The Read

HARUKI MURAKAMI: นักเขียนคนสำคัญแห่งโลกปัจเจกมีมุมมองต่อความเหงาของมนุษย์อย่างไร

บทความโดย Priewpan Saenlawan, Senior Writer, W. MINISTRY

ภาพประกอบโดย Paritat Supaporne, Senior Visual Designer, W. MINISTRY

กำกับศิลป์โดย Nopphasit Varittinanon, Art Director, W. MINISTRY

The Read

HARUKI MURAKAMI: นักเขียนคนสำคัญแห่งโลกปัจเจกมีมุมมองต่อความเหงาของมนุษย์อย่างไร

24 April 2020

ความเหงาคือความเจ็บปวด หรือเป็นเพียงห้วงอารมณ์ที่มนุษย์ต้องเรียนรู้

 

ต่อให้สถานการณ์ COVID-19 ครั้งนี้จะคลี่คลายได้สำเร็จ มนุษย์สามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติได้เช่นเก่า แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็จะถูกบันทึกลงในหน้าประวัติศาสตร์ว่ามันคือหนึ่งในวิกฤติครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยพบเจอ

นอกจากความอันตรายทางร่างกายต่อเชื้อไวรัสที่เรามองไม่เห็นแล้ว ด้านจิตใจเองก็บอบช้ำไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะด้วยความเครียดจากข่าวสาร ความไม่มั่นคงของชีวิตเพราะเศรษฐกิจ และที่สำคัญที่สุดคือ “ความเหี่ยวเฉาจากความเหงาที่ต้องเผชิญเพราะการกักตัวอยู่ที่บ้าน”

อย่างที่เราทราบกันดีว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม ดังนั้นการที่ต้องอยู่แต่ในบ้านเป็นระยะเวลาร่วมเดือนโดยไม่ได้พบปะกับผู้คนเหมือนที่ผ่านมาจึงเป็นเรื่องหนักหนาสาหัสพอสมควร จิตวิญญาณค่อยๆ โดนความเหงากัดกร่อนให้ผุพังลงทุกวัน

ความเหงาดูจะเป็นสิ่งโหดร้ายสำหรับมนุษย์ แต่สำหรับผู้ชายที่ชื่อ “ฮารุกิ มุราคามิ” นักเขียนชื่อก้องโลกชาวญี่ปุ่นกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง เนื่องจากภาพสะท้อนจากหนังสือของเขาคือความเหงา การใช้ชีวิตอย่างปัจเจกของมนุษย์ตัวเล็กๆ ในเมืองใหญ่ อย่างไรก็ตามมันกลับดูสวยงาม ไม่ฟูมฟาย ราวกับว่าความโดดเดี่ยวไม่ใช่สิ่งที่โหดร้าย ดังนั้นครั้งนี้เราจึงจะพาไปสำรวจแนวคิดของเขากัน ในฐานะที่ มุราคามิ คือหนึ่งในนักเขียนที่ถ่ายทอดห้วงอารมณ์ของมนุษย์ออกมาได้อย่างลึกซึ้งที่สุด เขามีมุมมองต่อความเหงาอย่างไร ใช้ชีวิตร่วมกับมันอย่างไร และสะท้อนมันออกมาอย่างไรผ่านหนังสือของเขา

 


 

บาร์แจ๊สและโฮมรันแห่งชีวิต

 

“เมื่อตอนเด็กๆ ผมอยากจะเป็นคนเงียบๆ ใช้ชีวิตอย่างสงบ แต่เมื่อโตขึ้น ชีวิตมันช่างซับซ้อน ไม่สามารถสงบได้อย่างที่หวังหรอก”

