Art & Design

HOT SEATS PART 2: THE FORTUITOUS BEAUTY OF CHARLES EAMES’ CHAIRS

30 April 2019

บทความโดย Kantinan Srisan, Style Editor, W. MINISTRY
ภาพประกอบโดย Chanyanee Larbaram, Visual Designer, W. MINISTRY
กำกับศิลป์โดย Nopphasit Varittinanon, Art Director, W. MINISTRY

คู่รักนักออกแบบชาวอเมริกันที่มีใจรักในการทดลอง กับตำนานแชร์ดีไซเนอร์ที่โด่งดังที่สุดคนหนึ่งในยุค 40’s

ดีไซน์ ความสวยงาม กับการอยู่อาศัยเป็นเรื่องราวที่บอกเล่ากันได้อย่างไม่จบสิ้น จากครั้งที่แล้วที่เราได้นำเอาชีวประวัติและผลงานทรงคุณค่าของนักออกแบบนาม Hans J. Wegner ผู้ที่เชื่อในเรื่องของความสมดุลระหว่างฟอร์มและฟังก์ชัน ที่ทำให้โลกรู้จักกับเก้าอี้ชุดตัวเลข CH24 หรือ “Wishbone” และดีไซน์สไตล์สแกนดิเนเวียนอันทรงคุณค่าอีกมาก และภายใต้บทบัญญัติเดิมอย่าง HOT SEATS บทความชิ้นนี้จึงเปรียบเสมือนภาคต่อด้านงานออกแบบที่น่าสนใจทั้งเรื่องราวและแนวความคิด กับ ชาร์ลส์ อีมส์ และ เรย์ ไคเซอ ภรรยาของเขา คู่นักออกแบบชาวอเมริกันที่มีความสำคัญกับวงการออกแบบเฟอร์นิเจอร์สไตล์โมเดิร์น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเรื่องของ “เก้าอี้

ชาร์ลส์ อีมส์ (Charles Eames) สถาปนิกและนักออกแบบผลิตภัณฑ์หนุ่มชาวอเมริกันที่เกิดในรัฐมิสซูรี ประเทศอเมริกาเมื่อปี 1907 เขาได้ศึกษาด้านสถาปัตยกรรมที่มหาวิทยาลัย Washington และได้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาการออกแบบอุตสาหกรรมต่อที่มหาวิทยาลัย Cranbrook Academy of Art รัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา ที่พบรักกับ เรย์ ไคเซอ (Ray Kaiser) คู่ชีวิตและคู่คิดของเขา ที่ในขณะนั้นกําลังเรียนต่อด้านศิลปะ ทั้งคู่ได้มีโอกาสร่วมงานกันและเกิดการชอบพอจนแต่งงานกันในปี 1941 พร้อมย้ายไปยังนครลอสแอนเจลิส เพื่อพัฒนาและต่อยอดโครงการเฟอร์นิเจอร์ที่สร้างสรรค์อยู่

ทั้งสองถูกขนานนามว่าเป็นคู่รักนักออกแบบที่เปี่ยมด้วยพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์อย่างไร้ขอบเขต ด้วยความเป็นศาสตร์จากชาร์ลส์ที่เป็นนักออกแบบผลิตภัณฑ์และสถาปนิก ผสมผสานกับความเป็นศิลป์จากเรย์ที่เป็นนักสร้างสรรค์ศิลปะหลากแขนง ทำให้ผลงานที่ออกมามีความกลมกล่อม และผลงานที่แสดงถึงศักยภาพทางด้านการออกแบบของเขาและเธอ พร้อมเป็นดั่งใบเบิกทางชั้นดีก็คือ ผลงานเฝือกที่พัฒนาและต่อยอดฝีมือขึ้นโดยบังเอิญ จากเหตุการณ์ที่ประเทศอเมริกันได้เลือกเข้าร่วมกับสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้โปรเจคเก้าอี้ที่ลอสแอนเจลิสต้องหยุดชะงักลง และเข้าร่วมช่วยเหลือกองทัพด้วยการสร้างสรรค์เฝือกที่มีน้ำหนักเบาและรับต่อสรีระของมนุษย์ด้วยไม้อัด เพื่อเหล่าทหารเรือชาวอเมริกันในการทำสงคราม ที่นอกจากจะแสดงถึงแนวความคิดฉีกกรอบที่น่าทึ่งแล้ว ยังเป็นงานออกแบบที่ช่วยเหลือชีวิตผู้คนได้อย่างมากมาย

