Friends - Feature

Movies

บทเรียนชีวิตหลากรส จากเพื่อนซี้ทั้ง 6 ในมหานครนิวยอร์ก

17 April 2020

บทความโดย เพรียวพันธ์ แสนลาวัณย์, Senior Writer, W. MINISTRY

นอกจากเสียงหัวเราะแล้ว รอสส์ โจอี้ แชนเลอร์ เรเชล โมนิก้า ฟีบี้ ให้อะไรกับผู้ชมอีกบ้าง

*บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของซีรี่ส์เรื่อง Friends

“So no one told you life was gonna be this way
Your job’s a joke, you’re broke
Your love life’s D.O.A
It’s like you’re always stuck in second gear
When it hasn’t been your day, your week, your month
Or even your year, but
I’ll be there for you”

ถ้าใครเป็นแฟนซีรี่ส์อเมริกันในช่วงยุค 90s เชื่อว่าในขณะที่อ่านข้อความด้านบน ทำนองเพลงที่คุ้นเคยพร้อมกับเสียงปรบมือเข้าจังหวะ 4 ครั้งต้องดังขึ้นมาในหัวแน่นอน เพราะนี่คือส่วนหนึ่งของเนื้อเพลง I’ll Be There for You ของศิลปิน The Rembrandts เพลงอินโทรของ Friends ซิทคอมในช่วงกลางยุค ’90s ถึงช่วงกลางยุค 2000s ที่ออกฉายทางช่อง NBC และประสบความสำเร็จอย่างสูงจนกลายเป็นหนึ่งในซีรี่ส์ที่ได้รับความนิยมที่สุดตลอดกาล

Friends ว่าด้วยเรื่องราวชีวิตประจำวันของกลุ่มเพื่อนสนิท 6 คน ในย่านแมนฮัตตัน มหานครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มีครบทุกรสชาติ บ้างก็ขำจนกรามค้าง บ้างก็ซึ้งจนต้องคอยซับน้ำตา และนอกจากความสนุกที่ซีรี่ส์เรื่องนี้มอบให้กับผู้ชมแล้ว อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ Friends พิชิตใจผู้ชมได้อย่างเหนียวแน่นก็เพราะบทเรียนชีวิตมากมายที่พวกเขามอบให้ ซึ่งมีประโยชน์ และสามารถนำมาปรับใช้กับชีวิตได้

ในโอกาสที่นักแสดงนำทั้ง 6 ของซีรี่ส์เรื่องนี้จะกลับมารวมตัวกันอีกครั้งในรอบกว่า 15 ปี ภายใต้โปรเจกต์สุดพิเศษที่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดออกมา แต่มีกำหนดการณ์จะเข้าฉายทางช่อง HBO Max ในเดือนมิถุนายนนี้ ก่อนจะถึงเวลานั้นเรามานั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลากลับไปดูกันดีกว่าว่า Friends มอบบทเรียนชีวิตอะไรแก่ผู้ชมบ้าง

เพลง I’ll Be There for You คงบรรเลงใกล้จบแล้ว โมนิก้า เรเชล ฟีบี้ รอสส์ โจอี้ แชนเลอร์ มานั่งประจำที่บนโซฟาตัวโปรด หันหน้ามองบ่อน้ำพุ ก่อนที่โมนิก้าจะเอื้อมมือมาปิดโคมไฟ ทุกอย่างพลันมืดสนิท…เอาล่ะ ไปเข้าเรื่องกันดีกว่า


Love Lessons

ถึงชื่อซีรี่ส์จะมีความหมายตรงตัวว่า “เพื่อน” แต่ก็มี “บทเรียนความรัก” ให้ผู้ชมสามารถเก็บเกี่ยวกลับไปอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน โดยหนึ่งในนั้นคือเรื่องราว “ล็อบส์เตอร์ของรอสส์”

