น้ำหอม Bespoke

Grooming

ความในใจที่อยากบอกของนักปรุงน้ำหอมมืออาชีพ ก่อนที่คุณจะทำน้ำหอม Bespoke ขวดแรกในชีวิต

26 May 2021

บทความโดย Kasidet Maleehom, Features Editor, W. MINISTRY

ภาพถ่ายโดย Warynthorn Buratachwatanasiri, Photographer, W. MINISTRY

น้ำหอมที่ไม่มีการแบ่งแยกด้วยเพศและแทนความเป็นตัวตนของผู้ใช้ได้อย่างแท้จริง

น้ำหอมที่ถูกผลิตเพื่อคน ๆ เดียว น้ำหอมที่ทำขึ้นเพื่อสนองตัณหาของคนหนึ่งคนโดยเฉพาะ น้ำหอมที่เกิดจากความอยากลองอยากเล่นของคน ๆ หนึ่ง น้ำหอมที่แทนความเป็นตัวตนและความคิดของผู้ใช้อย่างแท้จริง ทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของความหมายคำว่า น้ำหอม Bespoke

บทสนทนาที่อบอวลด้วยกลิ่นหอมนี้พิเศษกว่าปกติเพราะเราได้มาพูดคุยกับ ซัน ศรุจ​ ตั้งธราธร นักปรุงน้ำหอมอิสระ ผู้มีประสบการณ์การปรุงน้ำหอม Bespoke ในหลากหลายโอกาสมาแชร์ความรู้และขั้นตอนการทำน้ำหอมในฉบับ Tailor-made ให้เราฟัง โดยเจ้าตัวได้ศึกษามาทางด้าน Scent Design and Creation โดยเฉพาะ และก่อนหน้านี้เขาเคยฝากผลงานไว้กับแบรนด์สัญชาติไทยอย่าง Café de Parfum ในคอลเลคชั่นแรกที่ให้บรรยากาศเหมือนอยู่ในร้านขนมหวานฝรั่งเศสทั้งวัน ปัจจุบันเขาทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ให้ไปกับการทำ R&D ซึ่งในนิยามการเป็นนักปรุงน้ำหอมอิสระ จึงทำให้เขาได้มีโอกาสสร้างสรรค์ผลงานตั้งแต่การทำน้ำหอมในรูปแบบ Bespoke ในโอกาสสำคัญให้แก่ญาติมิตร จนไปถึงระดับพร้อมใช้งานในสเกลใหญ่ ที่ในภาษาเสื้อผ้าเรียกว่า Ready-to-wear นั่นเอง

ฟังจากความหมายที่ได้กล่าวไปช่วงต้นดูเหมือนว่าน้ำหอม Bespoke จะเป็นที่ทางให้แก่บรรดามนุษย์ผู้คลั่งไคล้น้ำหอมที่ผ่านมาแล้ว 18 ฝน 18 หนาว แต่ความเป็นจริงนั้นซันบอกกับเราว่ากลุ่มคนที่สามารถมาลุยทำน้ำหอม Bespoke มีตั้งแต่พวกช่ำชองที่ลองมาแล้วทั้งดีไซเนอร์แบรนด์ Niche แบรนด์ แต่ก็ยังไม่เจอคำตอบที่ตามหาอยู่สักที หรือจะเป็นใครบางคนที่อยากเล่นกันคอนเซปท์ที่ตัวเองคิดค้นขึ้นมา หรือแม้กระทั่งคนที่ไม่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องน้ำหอมเลยแต่อยากลองก็มี และที่พิเศษกว่านั้นบางครั้งน้ำหอม Bespoke ก็ถูกใช้เป็นของขวัญที่แทนคำมั่นสัญญาในงานแต่งงานให้แก่คู่บ่าวสาวได้เช่นกัน


น้ำหอม Bespoke คืออะไร

ไม่ใช่เพียงแค่การแต่งตัวที่น้อมรับคำว่า ‘สไตล์’ มาสร้างความเป็นตัวเอง ‘น้ำหอม’ ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ชัดมาก ที่สัมผัสของมันจะติดตัวเราไปทั้งวันและกลิ่นที่ฟุ้งลอยรอบตัวก็สามารถพูดแทนตัวเราได้เป็นอย่างดี บนโลกใบนี้มีพื้นที่ให้แก่คนที่จริงจังอยู่เสมอ น้ำหอมแบบ Bespoke คือพื้นที่ดังกล่าวในวงการน้ำหอม