ฮารุกิ มุราคามิ เกิดในเมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น หลังจากที่ไฟสงครามโลกครั้งที่ 2 ดับมอดไปได้ไม่นาน พ่อของเขาสืบสายเลือดมาจากตระกูลนักบวช ส่วนแม่เป็นทายาทวาณิชจากเมืองโอซาก้า แต่ทั้งคู่กลับประกอบอาชีพเป็นอาจารย์วิชาวรรณกรรม ส่งผลให้ มุราคามิ ซึมซับศาสตร์แห่งวรรณกรรมญี่ปุ่นมาตั้งแต่เด็กๆ

มุราคามิ จบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านการแสดงจากมหาวิทยาลัยวาเซดะ ในกรุงโตเกียว และหลังจากนั้นไม่นานเขาก็เริ่มหาเลี้ยงตัวเองด้วยการเปิดบาร์แจ๊สเล็กๆ ชื่อ Peter Cat ในย่าน โคะกุบุนจิ เนื่องจากเขารู้ดีว่าการทำงานแบบมนุษย์เงินเดือนไม่ใช่ตัวตนของเขาเลยแม้แต่น้อย เขาไม่ค่อยสันทัดในการใช้ชีวิตท่ามกลางกระแสสังคมที่วุ่นวายเท่าไรนัก

 

็Haruki Murakami - Jazz Bar

 

ถึงแม้ Peter Cat จะเป็นบาร์เล็กๆ แต่ก็มีลูกค้าแวะเวียนมาอย่างไม่ขาดสาย นั่นทำให้ความคิดของ มุราคามิ เริ่มเปลี่ยนไป ในตอนแรกเขาคิดว่าตัวเองจะมีความสุขกับอาชีพนี้ เขาหลงใหลดนตรีแจ๊สมากกว่าสิ่งใด ได้อยู่ท่ามกลางเสียงเพลงที่ชื่นชอบทุกค่ำคืน ได้ดื่มด่ำกับเครื่องดื่มแก้วโปรด ปล่อยความคิดให้ล่องลอยไปน่าจะทำให้เขามีความสุข

“ผมไม่ใช่คนช่างจ้อ”

นี่แหละคืออุปสรรคสำคัญ ในฐานะลูกค้าคุณสามารถเลือกที่จะนั่งเสพดนตรีเงียบๆ หรือพูดคุยกับคนอื่นๆ ได้ แต่การเป็นเจ้าของบาร์นั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพูดคุยกับผู้คนมากหน้าหลายตาอยู่ตลอดเวลา นอกจากนั้นนี่ยังเป็นงานที่บั่นทอนสุขภาพพอสมควร เนื่องจาก มุราคามิ สูบบุหรี่ไม่ต่ำกว่าคืนละ 60 มวน และดื่มหนัก

มุราคามิเป็นนักอ่านตัวยง แต่ความคิดของการเป็นนักเขียนไม่เคยแล่นเข้ามาในสมองของเขา จนกระทั่งวันหนึ่ง…วันที่สุดแสนจะธรรมดาเฉกเช่นทุกวัน มุราคามิ ได้ออกไปชมการแข่งขันเบสบอล เกมระหว่างทีม Yakult Swallows พบกับ Hiroshima Carp โดย มุราคามิเป็นแฟนตัวยงของ Yakult Swallows มาตั้งแต่เด็กๆ

“ในช่วงหนึ่งของเกม ขณะที่ผมกำลังนั่งเอนกายอย่างสบายอารมณ์บนอัฒจรรย์ เหม่อมองท้องฟ้ายามพลบค่ำที่ระยิบระยับด้วยแสงดาว ในมือถือแก้วเบียร์เย็นๆ สายลมโชยอ่อนพัดผ่านใบหน้า ตอนนั้นอยู่ๆ ความคิดก็แวบเข้ามาในหัวมา ‘เราก็เป็นนักเขียนนิยายได้เหมือนกันนี่’”

“จุดเริ่มต้นทั้งหมดก็ง่ายๆ แค่นั้นเลย ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้”

 

็Haruki Murakami - Alone

 

