Cryptocurrency, Blockchain, Fashion, Menswear

News

หมดยุค Made in Italy ปลอม เมื่อบล็อกเชนและคริปโตเคอเรนซี่เข้าสู่โลกแฟชั่น

9 July 2021

บทความโดย เพรียวพันธ์ แสนลาวัณย์, Senior Writer, W. MINISTRY

บล็อกเชนและคริปโตเคอเรนซี่จะเปลี่ยนแปลงอนาคตอุตสาหกรรมแฟชั่นไปในทิศทางไหน

ก่อนจะเข้าเนื้อหาของบทความนี้ ผมอยากจะอธิบายคำว่า “บล็อกเชน” และ “คริปโตเคอเรนซี่” ให้ทุกคนรู้จักมันคร่าวๆ เสียก่อน เพื่อที่จะอ่านบทความนี้ได้อย่างเข้าใจและมีอรรถรสมากขึ้น แต่ใครที่รู้จักศัพท์สองคำนี้ดีอยู่แล้วสามารถข้ามตรงนี้ไปที่หัวข้อที่หนึ่งได้เลยครับ

บล็อกเชนเปรียบเสมือนเครือข่ายการเก็บข้อมูลรูปแบบหนึ่ง ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและได้รับข้อมูลเดียวกัน เราจึงรู้ว่าใครมีสิทธิและเป็นเจ้าของข้อมูลเหล่านี้จริงๆ โดยข้อมูลเหล่านี้จะถูกเก็บอยู่ในแต่ละบล็อก (Block) ที่เชื่อมโยงกันบนเครือข่ายเหมือนกับห่วงโซ่ (Chain) เมื่อธุรกรรมต่างๆ ถูกบันทึกในบล็อกเหล่านี้แล้ว เราจะไม่สามารถเข้าไปเปลี่ยนแปลงข้อมูลใดๆ ได้ เพราะทุกคนต่างก็มีสำเนาหรือประวัติการทำธุรกรรมทั้งหมดอยู่กับตัว

ด้วยรูปแบบการทำงานบล็อกเชน จึงทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าคริปโตเคอเรนซี่ขึ้นมา เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลซึ่งออกแบบให้เป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยน โดยใช้วิทยาการเข้ารหัสลับเพื่อรับประกันธุรกรรม เพื่อควบคุมการสร้างหน่วยเงินเพิ่ม และเพื่อยืนยันความถูกต้องของการโอนสินทรัพย์ เป็นเงินที่ควบคุมโดยกระจายศูนย์กลาง โดยจะทำผ่านบล็อกเชน ซึ่งเป็นฐานข้อมูลธุรกรรมสาธารณะ

บิตคอยน์ (BTC) คือคริปโตเคอเรนซี่สกุลแรกของโลก ทุกคนอาจจะเริ่มรู้จักมันในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทว่าบิตคอยด์ถือกำเนิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2008 และถึงแม้ในตอนนี้มูลค่าของมันจะเหวี่ยงขึ้นลงราวกับรถไฟเหาะ แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีกลุ่มคนจำนวนไม่น้อยที่เชื่อว่าสิ่งนี้จะกลายเป็นการเงินแห่งโลกอนาคต บิตคอยด์จึงเริ่มเป็นที่ยอมรับในวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ

Microsoft คือหนึ่งในบริษัทที่โดดเด่นเรื่องการให้ลูกค้าสามารถซื้อ Xbox ได้ด้วยบิตคอยด์ เช่นเดียวกับแพลตฟอร์มซื้อสินค้าออนไลน์ Overstock ที่ก็ยอมรับบิตคอยด์เป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าเช่นกัน หรือแม้แต่ อีลอน มัสก์ ผู้บริหาร Tesla และ Space X ที่ก็กระโจนเข้าสู่เส้นทางนี้ จนในปัจจุบันเขาบุคคลทรงอิทธิพลแห่งโลกคริปโตเคอเรนซี่ไปแล้ว