คำว่า “ล็อบส์เตอร์” ตามที่ตัวละครฟีบี้ให้ความหมายไว้ก็คือ “คู่แท้ ที่ต่อให้พลัดพรากกันยังไงสุดท้ายก็กลับมาเจอกันอยู่ดี” โดยเธอได้บอกกับรอสส์ว่าเรเชลคือล็อบส์เตอร์ของรอสส์ ผิดหวังครั้งนี้ก็ไม่ต้องเสียใจไป เพราะยังไงเธอก็จะกลับมาแน่นอน และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ แต่ก็ต้องใช้เวลารอเกือบ 10 ปีเลยทีเดียว ในตอนสุดท้ายหลังจากผ่านทุกข์สุขร่วมกันมามากมาย เมื่อถึงเวลาที่ใช่รอสส์กับเรเชลก็ได้กลับมาครองรักกันอีกครั้ง พร้อมประโยค “ฉันลงจากเครื่องบิน” ที่ทำผู้ชมทั้งโลกแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เรื่องราวของรอสส์กับเรเชลจึงสะท้อนบทเรียนความรักครั้งสำคัญว่า คนที่ใช่ยังไงมันก็ใช่อยู่ดี และไม่ว่าจะนานแค่ไหนก็คุ้มค่าแก่การรอเสมอ

อย่างไรก็ตาม ต่อให้เป็นคนที่ใช่ แต่ถ้ามาในเวลาที่ไม่ใช่ ก็หมายความว่าคือคนที่ไม่ใช่ โดยบทเรียนนี้สะท้อนอย่างชัดเจนผ่านเรื่องราวความสัมพันธ์ของตัวละครฟีบี้และเดวิด ที่ถึงแม้ทั้งสองจะรักกันมาก แต่ด้วยหน้าที่การงานทำให้เดวิดต้องย้ายไปอยู่ประเทศเบลารุสเป็นเวลาหลายปี โดยมีโอกาสกลับมานิวยอร์กเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น ทำให้สุดท้ายต่อให้รักกันแค่ไหน ก็ต้องตัดใจและยอมรับความเป็นจริง

เช่นเดียวกับความรักของรอสส์กับตัวละครเอมิลี่ หญิงสาวชาวอังกฤษที่ทั้งคู่รักกันถึงขั้นเข้าพิธีแต่งงาน แต่สุดท้ายความสัมพันธ์นี้ก็ไปไม่รอด เพราะเอมิลี่ปรากฏตัวช้าไป ทั้งใจของรอสส์ไม่มีพื้นที่เหลือให้ใครนอกจากเรเชล

อีกหนึ่งบทเรียนความรักที่ได้จากซีรี่ส์เรื่อง Friends ก็คือ “ความรักคือการยอมรับข้อเสียซึ่งกันและกัน” เพราะไม่ว่าจะเป็นคู่ของโมนิก้ากับแชนเลอร์ ที่ฝ่ายหญิงเจ้าระเบียบสุดๆ รักความสะอาดจนเกินเหตุ ขี้บ่นจู้จี้จุกจิก ส่วนฝ่ายชายก็ทำตัวไม่สมชายอยู่หลายครั้ง แต่ทั้งคู่ก็ค่อยๆ เรียนรู้และประคับประคองความสัมพันธ์นี้ไปได้จนตลอดรอดฝั่ง เช่นเดียวกับคู่ของรอสส์กับเรเชล รวมถึงฟีบี้และไมก์ ที่ทุกคนล้วนมีข้อเสียข้อใหญ่เป็นของตัวเองเช่นกัน แต่ถ้าความรักยิ่งใหญ่กว่า ข้อเสียเหล่านั้นก็จะดูเล็กลง จนสามารถมองข้ามมันไปได้ในที่สุด


Career Lessons

หนึ่งใน Running Joke (มุกตลกที่มีการเล่นซ้ำอย่างต่อเนื่อง) สำคัญของซีรี่ส์ Friends คือเรื่องอาชีพของตัวละครแชนเลอร์ ที่ถึงแม้จะเป็นเพื่อนสนิทกัน แต่อีก 5 คนก็ไม่ทราบแน่ชัดว่าเขาประกอบอาชีพอะไรกันแน่ รู้เพียงว่าเป็นอาชีพที่เกี่ยวข้องกับตัวเลขและการวิเคราะห์ข้อมูลเท่านั้น โดยในเนื้อเรื่องก็แสดงให้เห็นว่างานของแชนเลอร์นั้นน่าเบื่อ เขาเองก็ไม่ค่อยชื่นชอบงานที่ตัวเองทำเท่าไร แต่เพราะรายได้ดี จึงอดทนทำมาตลอด ส่วนความฝันที่แท้จริงของเขาคืองานที่เกี่ยวข้องกับมุกตลกและโฆษณา