หลังจากเกมการแข่งขันจบลง มุราคามิ บอกว่าเขาจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าใครเป็นฝ่ายชนะ แต่สิ่งที่เขาจำได้ดีคือเขานั่งรถไฟไปชินจุกุเพื่อหาซื้ออุปกรณ์เครื่องเขียนด้วยอาการลิงโลดในใจ ราวกับได้ค้นพบเส้นทางชีวิตที่ตัวเองต้องการแล้ว

หลังจากนั้นไม่ถึงปี “Hear the Wind Sing” หนังสือเล่มแรกของ มุราคามิ ก็ถูกตีพิมพ์ออกมา ก่อนที่เขาจะตัดสินใจขายกิจการบาร์แจ๊สทิ้งไปในเวลาใกล้เคียงกัน

“อาชีพนักเขียนเป็นอาชีพที่ต้องจมอยู่กับความคิดตัวเอง มันน่าจะเป็นอาชีพที่เหมาะกับผมมากที่สุดแล้ว”

“ถ้ามันไม่รุ่งเราค่อยกลับมาเปิดอีกครั้งก็ได้ ผมยังหนุ่มและมีเวลาให้เริ่มต้นใหม่อยู่ แต่ตอนนี้ผมต้องการเวลาว่างสักสองปีให้ผมเต็มที่กับงานเขียนของตัวเองจริง ๆ”

อย่างที่ทุกคนทราบกันดีว่าสุดท้าย มุราคามิ ก็ไม่มีโอกาสกลับไปเปิดบาร์แจ๊สอีกรอบ เพราะเขาได้กลายเป็นนักเขียนที่ประสบความสำเร็จระดับโลก เป็นสัญลักษณ์ของการบอกเล่าเรื่องราวปัจเจกชนท่ามกลางบรรยากาศเมืองใหญ่ ภายใต้จิตใจโดดเดี่ยวและเปลี่ยวเหงา

“ผมเบื่อวรรณกรรมญี่ปุ่น มันคร่ำครึและน่าเบื่อ แต่ผมก็ไม่ต้องการเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับต่างชาติ ผมอยากเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่น ดังนั้นผมจึงเขียนเรื่องราวของ ‘เรา’ เราที่หมายถึงมุนษย์ทุกคน ความเป็นปัจเจกที่สะท้อนออกมาผ่านห้วงอารมณ์ต่างๆ เป็นสิ่งที่สากล อยู่คู่กับทุกเชื้อชาติ”

 


 

ความเหงาและโดดเดี่ยวในทัศนะ

 

ท่ามกลางนิยายจำนวน 14 เล่ม เรื่องสั้นและความเรียงอีกมากมายจนไม่สามารถกล่าวถึงได้หมด แต่แทบทั้งหมดกลับมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือประเด็น รวมถึงข้อความที่ตัวเขาต้องการจะสื่อสารกับผู้อ่าน ซึ่งว่าด้วยการสำรวจจิตวิญญาณความรู้สึกของ “มนุษย์” ที่มีต่อสิ่งต่างๆ ที่ต้องประสบพบเจอ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เขาจะกลายเป็นนักเขียนเชิงปัจเจกชนที่มีผลงานโดดเด่นที่สุด

“แต่ก็ใช่ว่าผมจะชื่นชอบความเหงาหรือโดดเดี่ยวขนาดนั้นนะ การเขียนหนังสือเป็นระยะเวลานานๆ ตัวผมจะค่อยๆ จมลงสู่ก้นบึ้งของจินตนาการตัวเองเรื่อยๆ มันคือด้านที่มืดมิด สิ่งที่ช่วยผมได้คือการวิ่ง” นี่คือที่มาชีวิตนักวิ่งของ ฮารุกิ มุราคามิ พร้อมด้วยหนังสือ “What I Talk About When I Talk About Running”

 

็Haruki Murakami - Loneliness

 

