างผลลัพธ์เชิงบวกให้กับวงการนี้ (ยกเว้นการจากไปของตำนานนักเขียนอย่าง Glenn O’Brien กลางเดือนเมษายน) ไม่ว่าจะเป็นอิทธิพลจากโซเชียลมีเดียที่ในหน้าข่าวเต็มไปด้วยภาพของชายมากหน้าหลายตาในเสื้อผ้าเทเลอร์ที่อิตาลี หรือจะเป็นร้านสูทอีกหลายแห่งที่ใช้อินสตาแกรมเป็นสื่อกลางในการเชื่อมต่อกลุ่มลูกค้าจากต่างภูมิภาค และยังมีอิมแพ็คจากประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่คร่ำเคร่งเรียนรู้ศาสตร์แห่ง Tailoring ได้รวดเร็วไม่แพ้เซนส์ด้านแฟชั่นที่พวกเขาถนัดอยู่แล้ว จนได้ก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางชั้นแนวหน้าของโลก

ในเมืองไทยปีเดียวกันนี้ยังเป็นปีเกิดของ The Decorum ที่รวบรวมเสื้อผ้าแบบคลาสสิคสำหรับคนที่มองหาสินค้าคุณภาพจากเทเลอร์และช่างฝีมือจากทั่วโลกในราคาสมเหตุสมผล แต่ไม่ใช่เพียงเท่านั้น ร้านย่านอารีย์แห่งนี้ยังยกมาตรฐานของเสื้อผ้าผู้ชายขึ้นมาอีกขั้น เกิดเป็น Cult following ที่เหนียวแน่น ตลอดทั้งปีพวกเขาจะเชื้อเชิญช่างตัดเย็บฝีมือดีจากญี่ปุ่น อังกฤษ และอิตาลี มาให้คนไทยได้สัมผัสถึงผลงานที่ทำด้วยจิตวิญญาณและความชำนาญ นี่น่าจะเป็นปีแรกที่ชายไทยเริ่มใส่กางเกงเอวสูงจับจีบกันแบบไม่ต้องเขินอายอีกต่อไป ซึ่งนับเป็นก้าวแรกที่น่าจดจำของวงการคลาสสิคเมนส์แวร์ในประเทศเขตร้อนอย่างเมืองไทย

แต่ทำไมในที่สุดคนไทยก็เลิกผวาการใส่สูท ทั้งๆ ที่สูทก็หาได้เป็นสิ่งประดิษฐ์แปลกใหม่แต่อย่างใด คำอธิบายมีอยู่ในสิ่งที่เรียกว่า Soft tailoring หรือเสื้อผ้าเทเลอร์ที่ลดทอนโครงสร้างการบุผ้าหรือเสริมไหล่เพื่อให้เหมาะกับการใช้งานที่หลากหลายขึ้น และยังเป็นมิตรกับสภาพอากาศร้อนๆ ของบ้านเรา เรื่องนี้ต้องย้อนเล่าไปตั้งแต่เกือบร้อยปีที่แล้วในอิตาลี คุณผู้อ่านที่สนใจสามารถตามไปอ่านต่อได้ในบทความชิ้นนี้ ซึ่งการที่คนไทยรู้จักเปิดรับกับสูทที่ไม่ฝืนธรรมชาติและสภาพแวดล้อมของตน ทำให้สรรพสิ่งในโลก Tailoring กลายเป็นอะไรที่เข้าถึงได้ขึ้นมาในทันที