แฟชั่นก็ไม่ต่างจากอุตสาหกรรมอื่นที่บล็อกเชนและคริปโตเคอเรนซี่ค่อยๆ คลืบคลานเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นเรื่อยๆ แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างมาก แต่คำถามคือความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะเป็นไปในทิศทางไหน


หมาป่าแห่งคริปโตเคอเรนซี่

ไม่ว่าจะยุคไหนสมัยใด เหล่านักลงทุนส่วนใหญ่ต่างก็ยังคงเป็น ‘หมาป่าหิวกระหาย’ ที่อยากร่ำรวย และโชว์ความสำเร็จของตัวเองให้โลกได้เห็นอยู่เสมอ

ย้อนกลับไปในทศวรรษ 80 ช่วงเวลาที่วอลสตรีทรุ่งเรืองที่สุด เหล่านักลงทุนโดดเด่นด้วยแฟชั่นแบบ Yuppie หรือที่ย่อมาจาก Young Urban Professional ที่มุ่งเน้นไปถึงความรุ่มรวยของสังคมเมือง ผู้คนหนุ่มสาวที่กระหายในความสำเร็จ และการบูชาโลกวัตถุนิยมและทุนนิยม ตรงกันข้ามกับ Hippie หรือชาวบุปผาชนที่รุ่งเรืองในทศวรรษที่ 70 โดยสิ้นเชิง

ชีวิตของหนุ่มสาวผู้ประสบความสำเร็จจะถูกห้อมล้อมไปด้วยสิ่งที่เรียกว่า 4Cs อันได้แก่ Condominium (คอนโด) Computer (คอมพิวเตอร์) Cell Phone (โทรศัพท์เคลื่อนที่) และ Credit Card (บัตรเครดิต)
นอกจากนั้นพวกเขายังเคร่งครัดในเรื่องการแต่งกาย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือในปกหนังสือ The Yuppie Handbook ของ Marissa Piesman และ Marilee Hartley ที่แสดงภาพของหนุ่มสาวคู่หนึ่ง โดยมีลูกศรลากชี้บอกถึง “ออพชั่นบังคับ” ของเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับต่างๆ เช่น หนุ่ม Yuppie ต้องใส่สูทลายทาง (Pinstripe) นาฬิกาโรเล็กซ์ เสื้อโค้ทเบอร์เบอร์รี่ และกระเป๋าหนังจากกุชชี่ ส่วนสาว Yuppie ต้องใช้กระเป๋าจากโค้ช ชุดจากราล์ฟ ลอเรน และนาฬิกายี่ห้อคาเทียร์ รุ่นแทงค์ เรือนบาง เป็นต้น ภาพเหล่านี้คือสิ่งที่ทุกคนน่าจะเคยเห็นผ่านตา อย่างน้อยก็จากภาพยนตร์ดัง 2 เรื่องคือ
The Wolf of Wall Street (2013) และ American Psycho (2000)

เช่นเดียวกับในยุคปัจจุบัน เหล่าหมาป่าผู้ร่ำรวยจากคริปโตเคอเรนซี่ก็อยากมีเสื้อผ้าที่แสดงออกถึงตัวตนของตัวเองเช่นกัน

“นักลงทุนคริปโตเคอเรนซี่ต้องการเสื้อผ้าสวมใส่ที่บ่งบองถึงตัวตนของพวกเขา” ส่วนหนึ่งจากบทวิเคราะห์ของสื่อ Financial Times

อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าความต้องการที่จะแสดงออกของนักลงทุนคริปโตเคอเรนซี่จะตรงไปตรงมากว่าเหล่า Yuppies ในทศวรรษ 80 พอสมควร พวกเขาไม่ใช่แค่ต้องการประกาศถึงความร่ำรวย แต่ทุกคนต้องรู้ด้วยว่าเขารวยมาจากการลงทุนในคริปโตเคอเรนซี่ ดังนั้นในเสื้อผ้าจึงต้องมีองค์ประกอบของสัญลักษณ์ที่แสดงถึงบิตคอยด์ หรือสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ

Cryptocurrency, Blockchain, Fashion, Menswear, Wolf of Wallstreet,
(ซ้าย) เสื้อผ้าลายบิตคอยด์โดย Ovadia & Sons , (ขวา) Leonardo DiCaprio จากภาพยนตร์เรื่อง The Wolf of Wallstreet ที่นำเสนอความรุ่งเรืองแห่งวอลสตรีท

อาจจะฟังดูน่าเหลือเชื่อ แต่สิ่งนี้เกิดขึ้้นจริงและเป็นแบรนด์แฟชั่นระดับโลกที่ลงมาสร้างสรรค์ด้วยตัวเองเช่น Ovadia & Sons ที่นำเสื้อเชิ้ตสีเขียวพร้อมลวดลาย “Bitcoin Accepted – No cash.” มาปรากฏบนแคทวอล์กของ New York Fashion Week ปี 2017

ในงาน New York Fashion Show ปี 2018 Raf Simons ได้ใช้ ‘เงิน’ เป็นธีมหลักในการสร้างสรรค์เสื้อผ้าของพวกเขา

“แรงบันดาลใจมาจากโบรกเกอร์ที่พยายามจะนำเสนอสกุลเงินดิจิทัลแก่ลูกค้าด้วยความกระตือรือร้น” Simons กล่าวถึงงานของเขา

ถึงแม้จะยังไม่แพร่หลายในวงกว้างมากนัก แต่ถ้าคริปโตเคอเรนซี่ยังคงเติบโตและมีบทบาทในชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่แน่ว่าในอนาคตคริปโตเคอเรนซี่สกุลต่างๆ อาจจะกลายเป็นหนึ่งในลวดลายหลักที่ใช้ในการออกแบบเสื้อผ้าก็เป็นได้

จากคริปโตเคอเรนซี่สู่สตรีทแวร์

Forbes รายงานว่ามีความเกี่ยวข้องกันอย่างมีนัยยะสำคัญระหว่างเศรษฐีหน้าใหม่ที่ร่ำรวยจากคริปโตเคอเรนซี่ กับเม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่หลั่งไหลเข้าสู่วงการสตรีทแวร์

Erik Finman คือเด็กหนุ่มวัย 22 ปี เขากลายเป็นเศรษฐีร้อยล้านตั้งแต่เขาอายุ 19 แน่นอนว่าจากการลงทุนคริปโตเคอเรนซี่

“ผมตื่นขึ้นในผ้าห่มที่ทำมาจากธนบัตร ก่อนจะลุกไปแปรงฟันด้วยแปรงสีฟัน Supreme” Finman กล่าวในสารคดีที่เล่าถึงชีวิตของเศรษฐีบิตคอยด์ ออนแอร์ทางช่อง CNBC ถึงแม้เขาจะออกมาบอกในภายหลังว่าสิ่งที่เขาพูดและทำเป็นแค่มุกตลกเท่านั้น เพราะเขาคิดว่านี่คือสิ่งที่ผู้ชมคาดหวังว่าจะเห็น

อย่างไรก็ตามเรื่องราวในสารคดีชุดดังกล่าว ก็สะท้อนไลฟ์สไตล์ของเศรษฐีบิตคอยด์ที่ส่ในใหญ่อยู่ในช่วงวัยรุ่นได้ไม่น้อย

Cryptocurrency, Blockchain, Fashion, Menswear
Erik Finman กับเครื่องบินเจ็ทส่วนตัวของเขา

Finman เล่าต่อว่าเขาและเพื่อนๆ นักลงทุน จำนวนไม่น้อยที่ใช้เงินซื้อสินค้าสตรีทแวร์อย่างบ้าคลั่ง โดยเฉพาะรองเท้ารุ่นลิมิเต็ดต่างๆ