อะไรคือความแตกต่างของน้ำหอมดีไซเนอร์แบรนด์หรือ Niche แบรนด์กับน้ำหอม Bespoke ซันกล่าวกับเราว่าถ้าตัดเรื่องความพึงพอใจส่วนบุคคลและกลิ่นออกไป การเลือกซื้อน้ำหอมดีไซเนอร์แบรนด์หรือ Niche แบรนด์ก็ตาม เหมือนกับการที่คุณเดินเข้าไปซื้อเสื้อผ้า Ready-to-wear ที่มีพร้อมให้เลือกสรรหลายแบบตามความชอบของคุณ แต่ถ้าเป็นน้ำหอมแบบ Bespoke สิ่งที่ได้เพิ่มเติมมากกว่าความชอบก็คือการได้เข้าร่วมในการคิดคอนเซทป์และออกไอเดียไปพร้อมกับนักปรุงน้ำหอม ที่ระหว่างทางคุณอาจจะได้เรียนรู้ประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญไปในตัวด้วย 

น้ำหอม Bespoke

ถึงน้ำหอม Bespoke จะเปิดประตูอ้าแขนรับกลุ่มคนที่หลากหลาย แต่ด้วยความหมายของมันก็ทำให้ทุกคนที่เข้ามายืนตรงนี้มีจุดร่วมเดียวกันที่ชัดเจนคือ ทำสิ่งพิเศษเพื่อสนองความต้องการของตัวเองอย่างแรงกล้าและที่สำคัญไม่มีคำว่า homme หรือ femme มาคอยกำหนดลักษณะกลิ่น ซึ่งกว่าจะมาเป็นน้ำหอม Bespoke ขวดหนึ่งได้ ต้องผ่านขั้นตอนทั้งหมดหลัก ๆ 3 ขั้นตอนด้วยกัน เริ่มด้วยการสนทนาเพื่อสร้างความเข้าใจถึงไลฟ์สไตล์และจุดประสงค์ที่อยากได้จากน้ำหอมขวดนี้ ต่อมาคือการดมกลิ่นร่วมกัน เพื่อสร้างภาพของกลิ่นให้ตรงกัน ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญเพราะคนเรามีการตีความต่อกลิ่นที่ต่างกันไป สุดท้ายคือลงมือปรุงน้ำหอมโดยในระหว่างทางนี้ลูกค้าก็จะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการฟีดแบคเช่นกัน 

สนทนาทำความรู้จักตัวตน

เราชวนกันคุยถึงไลฟ์สไตล์ ทัศนคติ ความคิดที่มีต่อนิยามในเรื่องต่าง ๆ ในชีวิต ซึ่งในบรรดาหัวข้อบทสนทนามีประเด็นที่น่าสนใจคือ เรื่องนิยามของความหรูหราผ่านกลิ่นที่ต่างกัน รวมถึงหน้าตาของขวดน้ำหอมที่มีผลต่อความรู้สึกที่สามารถทำความเข้าใจรสนิยมของคนได้เช่นกัน

ถ้าพูดถึงน้ำหอมใช้ในชีวิตประจำวันภายใต้ธีมเมืองไทยบ้านเรา อุณหภูมิที่เดือดดาลและเม็ดฝนที่สาดเทอย่างหนักหน่วงกินพื้นที่ภาพในหัวผมไปเกินครึ่ง การเลือกใช้น้ำหอมในฤดูร้อนเป็นปัญหาคลาสสิกสำหรับผม เพราะความร้อนมีผลต่อการระเหยไปอย่างรวดเร็วของน้ำหอม โดยเฉพาะผมเองเป็นคนที่ชอบใช้โคโลญจน์ด้วย ฉะนั้นใครที่พิจารณาจะทำน้ำหอม Bespoke หรือเดินเลือกซื้อตามเคาน์เตอร์อาจจะต้องคิดถึงประเด็นนี้เพิ่มเติมว่าอากาศที่ร้อนชื้นในบ้านเรานี่ควรที่จะใช้น้ำหอมประเภทไหน โน๊ตไหนถึงจะเหมาะ