อย่างไรก็ตามในช่วงอายุที่ย่างเข้าหลัก 30 แล้ว ในที่สุดแชนเลอร์ก็ตัดสินใจลาออกจากงานที่ทำ ก่อนจะสมัครเข้าทำงานในตำแหน่ง Junior Copywriter ของบริษัทโฆษณาแห่งหนึ่ง ซึ่งในตอนแรกเขาก็โดนดูถูกมากมายว่าอายุขนาดนี้แล้ว จะสู้กับเด็กรุ่นใหม่ได้ยังไง แต่สุดท้ายแชนเลอร์ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเขาทำได้ แถมยังทำได้ดีเสียด้วย เป็นบทเรียนแก่ผู้ชมว่า “สำหรับความฝัน ไม่มีคำว่าสายเกินไปในการเริ่มต้น”

ตัวละครโจอี้และเรเชลเองก็ได้ให้บทเรียนสำคัญเรื่องหน้าที่การงานแก่ผู้ชมเช่นกัน เกี่ยวกับการไม่ดูถูกงานเล็กน้อย เพราะมันอาจจะเป็นบันไดก้าวสำคัญสู่งานในฝันก็เป็นได้ โดยความฝันของโจอี้คือการเป็นนักแสดง ส่วนของเรเชลคือการได้ทำงานในวงการแฟชั่นให้กับแบรนด์ชื่อดัง อย่างไรก็ตามทั้งคู่ก็ต้องเริ่มต้นจากงานเล็กๆ ไม่ว่าจะเป็นบทบาทตัวประกอบ หรือแม้แต่นายแบบโฆษณายารักษาโรคหนองในของโจอี้ที่ทำให้เขาขายหน้าอย่างมาก หรือการทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟร้านกาแฟของเรเชล

ในตอนแรกที่ปรากฏตัว บุคลิกของเรเชลดูจะเป็นลูกคุณหนูจอมเอาแต่ใจ แต่ในเรื่องหน้าที่การงานเธอนั้นมุ่งมั่นเอาจริงเอาจังมาโดยตลอด เตรียมพร้อมว่าสักวันหนึ่งเธอจะทำงานในวงการแฟชั่นให้ได้ และเมื่อโอกาสครั้งสำคัญมาถึง เรเชลก็ไม่พลาดที่จะคว้ามันเอาไว้ แถมยังทำมันได้ดีจนกลายเป็นการพลิกชีวิตครั้งสำคัญ จนในที่สุดเธอก็ได้เข้าทำงานในตำแหน่งใหญ่โตของแบรนด์ระดับโลกอย่าง “Ralph Lauren” ทั้งหมดเป็นเพราะการเตรียมตัวที่ดี พร้อมสำหรับทุกโอกาสที่เข้ามาในชีวิต

ปิดท้ายด้วยบทเรียนจากตัวละครฟีบี้ซึ่งมั่นคงกับอาชีพที่เธอรักมาตลอด นั่นคือการเป็นหมอนวด รวมถึงการร้องเพลง ที่ถึงแม้เธอจะทำมันได้ไม่ดีนัก แต่ก็ไม่คิดจะล้มเลิก เพราะมันคือสิ่งที่ทำให้เธอมีความสุข บางทีชีวิตของเราก็อาจไม่ต้องการอะไรที่ยิ่งใหญ่ เพียงแค่ได้ทำตามเสียงหัวใจก็เพียงพอแล้ว


Friendship Lessons

ถึงแม้ตัวละครหลักทั้ง 6 จะเป็นเพื่อนสนิทกัน แต่พวกเขาแต่ละคนก็แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง โมนิก้าคือผู้หญิงเจ้าระเบียบ จู้จี้ขี้บ่น, เรเชลมาพร้อมกับความเป็นลูกคุณหนู เอาใจยาก, ฟีบี้แแปลกประหลาดไม่เหมือนใคร, โจอี้จอมเจ้าชู้ กินจุ แถมยังทึ่มไม่ค่อยทันคน, แชนเลอร์เล่นมุกตลกฝืดๆ ได้ทุกเวลา, และรอสส์มาในมาดนักวิชาการที่ชอบจับผิดคนอื่นอยู่ตลอดเวลา ทุกคนมีข้อเสียที่แตกต่างกัน แต่เพราะการเรียนรู้ ยอมรับซึ่งกันและกัน จึงทำให้สามารถครองมิตรภาพได้อย่างยาวนาน