ในปีเดียวกันนี้ แบรนด์หนึ่งที่ต้องฉายสป็อตไลท์ให้ก็คือ Drake’s แบรนด์เก่าแก่จากลอนดอนที่สร้างชื่อเสียงด้วยการผลิตเนคไทและผ้าพันคอคุณภาพเยี่ยม ซึ่งเมื่อ Michael Hill ลูกชายของช่างทำเนคไทเก่าแก่ที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่แห่งในลอนดอนได้มานั่งเก้าอี้บริหารแทน Michael Drake ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Drake’s ในปี 1977 เขาก็ทำการปัดฝุ่นแบรนด์อายุ 40 ปีใหม่ด้วยการขยายไลน์สินค้าเสื้อผ้า ตั้งแต่เสื้อเชิ้ต กางเกง สเวตเตอร์ สูท รองเท้า รวมถึงแอคเซสเซอรีที่อยู่กับแบรนด์มานานอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ Drake’s ได้มอบให้โลกเมนส์แวร์มากที่สุดคือ มุมมองที่มีต่อเสื้อผ้า บุคลิก สไตล์ และไอเดียที่ว่าคลาสสิคไม่เห็นต้องน่าเบื่อเสมอไป และแล้วไม่นานนัก ทุกคนก็ต้องคารวะ “The Drake’s Look” ซึ่งเรามั่นใจว่าจะเป็นสิ่งที่จะอยู่กับเราไปอีกนานตราบเท่าที่ผู้ชายยังใส่เสื้อเชิ้ตและกางเกงขายาวออกจากบ้าน

หากซูมออกดูภาพกว้าง เราเห็นการคืนชีพของสไตล์ ’70s ไม่ว่าจะเป็น Outerwear ต่างๆ แว่นตา กางเกงยีนส์ และเรโทรสปอร์ตแวร์ที่รุกคืบเข้ามาอยู่ในตู้เสื้อผ้าตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่ทราบได้ แต่ชั่วโมงนั้นไม่มีอะไรสร้างอิมแพ็คได้สูงกว่า Gucci ซึ่งมีมือดีอย่าง Alessandro Michele ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ตั้งแต่มกราคม 2015 เข้ามาพลิกภาพลักษณ์เก่าของอิตาเลียนลักชัวรีแบรนด์ด้วยดีไซน์ที่ฉีกกรอบเดิมๆ สีสันที่ฉูดฉาดแบบฉบับยุค ’70s และที่สำคัญคือการเปิดกว้างกับเรื่องเพศสภาพและชาติพันธุ์จนกลายเป็นปรากฏการณ์สำคัญหนึ่งในอุตสาหกรรมแฟชั่น จารึกนิยามใหม่ให้กับ Gucci อย่างถาวร

2018: Streetwear Reaches Its Peak

แล้วสตรีทแวร์หายไปไหน หลายคนอาจสงสัยหลังจากที่เราอ้อมไปพูดถึงสไตล์อื่นๆ กันมาสักพัก ต้องบอกตรงนี้เลยว่าสตรีทแวร์ในแบบของปี 2018 หน้าตาเปลี่ยนไปมากจากสมัยก่อน เพราะในตอนนี้มีกำลังเสริมจากซุปเปอร์แบรนด์ที่อยู่ดีๆ ก็ตัดสินใจปลดเปลื้องภาพลักษณ์ที่หรูหราลงมาเล่นสนามเดียวกันกับแบรนด์สตรีทแวร์ที่ครองตลาดอยู่แล้ว (บางแบรนด์ถึงกับเปลี่ยนแปลงฟ้อนท์ของโลโก้) ด้วยเม็ดเงินทางการตลาดที่มหาศาลของยักษ์ใหญ่เหล่านี้ ทำให้โลกเหมือนจะหมุนเอียงไปทางฝั่งลักชัวรีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในตอนนั้น ทฤษฎี Maximalist ของ Alessandro Michele ที่ Gucci และเสื้อผ้าแสน Ironic ของ Demna Gvasalia ที่ Balenciaga (และ Vetements) เป็นเหมือน 2 ขั้วที่ช่วยกันดึงดูดใจ (และเงินในกระเป๋า) ของผู้บริโภคส่วนใหญ่อย่างไม่ปราณี “The Ugly Sneakers” ที่คนใช้เรียกรองเท้าผ้าใบทรงบวมเทอะทะกลับไม่ได้ขี้เหร่เหมือนชื่อเลยสักทีเดียวเมื่อพิจารณาจากยอดขายที่ทะยานขึ้นเหมือนจรวด เสื้อผ้าทุกรายการถูกยืดขยายสัดส่วนบิดเบือนจากความเป็นจริงเพื่ออิมแพ็คสูงสุดเวลาสวมใส่ เมื่อเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ สตรีทแวร์ราคาพรีเมียมทำนองเดียวกันนี้จึงยืนหนึ่งในตลาดจนหลายเสียงคาดว่ามันจะพองเป็นฟองสบู่ที่พร้อมจะระเบิดตัวในไม่ช้า