จากนั้นไม่นานในปี 1946 ทั้งคู่ได้จัดแสดงนิทรรศการ “An Exhibition of Experimental Moulded Plywood Furniture” ณ The New York Museum of Modern Art เพื่อโชว์และบอกเล่าผลงานเฟอร์นิเจอร์หลากแขนงที่ทำจากเทคนิคการหล่อไม้อัดที่เขาถนัด จนกระทั่งบริษัทเฟอร์นิเจอร์ชื่อก้องโลกอย่าง Herman Miller ได้ติดต่อและนำดีไซน์ของทั้งสองไปผลิตและวางจำหน่ายและกลายเป็นดีไซน์ที่ได้รับความนิยมไปทั่วอเมริกาและทั่วโลก

แต่หากจะพูดกันถึงงานออกแบบที่สร้างชื่อให้กับคู่รักนักออกแบบคู่นี้ได้มากที่สุด ก็คือเฟอร์นิเจอร์ประเภทเก้าอี้สไตล์ Mid-Century Modern” ที่ในปี 1956 โลกได้รับอนุญาตให้ทำความรู้จักกับเก้าอี้เจ้าของชื่อ “Eames Lounge Chair” เป็นครั้งแรก ที่ทางเรย์และชาร์ลส์ได้สร้างขึ้นเพื่อเป็นของขวัญให้แก่ผู้กำกับเจนจอแก้วอย่าง Billy Wilder ที่ต่อมาผลงานชิ้นนี้ได้ถูกนำไปพูดถึงกันในรายการโทรทัศน์ที่ในขณะนั้นแทบจะเป็นช่องทางในการรับข่าวสารเดียวของสังคม ทำให้ผลงานชิ้นโบแดงนี้กลายเป็นที่พูดถึงและคงตำแหน่งเฟอร์นิเจอร์หายากทรงคุณค่ามาจวบจนปัจจุบัน

หลังจากรู้จักกับตัวนักออกแบบมาสักระยะหนึ่งแล้ว ผู้เขียนคิดว่าถึงเวลาที่เราจะไปทำความรู้จักกับผลงานมาสเตอร์พีซชิ้นอื่นๆ ของเขาที่เป็นที่จดจำและมีความเป็นไอคอนิคต่อวงการการออกแบบเก้าอี้โลก และนี้คือ 5 เก้าอี้ที่ผ่านสายตาและการสร้างสรรค์ของเรย์และชาร์ลส์ อีมส์ คู่รักนักออกแบบยักษ์ใหญ่ผู้โด่งดังในยุค 40’s


Eames Lounge Chair and Ottoman

ผลงานชิ้นที่เป็นไอคอนิคที่สุดจาก เรย์และชาร์ลส์ อีมส์ จากจุดเริ่มต้นด้วยการมอบเป็นของขวัญให้เพื่อนผู้กำกับ สู่งานดีไซน์ชิ้นก้องโลกผ่านรายการโทรทัศน์อย่าง NBC’ Moring Show, Arlene Francis Home Show และ The Today Show ขึ้นแท่นที่หมายปองของบรรดานักสะสมทั่วโลก อย่างที่บอกกันของข้างต้นของบทความว่าเก้าอี้เล้าจ์ตัวนี้ถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อปี 1956 แต่ความสามารถในการใช้งานและสไตล์ยังคงเป็นสิ่งที่ยากจะหาเก้าอี้เล้าจ์ตัวใดมาทดแทนได้ 