“เฉพาะผมคนเดียวก็น่าจะหลายหมื่นเหรียญแล้ว”

สาเหตุก็เป็นเช่นนั้น Finman อธิบายว่าพวกเขาอยากอวดความร่ำรวยของตัวเอง เพราะพวกเขาเริ่มต้นจากสิ่งที่ไม่มีใครเชื่อ โดนคนรอบข้างดูถูกว่าเป็นสิ่งไร้สาระ จนในวันนี้ประสบความสำเร็จแล้ว ไม่ต่างอะไรจากวิถีชีวิตของแรปเปอร์

นอกจากนั้นการซื้อสินค้าสตรีทแวร์ก็เป็นการลงทุนในรูปแบบหนึ่ง เป็นเรื่องที่เหล่าเศรษฐีบิดคอยด์ชื่นชอบและเชี่ยวชาญอยู่แล้ว ดังนั้นนี่จึงเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ทั้งได้อวดความร่ำรวยและต่อยอดสร้างรายได้ให้งอกเงยขึ้นอีกทางหนึ่ง

ตลาดคริปโตคอเรนซี่สร้างเศรษฐีรุ่นใหม่อายุน้อยเพิ่มขึ้นทุกวัน ดังนั้นในอนาคตน่าจะมีเม็ดเงินอีกมหาศาลจากกลุ่มคนเหล่านี้ที่หลั่งไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมสตรีทแวร์

อิสระที่มากขึ้นของดีไซน์เนอร์

ก่อนที่จะเข้าสู่หัวข้อนี้ ผมอยากแนะนำให้ทุกคนได้รู้จักกับคำว่า NFT เสียก่อน โดย NFT หรือที่ย่อมาจาก Non-Fungible Token คือรูปแบบการรับรองทางดิจิทัล เพื่อยืนยันความเป็นเจ้าของสินทรัพย์ดิจิทัล

สำหรับคำว่า Non-Fungible หมายถึง สิ่งที่ไม่สามารถทดแทนกันได้ ต่อให้ก็อปปี้ไปหลายๆ ชิ้น แต่ต้นฉบับก็มีเพียงหนึ่งเดียว เช่น ภาพถ่าย ภาพวาดศิลปะ ภาพกราฟิก คลิปวิดีโอ เพลง เป็นต้น ซึ่ง NFT ก็เปรียบเสมือนใบรับรองดิจิทัล ที่เข้ามาทำหน้าที่รักษา “ความเป็นต้นฉบับ” ของผลงานว่ามีเพียงชิ้นเดียว ทำทดแทนขึ้นมาใหม่ไม่ได้ โดยบันทึกอยู่ในระบบที่เรียกว่า Blockchain โดยทุกคนสามารถเข้าไปตรวจสอบรายชื่อได้ว่า ผลงานแต่ละชิ้นมีใครเป็นเจ้าของบ้าง

ด้วยเหตุนี้ NFT จึงเป็นทางเลือกใหม่ให้เหล่าผู้สร้างสรรค์ผลงาน หรือในวงการแฟชั่นคนเหล่านี้ก็คือดีไซน์เนอร์ มีทางเลือกในการปล่อยของมากยิ่งขึ้น

เหล่าครีเอเตอร์และดีไซน์เนอร์จำนวนมากที่รู้สึกหมดไฟจากส่วนแบ่งที่ไม่เป็นธรรมกับแบรนด์ ต่างมอง NFT เป็นมหาสมุทรสีน้ำเงินที่สามารถสร้างรายได้ให้มหาศาล เนื่องจากไอเดียของพวกเขาสามารถนำเสนอสู่ลูกค้าได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านใคร

Anna Karenina ดีไซเนอร์แฟชั่นจากเคียฟเชื่อว่าทุกคนที่เข้าร่วมงานแฟชั่นโชว์ของเธอคือนักลงทุน ก่อนที่จะเริ่มงานเธอได้มอบโทเค็นให้กับผู้เข้าร่วม ทำให้ผู้ชมสามารถระดมทุนจากการออกแบบหรือคอลเลกชันของเธอได้