แต่สำหรับคนรักสตรีทแวร์ที่ชอบจังหวะช้ากว่านั้น ยังมีตัวเลือกแบรนด์ดีๆ ที่น่าสนใจอย่าง Heron Preston, Palm Angels, Stone Island, Aries, Cav Empt, Wacko Maria หรือ Sasquatchfabrix. คอยให้บริการอยู่เสมอ ซึ่งแม้จะมีอัตลักษณ์ที่แตกต่างกันไปในแต่ละแบรนด์ แต่ที่เหมือนกันคือความเป็นสตรีทแวร์ที่ Low-profile น่าค้นหา เล่นกับรายละเอียดในเสื้อผ้าที่ล้ำลึกกว่าสิ่งที่ตลาดใหญ่ต้องการ

ปีนี้เรายังได้เห็น Collaboration ที่น่าจำจดอีกรายการซึ่งเป็นการร่วมงานกันระหว่างมหาแบรนด์อย่าง Polo Ralph Lauren กับแบรนด์สเก็ตบอร์ดจากลอนดอน Palace ที่ขายเกลี้ยงในพริบตาตามความคาดหมาย

และในขณะที่วงการสตรีทแวร์กำลังปะทุ ฝั่งของเสื้อผ้าคลาสสิคก็ใช่ว่าจะนอนหลับไม่รู้เรื่อง มีแบรนด์น้องใหม่อยู่แบรนด์หนึ่งจากสต็อกโฮล์มที่ถูกพูดถึงโดยผู้คนวงใน ซึ่งเป็นที่น่าจับตามอง Saman Amel ซึ่งก่อตั้งขึ้นโดย Saman Amel และ Dag Granath สองสหายจากวัยเด็กที่โฟกัสในเรื่องงานฝีมือ สูทแฮนด์เมดของพวกเขาถูกนำมาสไตล์กับเสื้อโปโลและ Knitwear คุณภาพสูงด้วยการเล่นเท็กซ์เจอร์ผ้าและเฉดสีที่ชาญฉลาด ได้เป็นลุคขรึมๆ ร่วมสมัยที่ห่างไกลจากคำว่าจำเจ เรียบง่ายในรูปลักษณ์แต่หนักด้วยรายละเอียดของเนื้องานที่ไม่ธรรมดา จึงเป็นที่ต้องการของสายเมนส์แวร์ที่ยังคงตามหาจุดสมดุลระหว่างความทางการของเสื้อผ้าเทเลอร์กับความผ่อนคลายในแบบเสื้อผ้าที่ใส่ในชีวิตประจำวัน

ในปีเดียวกันนี้เรายังได้เห็นการกลับมาของ Technical wear ที่ออกมาตอบสนองการใช้ชีวิตของผู้คนในเมืองที่ต้องเผชิญกับสภาพอากาศอันแปรปรวนได้อย่างถูกจุด ด้วยการผสมผสานวัสดุที่เน้น Performance กับรูปแบบของเสื้อผ้าที่ทุกคนคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ชั้นนำอย่าง Prada ซึ่งเชี่ยวชาญในเสื้อผ้าแนวนี้อยู่แล้ว หรือแบรนด์จากแวนคูเวอร์อย่าง Arc’teryx ที่เหมาะอย่างยิ่งกับคนที่ต้องเดินทางไปมาในเมืองใหญ่ หรือ Private White V.C. แบรนด์เก่าแก่จากแมนเชสเตอร์ที่ทุกชิ้นอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีการทอผ้าขั้นสูง