แต่ถึงจะเป็นเพื่อนรักกันขนาดไหน อย่างไรก็ตามเมื่อถึงจุดหนึ่งของชีวิต ด้วยภาระต่างๆ ความรับผิดชอบที่มากขึ้น ทั้ง 6 ก็ต้องแยกย้ายจากกัน ไม่ได้ใช้ชีวิตร่วมกันเหมือนเดิม แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าความรักในฐานะเพื่อนที่มอบให้แก่กันจะลดลง มันยังคงอยู่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง มีเพียงแค่รูปแบบการใช้ชีวิตเท่านั้นที่เปลี่ยนไป โดยสิ่งนี้สะท้อนออกมาให้เห็นในฉากสุดท้ายของเรื่องที่ทั้ง 6 ต้องร่ำลากัน วางกุญแจอาพาร์ทเม้นท์ลงบนจาน ปิดตำนานสถานที่แห่งความทรงจำ

อีกหนึ่งกุญแจสำคัญของการรักษามิตรภาพให้ยั่งยืนคือการรู้จักให้อภัย โดยสิ่งนี้สะท้อนออกมาอย่างชัดเจนที่สุดในเหตุการณ์ที่แชนเลอร์เผลอใจมอบความรักให้กับแฟนสาวของโจอี้ ที่ถึงแม้ในตอนแรกโจอี้จะรู้สึกโกรธมากๆ ถึงขนาดที่แชนเลอร์ต้องสำนึกผิดโดยการลงไปอยู่ในกล่อง (เชื่อว่าทุกคนคงจำฉากนั้นได้ดี) แต่สุดท้ายแล้วเรื่องนี้ก็ไม่สามารถทำลายมิตรภาพที่เหนียวแน่นของทั้งคู่ลงได้

ขอปิดท้ายเรื่องราวของมิตรภาพระหว่างเพื่อนด้วยบทเรียนที่ว่า “ครั้งหนึ่งในชีวิตการได้เป็นรูมเมทกับเพื่อนสนิทอาจเป็นประสบการณ์ล้ำค่า” ไม่ว่าจะเป็นแชนเลอร์กับโจอี้ หรือเรเชลกับโมนิก้า การที่ทั้งคู่ในใช้ชีวิตช่วงหนึ่งอยู่ในห้องเดียวกัน ก่อให้เกิดเรื่องราวมากมายที่จะประทับอยู่ในความทรงจำไปอีกแสนนาน นอกจากนั้นการจะใช้ชีวิตเป็นรูมเมทกับเพื่อนสนิทคือสิ่งที่สามารถทำได้แค่ในช่วงวัยหนึ่งของชีวิตเท่านั้น ไม่สามารถคงอยู่ตลอดไป สักวันหนึ่งก็ต้องแยกจากกันด้วยภาระหน้าที่ต่างๆ ดังนั้นถ้าใครที่ยังมีโอกาสก็ควรคว้ามันเอาไว้ เพราะนี่อาจเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้อีกแล้วในช่วงชีวิตที่เหลือ


Family Lessons

ตัวละครหลักทั้ง 6 ของซีรี่ส์เรื่อง Friends อาจจะมีหน้าที่การงานที่ดี แต่แทบจะไม่มีใครเลยที่มาจากพื้นฐานครอบครัวที่สมบูรณ์ โดยเฉพาะฟีบี้กับแชนเลอร์

“ฉันเติบโตมาจากข้างถนน”

นี่คือสิ่งที่ตัวละครฟีบี้บอกมาโดยตลอด มีเพียงแค่ยายเท่านั้นที่เลี้ยงดูเธอมา ก่อนที่ในภายหลังเธอจะได้พบน้องชายตัวเอง ซึ่งแต่งงานกับผู้หญิงอายุรุ่นราวคราวแม่ เลยเถิดไปถึงขั้นที่ฟีบี้ยอมเป็นแม่อุ้มบุญให้พวกเขา ถึงแม้จะมีส่วนผสมที่แปลกๆ แต่สำหรับฟีบี้นี่คือครอบครัวที่เธอรักมาก เป็นบ้านของหัวใจที่แสนอบอุ่นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เช่นเดียวกับแชนเลอร์ ที่มีพ่อเป็นผู้ชายข้ามเพศ โดยทำการแสดงอยู่ในคลับแห่งหนึ่งใน ลาส เวกัส หย่าร้างกับแม่มาตั้งแต่แชนเลอร์จำความได้ ในช่วงแรกของซีรี่ส์ จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าแชนเลอร์นั้นไม่ชอบพ่อของตัวเองเอาเสียเลย แต่สุดท้ายหลังจากได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างเขาก็ยอมรับในสิ่งที่พ่อเป็นได้ ก่อนจะกลับมาเป็นครอบครัวที่อบอุ่นอีกครั้ง