ด้วยแนวทางการออกแบบที่เรย์และชาร์ลส์ตั้งใจไว้ว่า จะสร้างสรรค์เก้าอี้ที่ “ออกแบบมาเพื่อความสบาย” และคำนึงถึงสรีระของผู้ใช้ (Ergonomic) เล้าจ์แชร์ตัวนี้จึงมีความแตกต่างไปจากเล้าจ์แชร์แบรนด์อื่นๆ (หรือแม้กระทั่งโมเดลที่สร้างลอกเลียนแบบขึ้นมา) ไม่ว่าจะเป็นการเลือกดีไซน์ส่วนที่นั่งให้ลึกเข้าไปเป็นพิเศษรองรับกับจังหวะการเอนต่อพนักพิงหลัง  มีพนักสูงรองรับศีรษะรองรับต่อปัญหาการเกร็งหลังและต้นคอ อีกทั้งยังส่งที่วางขาอย่าง Ottoman มาเข้าคู่กับเล้าจ์แชร์ตัวนี้อย่างครบเซ็ต ทั้งดีไซน์ จังหวะ และวัสดุที่ใช้ เพื่อให้เก้าอี้ตัวนี้ไม่เป็นเพียงเก้าอี้หรูหราธรรมดาๆ แต่สามารถตอบโจทย์ต่อความต้องการของผู้ใช้ได้ในหลายบริบท ทั้งนั่งอ่านหนังสือ ดูโทรทัศน์ ฟังเพลง หรือแม้กระทั่งพักงีบระหว่างวัน อีกทั้งการนั่งในลักษณะเช่นนี้จะเป็นท่านั่งที่สบายและเหมาะต่อสรีระของมนุษย์ที่ทำให้เลือดไม่ไปคั่งอยู่ที่ขาและช่วยให้ระบบไหลเวียนของเลือกดีขึ้น และแน่นอนว่าด้วยคุณสมบัติที่มากมายพร้อมกับดีไซน์ที่มีทั้งความหรูหรา สุขุม และไร้กาลเวลาเช่นนี้ เก้าอี้เล้าจ์แชร์ตัวนี้จึงขึ้นหิ้งงานดีไซน์ระดับโลกได้ในช่วงเวลาไม่นานและเป็นของหายากมากมูลค่าจวบจนปัจจุบัน


Eames Plastic Armchair

หลังจากที่คู่รักนักออกแบบนี้ได้เปิดตัวงานดีไซน์อย่าง “Low-Cost Furniture Design” ที่ The Museum of Modern Art ในปี 1948 แล้ว เก้าอี้ที่ทำจากพลาสติกแบบ A-Shell และเวอร์ชั่นที่มีที่วางแขนแบบ S-Shell ก็ได้ถูกปล่อยออกสู่สายตาตลาดอีกครั้งในปี 1950 ในฐานะของเฟอร์นิเจอร์ประเภทเก้าอี้ที่ทำจากพลาสสติกพอลิโพรไพลีน (polypropylene) พร้อมกับตัวเลือกวัสดุของเบาะและโทนสีที่มีหลากหลาย ดู “เข้าถึงได้ง่ายและเป็นมิตร” มากที่สุดรุ่นหนึ่งในวงการออกแบบอุตสาหกรรม ในทุกวันนี้หลายๆ คนอาจจะเคยเห็นหรือผ่านตากับดีไซน์เช่นนี้มาบ้าง ไม่ว่าจะเป็นร้านคาเฟ่ ร้านอาหารนานาชนิด หรือแม้กระทั่งในออฟฟิศทำงาน เพราะด้วยความมินิมอลในการออกแบบแต่รองรับต่อการใช้งานได้อย่างเต็มที่กับคอนเซ็ปต์ “Extremely Useful” ที่แข็งแรงคงทนด้วยขาเก้าอี้ที่ทำจากไม้และดันทรงด้วยเหล็กอีกที เมื่อมาพร้อมกับสีสันสดใสแล้ว ก็ไม่เป็นที่น่าแปลกใจแต่อย่างใดหากผลงานชิ้นนี้จะได้รับความนิยมไปทั่วโลก