ในฐานะที่ใช้ชีวิตรูปแบบนี้มาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังเป็นผู้บอกเล่าเรื่องราวของมันให้ผู้อ่านทั่วโลกได้รับรู้ ครั้งหนึ่งจึงมีนักข่าวยิงคำถามว่า

“ความเหงา ความโดดเดี่ยว สำหรับคุณคืออะไร คือความเจ็บปวดหรือเปล่า”

และนี่คือคำตอบของมุราคามิ

“ความเจ็บปวดทางอารมณ์คือราคาที่ต้องจ่ายเพื่อให้เป็นอิสระ นั่นคือสิ่งที่ผมเชื่อและใช้ชีวิตแบบนั้นเรื่อยมา ในบางพื้นที่ของชีวิตของผมก็ค้นหาความสันโดษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับในสายงานของผมความเหงาคือสถานการณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”

“อย่างไรก็ตามบางครั้งความรู้สึกแปลกแยกจากสังคมก็เหมือนกรดที่ไหลจากขวดเข้าสู่ปาก มันค่อยๆ กัดกินเราอย่างช้าๆ จากภายใน ดังนั้นสำหรับผมความโดดเดี่ยวจึงเปรียบเหมือนดาบสองคม มันปกป้องผมจากความวุ่นวายทั้งปวงของโลกใบนี้ แต่มันก็ค่อยๆ กร่อนให้ผมอ่อนแอลงเหมือนกัน”

“ดังนั้นหนทางที่ดีที่สุดสำหรับผมคือการพยายามรักษาสมดุลของห้วงอารมณ์ให้พอดีที่สุด เมื่อทำได้ก็จะค้นพบกับความสงบของชีวิต”

อาจจะฟังดูเป็นอะไรที่เฉพาะตัวมากๆ แต่สำหรับสถานการณ์โลกปัจจุบันที่อบอวลด้วยกลุ่มก้อนความเหงาขนาดใหญ่ การเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับมันในแนวทางของ ฮารุกิ มุราคามิ ก็อาจจะเป็นหนึ่งในวิธีการที่ดีก็เป็นได้

“ความฝันสูงสุดของผมคือการลงไปนั่งในก้นของบ่อน้ำ มันคงเป็นอะไรที่สงบมากๆ แต่ผมไม่ทำหรอก เพราะในขณะเดียวกันมันก็ดูเปลี่ยวเหงาเกินไป”

 


 

เรียนรู้ความเหงาผ่านหนังสือ

 

เชื่อว่าถึงตรงนี้ทุกคนน่าจะพอเข้าใจแล้วว่าทำไม ฮารุกิ มุราคามิ ถึงกลายมาเป็นนักเขียนผู้เป็นสัญลักษณ์แห่งปัจเจกชนและความเหงาได้ รวมถึงมุมมองที่เขามีต่อห้วงอารมณ์เหล่านี้ด้วย แต่ก่อนที่จะจบบทความ เรามาพูดถึงหนังสือของเขาสักนิดดีกว่า โดยทั้ง 4 เล่มที่เราเลือกมาคือหนังสือของ มุราคามิ ที่เราคิดว่าสะท้อนห้วงอารมณ์ความเหงาออกมาได้อย่างงดงามและสมบูรณ์ที่สุด

 

็Haruki Murakami - Books

 

Sputnik Sweetheart…รักเร้นในโลกคู่ขนาน บอกเล่าเรื่องราวของ “สุมิเระ” หญิงสาววัย 21 กับการตกหลุมรักครั้งสำคัญของชีวิต เป็นความรักสุดแสนยิ่งใหญ่ถึงขนาดสามารถสร้างอนุสาวรีย์เพื่อเชิดชูได้ เพียงแต่ว่าคนที่เธอตกหลุมรักเป็นผู้หญิง และแต่งงานแล้ว