ตัวละครโมนิก้าเองก็ประสบปัญหาเรื่องครอบครัวเช่นกัน แม้ว่าเธอจะมาจากครอบครัวที่ดูสมบูรณ์แบบ ฐานะดี มีหน้ามีตาในสังคม แต่เธอกลับรู้สึกว่าพ่อแม่ไม่ได้ให้ความรักเธอเท่ากับที่ให้รอสส์ผู้เป็นพี่ชาย และเธอก็ฝังใจเชื่อเช่นนั้นมาโดยตลอด ก่อนที่ในตอนท้ายเรื่องเธอจะได้เข้าใจว่าพ่อแม่ไม่ได้รักลูกไม่เท่ากัน เพียงแต่มีวิธีแสดงความรักที่แตกต่างกันเท่านั้นเอง

ตัวละครรอสส์ในฐานะลูก เขาคือลูกชายที่ดี เป็นลูกที่พ่อแม่ภาคภูมิใจ แต่ในฐานะสามีเขากลับค่อนข้างล้มเหลว โดยในการแต่งงานครั้งแรกกับแครอล ถึงแม้ทั้งคู่จะมีลูกชายหนึ่งคนเป็นโซ่ทองคล้องใจ แต่สุดท้ายก็ต้องหย่าร้างกันด้วยรสนิยมทางเพศที่เปลี่ยนไปของแครอล ก่อนที่เธอจะไปใช้ชีวิตร่วมกับซูซาน ในฐานะคู่รักเลสเบี้ยน ฟังดูเป็นอะไรที่พังทลาย แต่สุดท้ายทั้งรอสส์ แครอล ซูซาน และลูกชายอย่างเบนก็ปรับตัวเข้าหากันได้ กลายเป็นครอบครัวที่ถึงแม้จะไม่ตรงตามขนบธรรมเนียม แต่ก็อบอุ่นไม่แพ้ครอบครัวไหนๆ

รอสส์กับโมนิก้าคือพี่น้องที่เป็นคู่กัดตัวฉกาจกันมาตลอดตั้งแต่จำความได้ แต่ถึงอย่างนั้นความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่ก็เหนียวแน่นไม่แพ้ใคร ตัวอย่างเช่นในเหตุการณ์ที่ทั้งคู่มีโอกาสเข้าร่วมการเต้นโชว์ในรายการโทรทัศน์ช่วงเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ และพวกเขาก็ได้วาดลวดลาย ออกสเต็ปเท้าไฟในเพลง The Routine กันได้อย่างเข้าขา จนทุกคนในฮอลล์ต้องหันมามองเป็นตาเดียว เป็นข้อพิสูจน์ได้ดีว่า “ต่อให้ดูไม่รักกันแค่ไหน แต่ความสัมพันธ์พี่น้องคือความรักเหนียวแน่น ความรู้ใจกันที่ไม่อาจมีใครมาเทียบได้”

ปิดท้ายด้วยเรื่องราวของตัวละครฟีบี้ ที่กล่าวไปแล้วว่าเธอเติบโตมาโดยไม่รู้จักพ่อแม่ตัวเอง แต่หลังจากพยายามอยู่นานเธอก็สามารถตามหาพ่อที่ทิ้งเธอไปจนเจอ ถึงแม้วัยจะล่วงเข้า 30 และทั้งคู่ก็แทบไม่รู้จักกัน แต่มันก็ไม่สายที่จะเริ่มต้นความสัมพันธ์ดีๆ กัน เพราะยังไงความผูกพันทางสายเลือดก็ยังควรค่าแก่การมอบความรักให้เสมอ