Eames Aluminium Chair

นับเป็นทรงเก้าอี้ที่น่าสนใจและพบเห็นได้มากที่สุดใน “ออฟฟิศ” ด้วยส่วนผสมของหนังและโครงเหล็ก เพรียวบางแต่ทว่าแข็งแรง Aluminium Chair นับเป็นหนึ่งในการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ที่ได้รับการยอมรับว่ายอดเยี่ยมชิ้นหนึ่งในศตวรรษที่ 20 โดยดีไซน์นี้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี 1958 เป็นงานออกแบบเฉพาะสำหรับนักสะสมงานศิลปะท่านหนึ่งในโคลัมบัส ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยโครงสร้างของมันทำขึ้นจากเหล็กและบุด้วยหนังหรือผ้าสำหรับเบาะ (โดยมากมักจะปรากฏในรูปแบบของหนัง) พร้อมกับสัดส่วนที่สอดรับต่อการนั่งในหลากบริบท

โมเดลเก้าอี้จากคู่รักนักออกแบบตัวนี้ได้ถูกผลิตออกมาหลากหลายเวอร์ขั่น สำหรับการใช้งานที่ต่างกันในเรื่องของสถานที่ผ่านโทนสีและวัสดุรองเบาะ อีกทั้งยังมีความคงทนชนิดที่ว่า ทางเรย์และชาร์ลส์ต่างการันตีถึงระยะเวลาในการใช้งานที่ยาวนานถึง 30 ปี จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจหากคุณจะพบเห็นเก้าอี้ในสถานที่ประชุม คาเฟ่ หรือจะเป็นแม้แต่ในบ้านญาติมิตร เพราะ Aluminium Chair นับเป็นทรงเก้าอี้ที่เข้าไปกับทุกบรรยากาศและสภาพแวดล้อม


Eames Molded Plywood Dining Chair

เก้าอี้ทานข้าวสไตล์น้อยแต่มากชิ้นนี้ เป็นอะไรที่เราชื่นชอบเป็นที่สุด ที่แม้จะก่อร่างสร้างเค้าโครงขึ้นมาในปี 1946 ผ่านการทดลองของผู้ออกแบบในอพาร์ทเมนต์ของเขา โดยแรกเริ่มทั้งเรย์และชาร์ลส์ได้ทำตัวต้นแบบของโครงสร้างไม้อัดจากเครื่องมือที่เรียกว่า The Kazam! Machine ที่ทำการอัดไม้แผ่นให้ผอมบางและเคลือบตัวไม้ให้สมบูรณ์อีกชั้นหนึ่งด้วยความร้อนจากเครื่องสูบลมจักรยาน ประกอบเข้ากับโครงขาเหล็กที่เชื่อมกับแกนของพนักพิง แต่ใครกันจะเชื่อว่าการทดลองแสนเรียบง่ายนี้จะทำไปสู่ผลลัพธ์ของเก้าอี้ที่เป็นที่รู้จักและพึงปรารถนามากที่สุดตัวหนึ่งของโลก

เก้าอี้ตัวนี้สามารถรับใช้คุณได้ในแทบจะทุกอนูของการใช้งาน เพราะการออกแบบที่คำนึงถึงสรีระของผู้นั่งอย่างตั้งใจ อีกทั้งวัสดุที่ผ่านกรรมวิธีนานาขั้นตอนอย่างละเอียดสู่รูปของแผ่นไม้ที่แข็งแรงคงทนอย่างไม่น่าเชื่อ ทำให้การนั่งเอนกายเป็นไปในรูปทรงและจังหวะที่ถูกต้อง ซึ่งความปราดเปรียวแต่ทว่าแข็งแรงนี้ ทำให้ Eames Molded Plywood Dining Chair เป็นดีไซน์ชั้นดีที่เหมาะสมต่อการใช้งานในห้องที่ไม่ได้มีพื้นที่ใช้สอยมากนัก อย่างเช่นห้องอาหาร หรือประดับชั้นหนังสือในห้องนั่งเล่นอย่างไม่รบกวนบรรยากาศ สุดแล้วแต่จะจัดวางและด้วยความอเนกประสงค์เกินขนาดของมันผสมกับการออกแบบที่สมบูรณ์พร้อม ยังคงเป็นสิ่งที่ทำให้เก้าอี้ตัวนี้สามารถเดินทางข้ามผ่านกาลเวลาอันยาวนานมาได้จวบจนปัจจุบัน