ฤดูร้อนกับน้ำหอมโทนสดชื่น หลายคนอาจเคยได้ยินว่าอากาศร้อน ๆ ต้องใช้น้ำหอมที่สดชื่นเท่านั้น สำหรับซันเองเขาบอกว่า เขาไม่เคยบังคับใคร หรือมีความเชื่อที่ว่าอากาศร้อนต้องคู่กับกลิ่นที่สดชื่นเพียงอย่างเดียว แม้ส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นคนเอเชียนหรือยุโรปก็มักที่นึกถึงกลิ่นซิตรัส และดอกไม้มาก่อนเสมอเมื่อนึกถึงความสดชื่น 

ซันมองว่าเรื่องนี้มันไม่มีผิดถูก ยกตัวอย่างชาวตะวันออกกลางที่นิยมน้ำหอมกลิ่นหนักในยามอากาศร้อน ซึ่งกลิ่นหวานคือนิยามความสดชื่นของพวกเขาและยังช่วยสร้างความมั่นใจในเรื่องของกลิ่นกายด้วย นอกจากเรื่องฟังก์ชัน ลักษณะกลิ่นยังสามารถบอกตัวตนของคนแต่ละพื้นถิ่นได้ดีเช่นกัน ความหรูหราในฉบับตะวันออกกลางมักมาคู่กับความฟู่ฟ่า โอ่อ่า เสียงดัง ที่กลิ่นดอกไม้หนัก ๆ หรือกลิ่นเครื่องเทศเป็นเหมือนคำประกาศในการไปเยือนในสถานที่ต่าง ๆ ของผู้นั้น โดยจะตรงกันข้ามกับนิยามความหรูหราในบ้านเราที่นิสัยของผู้คนมักไม่กล้าแสดงออก ขี้เกรงใจ นิยามที่ดูหรูหรา จึงถูกนำเสนอผ่านความนิ่ง เงียบ เนี้ยบ ซึ่งกลิ่นจะต้องไม่ไปเตะจมูกคนอื่นอย่างเกินหน้าเกินตาและมีความสะอาดสดชื่น

น้ำหอม Bespoke

ถ้าสอดส่องพฤติกรรมการใช้น้ำหอมของคนไทยในทั่ว ๆ ไปก็จะยิ่งเห็นชัด ซันยกตัวอย่างให้ฟังว่า ถ้าเป็นผู้ชายก็จะเป็น Bleu De Chanel, Davidoff Cool Water และ CK ONE ที่ออกเป็นน้ำหอมไปในโทนสดชื่นหรือ Fougere และถ้าเป็นผู้หญิงจะเป็นความฟลอรัลและฟรุตตี้ที่ไม่หนักมากออกโทนใส ๆ ประมาณกลิ่นแอปเปิ้ลหรือแพร์ อย่าง Chanel CHANCE EAU TENDRE หรือว่า Jo Malone English Pear & Freesia และ Chloé โดยทั้งหมดเส้นกราฟจะสุดมาทางโทนสว่าง ๆ

ซันหยิบขวดน้ำหอมที่เตรียมมาจากในกระเป๋านำขึ้นมาเรียงไว้บนโต๊ะ มีทั้งน้ำหอมจากดีไซเนอร์แบรนด์และ Niche แบรนด์ โดยแต่ละอันมีความซับซ้อนของกลิ่นที่ต่างกันไป เขาเริ่มให้เราเห็นความแตกต่างของน้ำหอมในแต่ละแบบผ่านเรือนร่างของมันก่อน เขาบอกว่าอารมณ์และความรู้สึกของคนจะเชื่อมไปกับตัวตนของแพคเกจจิ้ง และภาพลักษณ์ที่แต่ละขวดแสดงออกมาก็สามารถสะท้อนถึงกลิ่นที่อยู่ในขวดแก้วนั้น ๆ ด้วย