และในเดือนกันยายนปี 2018 Ralph Lauren ฉลองครบรอบ 50 ปีด้วยโชว์สุดพิเศษที่จัดขึ้นอย่างงดงามใน Central Park พร้อมหน้าด้วยแขกรุ่นใหญ่ที่ต่างมาร่วมเป็นสักขีพยานกับบุรุษที่ใครต่างก็ยกให้เป็นผู้ให้ความหมายกับสไตล์อเมริกัน

เมื่ออุตสาหกรรมเสื้อผ้าผู้ชายกำลังฟาดฟันกันเพียงนี้ ใครเลยจะมาหยุดการเปลี่ยนแปลงอันถี่ยิบแบบนี้ได้ เราในฐานะผู้สังเกตการณ์ก็ได้แต่นั่งเพลินกับอรรถรสที่กลั่นออกมาจากโลกเมนส์แวร์ ซึ่งเข้มข้นและเจือปนด้วยหลากรสชาติเกินจะบอกใครสักคนว่า เสื้อผ้าผู้ชายที่กำลังพูดถึงนี้มีเส้นชัยอยู่ที่ไหน

2019: Menswear Breaks Free

หากปี 2019 มากับบัตรเชิญสักใบ คงจะมีธีมระบุไว้ตัวใหญ่ๆ ว่าปีนี้คือปีแห่งการเปิดรับ ขอให้แขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงานฉลองส่งท้ายทศวรรษทุกท่านจงเปิดใจให้กว้าง ปีนี้คือการฉายภาพย้อนกลับจากทศวรรษก่อนๆ มารวมกันให้หายคิดถึง แล้วก็ยังเป็นปีแห่งการค้นหาความหมายใหม่ของคำว่า “Timeless” สำหรับผู้ชายสายเมนส์แวร์ช่างสงสัย รวมไปถึงเทรนด์ที่เกิดขึ้นอีกมากมายจนล้นไปถึงปีหน้า ฉะนั้น 2019 ถือเป็น “A tough act to follow” สำหรับปี 2020 ที่จะรับช่วงต่อ ว่าแล้วก็มาเริ่มกันเลยดีกว่า

10 ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก ด้วยแรงกระเพื่อมเล็กใหญ่ของเทรนด์ทั้งหลายที่เข้ามาทดสอบความแน่วแน่ของเราตลอดหนึ่งทศวรรษเต็ม การได้เห็นเสื้อผ้าบางส่วนในตู้ถูกใช้งานประจำอย่างตลอดรอดฝั่งตั้งแต่ปี 2010 ดูเป็นเรื่องเหลือเชื่อ ซึ่งผู้รอดชีวิตเหล่านั้น วันนี้คุณสามารถเรียกมันว่าคลาสสิคและ Timeless ได้อย่างเต็มปาก (ตราบใดที่ยังคงสภาพใช้งานได้อยู่และสัดส่วนคนใส่ไม่เปลี่ยนไปมาก) หนึ่งในนั้นอาจจะเป็นสูทเรียบๆ สักตัว เสื้อโปโลที่ซีดจนได้ที่ ยีนส์ลีวายส์ 501 ที่ตอนนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายและภาพจำของคุณไปแล้ว ไอเดียลักษณะนี้ทำให้เรานึกถึงการกลับมาของสไตล์พ่อๆ ที่หลายคนเคยเบือนหน้าหนีเพราะมองว่าเชย แต่เพราะความธรรมดาสามัญนี่เองที่ทำให้ Dad Style ยืนหยัดอย่างไม่สนใจใครจนถึงโค้งสุดท้ายของทศวรรษ และอีกนานเท่านาน