Marriage Lessons

เรื่องราวของซีรี่ส์ Friends จะเริ่มต้นขึ้นไม่ได้เลย ถ้าเรเชลไม่ตัดสินใจทิ้งงานแต่งงานของตัวเอง หนีออกมาทั้งชุดเจ้าสาวเพื่อเริ่มต้นใช้ชีวิตใหม่ตามที่ตัวเองต้องการ ซึ่งสุดท้ายทั้งตัวเรเชลและผู้ชมก็คงได้คำตอบเหมือนๆ กันว่านั่นคือการตัดสินใจที่ถูกต้อง เป็นบทเรียนให้ได้เรียนรู้ว่าถ้ายังไม่มั่นใจกับการแต่งงานจริงๆ ก็อย่าเพิ่งกระโจนลงไป และอย่ากลัวที่จะเปลี่ยนแปลง เพราะถ้าไม่กล้าพอก็อาจจะไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างที่ตัวเองอยากใช้อีกแล้ว

เมื่อพูดถึงบทเรียนเรื่องการแต่งงาน คงเป็นไปไม่ได้ถ้าจะไม่เอ่ยถึงชื่อตัวละครรอสส์ เพราะเขาคือชายผู้ผ่านการหย่าร้างมาถึง 3 ครั้ง ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันออกไป แต่ที่เหมือนกันคือความเศร้าเสียใจ ความรู้สึกหมดหวังที่ตามมา โดยในเรื่องประเด็นนี้จะสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนมากๆ ผู้ชมสามารถรับรู้ได้ว่ารอสส์รู้สึกผิดหวังกับชะตาชีวิตของตัวเองสุดๆ แต่ถ้าพิจารณาอย่างละเอียดก็จะพบว่าทุกครั้งหลังจากที่มีการหย่าร้าง รอสส์จะได้พบกับความสัมพันธ์ใหม่ๆ เสมอ เป็นการพิสูจน์ว่าการหย่าร้างแต่ละครั้งเกิดขึ้นเพราะความสัมพันธ์ดังกล่าวมันยังไม่ใช่ ดังนั้นการหย่าร้างจึงไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นต่างหาก สุดท้ายรอสส์ก็ได้เจอกับความสัมพันธ์ที่ลงตัวและมีความสุขกับมันอย่างเต็มที่

ขอจบบทความนี้ด้วยเรื่องราวของแชนเลอร์กับโมนิก้า ที่นอกจากจะเป็นหนึ่งในคู่รักที่ผู้ชมชื่นชอบที่สุดในประวัติศาสตร์ซีรี่ส์อเมริกันแล้ว ทั้งคู่ยังให้บทเรียนเรื่องการแต่งงานได้ดีอีกด้วย โดยทุกคนคงทราบดีว่าทั้งคู่คือขั้วตรงข้ามที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยทะเลาะกันอย่างรุนแรงว่าจะนำห้องในบ้านที่เหลือเป็นห้องอะไรดี แชนเลอร์ต้องการให้มันเป็นห้องเล่นเกม ส่วนโมนิก้าอยากให้มันเป็นห้องนอนสำหรับแขก แต่สุดท้ายทั้งคู่ก็ปรับความเข้าใจกันได้ด้วยการประนีประนอม ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญที่ชีวิตคู่ต้องมี และที่ทำให้ทั้งคู่เข้าอกเข้าใจกันเป็นอย่างดี อาจจะเป็นเพราะพวกเขาเคยเป็นเพื่อนสนิทกันมาก่อนก็เป็นได้

Related Stories

Fashion from Friends, Chandler
Style
หลายฉากหลากชุดจาก Friends ซิทคอมสุดคลาสสิค กับแฟชั่นโมเมนต์สุดฮาที่ทำให้คิดถึงเสื้อผ้า 90s
รอดหรือไม่ให้คนดูตัดสิน รวมจังหวะยิงมุกการแต่งตัวของ โจอี้ แชนด์เลอร์ รอส ที่ให้ผู้ชมมากกว่าแค่เสียงหัวเราะ
Read More
The feature of Thai comedies made by W. MINISTRY
Movies
เติมอารมณ์ขันด้วยหนังตลกไทย 5 เรื่องที่หลายคนพลาด
เสพความสุขด้วยมุกเฮฮา
Read More
Movies
STUDIO GHIBLI: 4 อนิเมชั่นที่พิสูจน์ว่าสตูดิโอจิบลิเป็นผู้มาก่อนกาล
ความในใจของฮายาโอะ มิยาซากิ เสียงคำรามแห่งพงไพรจากยุค ‘80s - '90s ที่บอกว่าประเด็นเหล่านี้ไม่เคยเก่าเลย
Read More
©️ 2021 W Trading Co., Ltd.