อย่าง Atelier Cologne Orange Sanguine ที่เป็น Niche แบรนด์ ซันบอกว่าเปรียบเป็นภาพ Still Life ที่สื่อสารออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ สวยงาม เข้าถึงง่าย และอย่างตัว Solo Loewe Absoluto เหมือนงานศิลปะยุคโมเดิร์น ที่มีความซับซ้อนของกลิ่นเพิ่มขึ้น พร้อมกับรูปลักษณ์ทรวดทรงทันสมัย และ DKNY Be Delicious ที่เป็นลูกแอปเปิ้ลโดนบิดชวนให้นึกถึงศิลปะเซอร์เรียลลิสม์แบบภาพนาฬิกาละลายของ Salvador Dali ที่กลิ่นก็ยังให้ความเหนือจริงด้วย

ซันเล่าต่อว่าในบรรดาน้ำหอมดีไซเนอร์แบรนด์เราจะเห็นว่าน้ำหอมสีฟ้าดูสดชื่นนั้นไม่เคยมีกลิ่นหวานและน้ำหอมสีแดงดูหวานอบอุ่นไม่เคยมีกลิ่นเย็น สีพวกนี้ไม่ว่าจะที่ตัวขวดหรือในน้ำหอมเองก็ตาม เขาบอกว่า “แม้สีไม่มีผลต่อกลิ่นแต่มีผลต่อความรู้สึก” ทั้งหมดเป็นการเพิ่มคุณค่าและสร้างตัวตนที่ชัดเจนให้กับน้ำหอมเหล่านี้ ซึ่งรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสที่กล่าวมานี้ไม่ใช่เกมของน้ำหอม Bespoke เพราะจุดประสงค์ที่ไม่ได้ต้องการดึงดูดผู้คนด้วยภาพลักษณ์ แต่เป็นเรื่องของกลิ่นโดยเฉพาะ

จำลองสถานการณ์จริง

“สมมติว่าผมเองต้องการน้ำหอม Bespoke ขวดนี้เพื่อใส่ไปเดท ไปทานดินเนอร์ร้านอาหารอิตาเลียน กินพิซซ่า จิบไวน์” ผมลองโยนโจทย์สถานการณ์จริงให้นักปรุงน้ำหอมผู้นี้ได้ลองวิเคราะห์ถึงสัมผัสที่ควรจะได้จากน้ำหอมขวดนี้ 

ซันใช้เวลาคิดไม่ถึงหนึ่งนาที ก่อนตอบผมกลับมา “ถ้าเราพูดถึงร้านอาหารอิตาเลียน เราจะเลือกกลิ่นที่ไม่ไกลจากที่ใช้ในชีวิตประจำวันเท่าไหร่ อย่างการไปออฟฟิศ จะใช้อะไรที่จะสบาย ๆ มีความสดชื่นและกลิ่นไม่หนักเกินไป และอาหารอิตาเลียนถ้าเป็นพิซซ่าที่ไม่ได้เป็นไฟน์ ไดนิ่ง มันก็ยังมีความแคทชวลอยู่ แต่เป้าหมายสูงสุดคือไปเดท ฉะนั้นเราจะนึกถึงน้ำหอมที่เขาชอบอยู่ในชีวิตประจำวันแล้วก็เอามาปรับให้มันดูเซ็กซี่มากขึ้น มีความดึงดูดเย้ายวนมากขึ้น” 

โอกาสการใช้น้ำหอมจะไม่ได้เป็นกฎที่ซีเรียสเหมือน dress code การแต่งตัว ซึ่งเท่าที่ดูในเว็บไซต์ Fragrantica ที่ได้ชื่อว่าเป็น encyclopaedia ของโลกน้ำหอมก็บอกเพียงช่วงเวลาและฤดูเท่านั้น ในภาพรวมที่สามารถเข้าใจได้เช่น Eau de Toilette เหมาะกับกลางวันที่โปร่งสบาย ส่วน Eau de Parfum ที่หนักขึ้นมา เหมาะกับว่าจะมีความเย้ายวนมากกว่า เป็นต้น ซึ่งสถานการณ์ที่ใช้สามารถถูกตีความได้ตามแต่ความคิดของปัจเจก ซึ่งเป็นสิ่งที่นักปรุงน้ำหอมกับลูกค้าต้องมาหาภาพที่ตรงกันให้เจอ