อาจฟังดูค้านความรู้สึกเล็กน้อย แต่เชื่อเราไหมว่า Dad Style มีความคาบเกี่ยวกับเสื้อผ้าแนวไอวีจากยุค ‘80s-‘90s ในแบบที่คุณอาจไม่เคยคิด มองไปที่ซิทคอมอย่าง Seinfeld รายการทีวีจากปลายยุค ‘80s จนถึงต้น ‘90s เจ้าของฉายา “The Show About Nothing” ที่แท้จริงอัดแน่นไปด้วยเรื่องป่วนๆ ชวนขบขันตลอดทาง ซึ่งนอกจากความบันเทิงก็คือสไตล์การแต่งกายของ Jerry Seinfeld และ George Costanza ตัวละครหลักที่มักสวมเสื้อผ้าลำลองแบบฉบับอเมริกันชนในยุคนั้น ซึ่งเมื่อลองเทียบชุดของสองคู่หูกับเสื้อผ้าที่ถูกกลับมานำเสนอในปี 2019 จากหลายๆ แบรนด์แล้ว กลับดูคล้ายคลึงกันเสียอย่างนั้น

จนบางครั้งก็ยากจะตีความว่าการฉายหนังม้วนเดิมแบบนี้บอกกับเราว่าเหล่าดีไซเนอร์กำลังเทิดทูนความธรรมดาของเสื้อผ้าปุถุชน (ซึ่งเป็นแนวคิดที่เริ่มถูกนำกลับมาใช้ตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา) หรือประสบปัญหาความคิดสร้างสรรค์ขาดตอนทำให้ต้องยก “กรุเก่า” มาเล่าใหม่ให้กลุ่มมิลเลนเนียลส์และเยาวชน Gen Z ได้มองเห็นเป็นกรณีศึกษา อย่าลืมว่า “ทฤษฎีวงจร 20 ปี” ยังคงใช้ได้เสมอโดยเฉพาะกับเรื่องแฟชั่นและสไตล์ ผู้ใหญ่ในวันนี้คือเด็กที่นั่งหน้าทีวีเมื่อ 20 ปีก่อน หากว่าเราจะเอาสิ่งที่เห็นในปัจจุบันหักลบยี่สิบ ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือสิ่งที่เรารู้จักกันในนิยาม Nostalgic และก็ยากจะมีอะไรมาเอาชนะความคุ้นเคยแบบนี้

ในทำนองเดียวกัน ปี 2019 เราได้เห็นเสื้อผ้าเอาท์ดอร์หนาตาขึ้นอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นแจ็คเก็ตแบบ Fleece กางเกงแนว Utility กางเกง Hiking เสื้อนอกบุขนเป็ด (หรือห่าน) เสื้อกั๊กตกปลา และอีกสารพัด นอกเหนือจากการกลับมาของ Polo Sport สุดไอคอนิคที่แบรนด์ได้ชุบชีวิตกลับมาจากปี 1992 ก็มีแบรนด์เก๋าอย่าง Patagonia ที่เคยรุ่งเรืองอย่างมากในยุค ‘70s-‘90s เข้ามาเป็นผู้เล่นสำคัญในปีนี้ ทว่าที่ต่างจาก Patagonia ในอดีตก็คือ มันไม่ได้เป็นเพียงตัวเลือกเสื้อผ้าสำหรับกิจกรรมกลางแจ้งเท่านั้น แต่เป็น “เทรนด์เสื้อผ้าหน้าซื่อ” อีกรายการที่ผู้คนตามล่าคว้ามาเป็นเจ้าของ และยังมีรองเท้าแนวเดินทางไกลและขึ้นเขาอย่าง Hoga และ Salomon แบรนด์เพื่อ Performance และสุขภาพเท้า ที่ในปี 2019 ได้กินพื้นที่จากแผนกกีฬาเข้าสู่แผนกรองเท้าแฟชั่น

ในปีเดียวกันนี้เรายังได้เห็น Cult brands อีกหลายชื่อเกิดใหม่และกลับมา Helmut Lang ที่ข่าวคราวเงียบหายไปสิบกว่าปีกลับมาอยู่ในวงโคจรพร้อมวิสัยทัศน์ที่น่าสนใจเช่นเคย แม้คงจะไม่มีอะไรเอาชนะ Archive จากยุค ‘90s ที่ดีไซเนอร์ชาวออสเตรียนคนเก่งได้เคยสร้างไว้ก่อนลาออกจากตำแหน่งในปี 2005 แต่เสื้อผ้าสไตล์ปลายยุค ‘90s ที่แบรนด์ปล่อยออกมาในปัจจุบันก็ยังโดนใจกลุ่มคนรัก “Lang” ทั้งเก่าและใหม่ได้ตามคาด