Eames Lounge Chair Wood

คุณอาจจะแปลกใจที่ดีไซน์ของเก้าอี้ชนิดนี้เกิดขึ้นมาจากการต่อยอดจาก “เฝือก” ที่ทั้งคู่ได้สร้างสรรค์ขึ้นสำหรับเหล่าทหารเรือในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ต้องสรรหาเทคนิคและวัสดุที่แข็งแรงแต่น้ำหนักเบามาใช้ในการออกแบบ ต่อยอดสู่ไอเดียของเก้าอี้เล้าจ์ที่ทำการไม้อัดทั้งตัวโครงสร้างและที่นั่ง งานออกแบบชิ้นนี้นับว่าเป็นหนึ่งในสิ่งที่ผลิกโฉมวงการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ในยุค 40’s

โดยชิ้นส่วนของเก้าอี้ตัวนี้ประกอบไปด้วย 3 ส่วนหลักคือ ที่นั่ง พนักผิงและฐานรองรับน้ำหนักผ่านวัสดุที่เป็นไม้อัดทั้งหมด ส่งผลให้ตัวดีไซน์มีความอ่อนโยน ดูนุ่มนวลแต่ทว่าแข็งแรง ดึงดูดชวนสัมผัส และแน่นอนว่ารับต่อสรีระของมนุษย์ อันเป็นจุดแข็งของงานออกแบบทั้งหมดจาก เรย์และชาร์ลส์ สามารถที่จะจัดวางได้ในหลากบริเวณของตัวบ้าน เรือนอาคาร รวมไปถึงเป็นที่นิยมใช้ตกแต่งในร้านรวงมากหน้า ด้วยไอเดีย แนวความคิด และจังหวะที่สวยงามของเก้าอี้ตัวนี้ส่งผลให้มันถูกยกย่องว่าเป็น The Best Design of the 20th Century จากนิตยสาร Time

ในปัจุบันเก้าอี้ที่ผ่านมือของ เรย์และชาร์ลส์ อีมส์โดยตรง หรือเป็นชิ้นงานดั้งเดิมนั้นเริ่มเป็นที่หายากและเข้ากรุของนักสะสมทั่วโลกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มีบ้างที่ยังคงหลงเหลือตามร้านเฟอร์นิเจอร์เก่านำเข้าหรือ Flea Market แต่แน่นอนว่าด้วยความหายากและคุณค่าในตัวมันเอง ส่งผลให้ราคาพุ่งทะยานได้อย่างน่าตกใจ แต่กระนั้นเองด้วยความเป็นไอคอนิคของการออกแบบ ส่งผลให้เหล่าแบรนด์มากหน้าต่างหยิบจับเอาแนวคิดเหล่านี้มาปรับประยุกต์ใหม่ หรือสร้างสินค้าที่ลอกเลียนแบบขึ้นมา หรือที่เราคุ้นเคยกันกับคำว่า Replica ที่พอจะผ่อนผันความอยากไปได้บ้างตามอัตรา แต่ไม่อาจเทียบได้เลยกับคุณค่าและความพึงพอใจที่ได้รับจากโมเดลตัวต้นแบบที่ผ่านการดูแลอย่างใกล้ชิดจากสองศิลปินแห่งโลกการออกแบบอุตสาหกรรมยุค 40’s

Related Stories

Art & Design
HOT SEATS PART 1: HANS J. WEGNER AND HIS ICONIC CHAIRS WE LOVE
จากช่างทำตู้ไม้ในเมืองเล็กๆ ของเดนมาร์ก สู่ตำนานนักออกแบบเก้าอี้ที่ทั้งโลกยอมรับ
Read More
A living room with Nordic interior design
Art & Design
THE CHARM OF NORDIC INTERIOR
หัวใจของการตกแต่งที่รับต่อธรรมชาติ จิตวิญญาณที่สัมผัสได้จากวัฒนธรรมนอร์ดิก
Read More
©️ 2021 W Trading Co., Ltd.