น้ำหอม Bespoke

กลิ่นที่ชอบ กลิ่นที่ใช่

ขั้นตอนการดมเป็นหนึ่งในการทำงานที่สำคัญที่สุดของนักปรุงน้ำหอม และเป็นวิธีการหาทิศทางและจับรสนิยมกลิ่นของลูกค้าได้อย่างดี เพราะกลิ่นค่อนข้างเป็นเรื่องที่ subjective เป็นไปตามประสบการณ์ของผู้คนแต่ละคน เพราะไม่ใช่แค่เพียงผู้คนในทวีปเอเชียเท่านั้นที่ยากจะนึกภาพกลิ่นตามโน๊ตน้ำหอมจากฝรั่งเศสได้ถูกต้อง คนที่อาศัยอยู่ในประเทศอื่นในยุโรปก็ยังยากที่จะมีภาพตรงกัน ในแต่ละประเทศก็จะมีการอธิบายกลิ่นที่แตกต่างกันออกไป ตามความรู้สึก 

เพื่อความแม่นยำและร่นเวลาการงมหากลิ่น ในขั้นตอนนี้เขามักที่จะขอให้ลูกค้านำน้ำหอมที่ใช้ประจำติดมาด้วยเสมอเพื่อช่วยในการสร้างความเข้าใจต่อกลิ่นให้ตรงกันง่ายขึ้น เช่นอะไรคือกลิ่นสดชื่นของลูกค้า เป็นต้น หลังจากนั้นเขาจึงเริ่มให้ลูกค้าดมกลิ่นจากน้ำหอมตัวอื่นที่อยู่ในโทนเดียวกัน ซึ่งพอได้ คีย์เวิร์ดคร่าว ๆ แล้วว่าชอบประมาณไหน จึงให้ลองดมมาที่ตัววัตถุดิบจริงที่อยู่ในตระกูลเดียวกัน 

เช่นผมยกตัวอย่างจากนำ้หอมที่ใช้ประจำอย่าง Jo Malone Sea Salt & Wood Sage ซันก็แนะนำต่อว่าถ้าความชอบของเราต่อน้ำหอมขวดนี้อยู่ที่ 8-9 จากคะแนนเต็ม 10 เขาก็จะใช้โทนของ Sea Salt & Wood Sage เป็นส่วนผสมหลักและเพิ่มกลิ่นมาในโทนนี้แต่เป็นรสอื่นขึ้นมา

ฉะนั้นถึงตรงนี้ไม่ต้องกลัวว่าคุณจะนึกไม่ออกหรือไม่สามารถบอกต่อนักปรุงน้ำหอมตรงหน้าได้ว่ากลิ่นที่คุณถวิลหาอยู่นั้นมีสัมผัสอย่างไร เพราะเป็นหน้าที่ของนักเล่นแร่แปรธาตุเหล่านี้ที่จะช่วยเหลือคุณไปตลอดรอดฝั่ง ซึ่งภาพของกลิ่นที่ชัดเจนขึ้นเป็นจินตนาการที่สิ่งสำคัญต่อคนทำน้ำหอมมากกว่าผู้ใช้น้ำหอมเสียอีก

น้ำหอม Bespoke

ประเด็นต่อมาที่ซันอยากจะแชร์ เพราะพูดถึงเรื่องกลิ่นก็อดไม่ได้ที่จะพูดความมายาคติในวงการน้ำหอมที่มักมีความเชื่อว่า ‘น้ำหอมแพงควรจะเป็นน้ำหอมทน?’ เขาเล่าต่อว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่มักอยู่กับการตลาดที่คอยบอกว่าน้ำหอม EDP ที่มีความเข้มข้นสูงคือส่ิงที่ดีที่สุด อยู่ทนนานที่สุด ซึ่งซันบอกว่าถ้าว่าตามในเชิงเทคนิคแล้วมันก็ใช่ ที่ EDP มีความเข้มข้นมากกว่า EDT แต่น้ำหอมที่อยู่ทนนานที่สุดไม่ได้เท่ากับน้ำหอมที่ดีที่สุดแน่นอน 