นอกจากนี้ยังมี Husbands ห้องเสื้อจากปารีสที่งานฝีมือในชุดสูทไม่แพ้ศักยภาพเชิงศิลป์ที่ Nicolas Gabard ผู้ก่อตั้งแบรนด์ได้วางมาตรฐานไว้ สูทและมู้ดที่ยึดโยงกับรูปถ่ายของบุคคลดังในอดีตอย่าง Serge Gainsbourg, Bryan Ferry, Michael Caine และแคมเปญโฆษณาจากยุค ’70s ของฝรั่งเศสวาดภาพของ Husbands ให้เป็นแบรนด์ที่มีเสน่ห์ ลึกลับชวนค้นหา แต่ในขณะเดียวกันก็ให้ความรู้และแรงบันดาลใจกับคนที่อาจไม่เคยมีมุมมองเกี่ยวกับ Tailoring มาก่อน เราจึงคิดว่า Husbands ก็เป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนของการปฏิวัติไอเดียเรื่องการใส่สูทที่สมควรได้รับการพูดถึง ซึ่งเราจะจับตามองการเปลี่ยนแปลงนี้และคอยทำหน้าที่แจ้งความเป็นไปให้คุณผู้อ่านอยู่เสมอ

ว่ากันว่า 2019 คือยุคฟื้นฟูของหลายสิ่งหลายอย่างในอุตสาหกรรมแฟชั่นซึ่งมีเมนส์แวร์เป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะมีบทบาทมากขึ้นต่อจากนี้ มันเป็นช่วงเวลาแห่งการจำจดและทำความเข้าใจใหม่เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนผ่านอีกครั้งหนึ่ง ไม่มีใครล่วงรู้ว่าอีก 10 ปีข้างหน้า “เสื้อผ้าผู้ชาย” จะออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร ฉะนั้นจงอย่ายึดติดอยู่กับสไตล์ใดสไตล์หนึ่ง ขอบเขตคำว่าแนวเสื้อผ้าเกิดขึ้นเพราะคนใจแคบสร้างมันขึ้นมา อ้าแขนเปิดรับกับสิ่งที่คุณอาจไม่เคยนึกฝันว่าวันหนึ่งจะยอมใจให้กับมัน เราหวังว่าบทความที่คุณอ่านมายาวเหยียดเยี่ยงวิทยานิพนธ์ฉบับนี้จะให้แง่คิดผลิตมุมมองใหม่ๆ กับคุณผู้อ่านไม่น้อยไปกว่าเรา แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้า

ขอให้ทุกท่านมีความสุขและสวัสดีปีใหม่

ย้อนกลับไปอ่านตอนที่ 1 ของบทความ A LOOK BACK AT THE PAST DECADE IN MENSWEAR ได้ที่นี่ 

Related Stories

THE PAST DECADE IN MENSWEAR
News
A LOOK BACK AT THE PAST DECADE IN MENSWEAR PART 1
บทความนี้ไม่ใช่แฟชั่นรีพอร์ท แต่เป็นเรื่องราวตลอด 10 ปีผ่านกระจกหลังของพาหนะที่เราเรียกกันว่าเมนส์แวร์
Read More
Books
HAS STREETWEAR REACHED ITS LIMIT?
หรือสตรีทแวร์กำลังจะเดินไปถึงทางตัน
Read More
The Style Guide
SERIOUSLY, WHAT IS PITTI UOMO?
กลับมาอีกครั้งกับคอลัมน์ “Query & Advice” พื้นที่สนทนาที่เราจะมาไขข้อสงสัยให้คุณทุกวันศุกร์
Read More
©️ 2021 W Trading Co., Ltd.