Sputnik คือชื่อดาวเทียมดวงแรกของโลก ด้วยภารกิจหน้าที่ทำให้มันต้องออกไปลอยเคว้งคว้างอยู่กลางอวกาศ เฝ้ามองดูโลกจากมุมหนึ่ง แต่ก็ไม่อาจไขว้คว้าเป็นเจ้าของได้ ไม่ต่างจากความรักของสุมิเระ หนังสือเล่มนี้จึงว่าด้วยความโดดเดี่ยวของการ “อยู่ใกล้ชิดแต่ไม่อาจครอบครอง” ซึ่งบางครั้งอาจเจ็บปวดกว่าความโดดเดี่ยวที่ไม่มีใครจริงๆ เสียอีก

Norwegian Wood…ด้วยรัก ความตาย และหัวใจสลาย จะทำยังไงเมื่อตกหลุมรักแฟนสาวของเพื่อนสนิทที่ฆ่าตัวตายไป นี่คือคำถามตัวโตๆ ที่ มุราคามิ ยิงใส่ผู้อ่าน เป็นการนำ “ศีลธรรม” มาแยกกับ “ความรู้สึก” ราวกับทั้งสองสิ่งถูกตัดขาดอย่างชัดเจน ดังนั้นในเรื่องจึงเต็มไปด้วยบรรยากาศกระอักกระอ่วน ห้วงอารมณ์ของการอยากครอบครองแต่ก็เหมือนมีชนักติดหลังเอาไว้ ซึ่งมันก็หัวใจสลายตามชื่อเรื่องจริงๆ

 

็Haruki Murakami -Books

 

Firely….เส้นแสงสูญหาย เราร้องไห้เงียบงัน คือผลงานรวมเรื่องสั้นของ มุราคามิ ที่ว่าด้วยชีวิตของปัจเจกชนในเมืองใหญ่ ท่ามกลางสภาวะจิตใจที่ไม่มั่นคง รวมถึงเรื่องราวของการฝันเพ้อเจ้อ ที่ชวนให้ผู้อ่านร่วมหาคำตอบไปพร้อมกัน ว่ามนุษย์นั้นต้องการไขว่คว้าอะไรกันแน่ อาจจะเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ หรือไม่ก็เพียงความสัมพันธ์เดียวที่ทำให้หัวใจอบอุ่น

Blind Willow, Sleeping Woman ความบังเอิญมีอยู่จริงหรือไม่ หรือแท้จริงแล้วมนุษย์ทุกคนเป็นเพียงนักท่องกาลเวลาที่กำลังหลงทาง….ถ้าไม่มีอะไรสำคัญหลงเหลือแล้วในชีวิต อะไรคือเป้าหมายที่ทำให้ยังหายใจอยู่….มีสิ่งใดที่มนุษยสามารถครอบครองมันได้จริงๆ บ้าง เพราะบางทีแม้แต่ชื่อตัวเองก็อาจจะไม่ได้เป็นของเรา…. นี่คือสารพัดปัญหาที่ มุราคามิ โยนให้ผู้อ่านชวนขบคิดตามผ่านหนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มนี้ หลังจากอ่านจบ อย่างน้อยก็พอจะทำให้เข้าใจการมีอยู่ของตัวเองมากขึ้น

 


 

Related Stories

The Read

RELATIONSHIPS DURING SOCIAL DISTANCING: รักษาความสัมพันธ์อย่างไรดีเมื่อต้องห่างกัน

บททดสอบชั้นดีที่จะทำให้คุณกลับมาใส่ใจเรื่องเล็กๆ ของคนรอบข้างแม้ยามไม่ได้พบหน้า

Read

The Read

TRUE ROMANCE 2020: เพราะวันนี้ความสัมพันธ์ไม่มีข้อจำกัด

5 รูปแบบความรักของคนยุคใหม่ที่เลือกเอง

Read

The Read

LONG-DISTANCE RELATIONSHIP: ดีใจหายกับเศร้าดำดิ่งเพราะดันมีรักระยะไกล

คำสารภาพจากประสบการณ์จริงของมนุษย์ Long-Distance

Read

0Shares
preloader