ซ้นย้ำต่อ ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งในกลุ่มผู้ที่ชอบกลิ่นโทนสดชื่นอย่างที่เราได้พูดไปก่อนหน้านี้ แน่นอนว่าสิ่งนี้น้ำหอมประเภท EDP ไม่สามารถมอบให้ได้มากเท่า EDT เพราะอะไรที่อยู่ทนกว่ามันก็แลกกับความสดชื่นที่น้อยลงตามไปด้วย 

เขาเสริมต่อ สำหรับใครที่ชอบน้ำหอมโทนสดชื่น ถ้ากลัวว่าจะเกิดปัญหากลิ่นจางในระหว่างวัน เพราะ กลิ่นโทนซิตรัสและอควาจะมีโมเลกุลเล็ก มักจะอยู่ไม่นานเท่าเพื่อน ซึ่งกลิ่นไหนที่ในความเป็นจริงเสื่อมสภาพเร็ว ในน้ำหอมก็จะเสื่อมสภาพเร็วเช่นกัน ทางแก้ก็หมั่นฉีดให้บ่อยขึ้น โดยอาจจะแบ่งใส่ขวดเล็ก ๆ ไว้ในกระเป๋า เมื่อใดที่รู้สึกต้องการก็แค่ฉีด เขาเชื่อว่าไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่เราจะต้องไปซื้อน้ำหอมที่ติดทนนานมากกว่าแต่ชอบกลิ่นของมันน้อยกว่าตัวที่ใช้อยู่

น้ำหอม Bespoke เหมาะกับใคร

สุดท้ายเราไม่ได้ส่งเสริมให้คุณต้องออกไปหา Bespoke ขวดแรกในชีวิต เพราะความชอบและความต้องการของคนเป็นเรื่องปัจเจก และอย่างที่ได้สาธยายมายาวเยียดน้ำหอม Bespoke มีไว้สนองความต้องการขั้นสุดของมนุษย์ผู้คลั่งไคล้ในกลิ่นจริง ๆ

สำหรับมุมมองของซันในฐานะนักปรุงน้ำหอมผู้ที่ซื่อสัตย์และจริงใจต่องานที่ทำ และเชื่อว่าความสุขของคนเราไม่เหมือนกัน ได้ทิ้งท้ายไว้ว่า “ถ้าโจทย์คุณคือการหาความแตกต่างให้ตัวเองจากสิ่งที่มี และการซื้อดีไซเนอร์แบรนด์เป็นความสุขของคุณ การซื้อแบรนด์ที่ไม่ฮิตก็อาจจะเป็นคำตอบ หรืออยากเลือกที่เฉพาะทางกว่านั้น Niche แบรนด์ก็อาจจะตอบโจทย์คุณ แต่ถ้าอยากครอบครองน้ำหอมที่ผลิตจากความคิดตัวเองจริง ๆ และได้พัฒนาไปด้วย Bespoke ก็คือสิ่งที่คุณหาอยู่” 

น้ำหอม Bespoke

Related Stories

Grooming
5 NICHE FRAGRANCES FOR YOUR NEXT SIGNATURE SCENT 5 น้ำหอมผู้ชายแบรนด์ Niche ที่มีเอกลักษณ์ในแบบที่คุณต้องหลงไหล
ชื่อแบรนด์ที่ไม่คุ้นหู บรรจุภัณฑ์ที่ไม่คุ้นตา
 แต่กลับนำมาซึ่งกลิ่นหอมที่น่าค้นหาเป็นที่สุด
Read More
Grooming
5 DESIGNER FRAGRANCES WE RECOMMEND
น้ำหอมรุ่นตัวแทนจากห้าแบรนด์ดีไซเนอร์ชื่อดัง ที่คงความนิยมด้วยห้วงความหอมอันเป็นเอกลักษณ์
Read More
Grooming
FRAGRANTICA 101
วิธีการ ศาสตร์ศิลป์ และเรื่องราวต่างๆ 
เกี่ยวกับน้ำหอม ที่เราอยากให้คุณรู้
Read More
©️ 2021 W Trading Co., Ltd.