รองเท้าผ้าใบเสมือนจริงรุ่น Air-Force One ผลงานของสตูดิโอออกแบบ Rtfkt และ Fewocious ศิลปินดิจิทัลวัย 18 ปี

สตูดิโอออกแบบ Rtfkt และ Fewocious ศิลปินดิจิทัลวัย 18 ปี ได้เปิดตัวรองเท้าผ้าใบเสมือนจริงรุ่น Air-Force One ในราคาประมาณ 5,000 ดอลลาร์ ย้ำอีกครั้งว่ามันคือรองเท้าเสมือนจริง ดังนั้นจึงไม่มีตัวรองเท้าให้สวมใส่จริงๆ แต่เป็นสินทรัพย์ทางดิจิทัล ซึ่งสามารถจำหน่ายได้มากกว่า 621 คู่ สร้างเม็ดเงินให้กว่า 3.1 ล้านดอลลาร์

ในปี 2017 Martine Jarlgaard ดีไซเนอร์จากลอนดอน ออกแบบสื้อผ้าที่มี “ฉลากอัจฉริยะ” ซึ่งจะอยู่ในรูปแบบของรหัส QR ซึ่งถูกบันทึกและติดตามบนบล็อกเชน

อย่างไรก็ตามในมุมกลับ ทางแบรนด์ยักษ์ใหญ่ก็มีการจำหน่ายสินค้าแบบ NFT ด้วยเช่นกัน Nike ได้สร้างสรรค์รองเท้าดิจิทัลของพวกเขาทีั่เชื่อมโยงกับโลกความเป็นจริง

ในตอนนี้กระแสของ NFT ยังคงมีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ และถ้าทุกอย่างยังเป็นแบบนี้ในอนาคตเราคงได้เห็นสินค้าแฟชั่นจำนวนมากที่ไม่สามารถสวมใส่ได้จริง แต่มีตัวตนอยู่ในฐานะสินทรัพย์ดิจิทัล นอกจากนั้นดีไซน์เนอร์ชื่อดังก็ไม่จำเป็นที่จะต้องสังกัดกับแบรนด์ใหญ่ๆ เสมอไป คือแค่งานโดนใจกลุ่มลูกค้า ก็สามารถมีชื่อเสียงโด่งดังและร่ำรวยได้เช่นกัน

ซื้อขายด้วยคริปโตเคอเรนซี่

ประเด็นนี้อาจจะดูธรรมดาที่สุด เพราะในปัจจุบันการที่แบรนด์แฟชั่นต่างๆ จะรับชำระสินค้าด้วยคริปโตเคอเรนซี่คือสิ่งที่เห็นจนชินตาแล้ว ดูเป็นการกระตุ้นยอดขายและเรียกกระแสให้กับแบรนด์ได้ดี ทว่าจริงๆ แล้วมีอีกหนึ่งมิติที่ต้องคำนึงถึง

แบรนด์หรูเช่น Franck Muller และ Hublot เริ่มเปิดขายนาฬิกาบางรุ่นโดยรับชำระผ่านบิตคอยด์เท่านั้น

“การเปิดตัวประสบความสำเร็จ ความสนใจอยู่ในระดับสูง และเราขายนาฬิกาล่วงหน้า ได้กว่า 210 เรือน”

“เราเชื่อว่าคริปโตเคอเรนซี่คืออนาคต” Ricardo Guadalupe ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Hublot กล่าว

Hublot, Watches, Cryptocurrency, Blockchain, Fashion, Menswear
นาฬิการุ่น Hublot Big Bang Meca-10 P2P ที่ต้องซื้อผ่านบิตคอยด์เท่านั้น

เช่นเดียวกับ Lolli ที่สร้างแพลตฟอร์มขึ้นมาเพื่อให้ทุกคนได้ใช้บิตคอยด์ในการช็อปปิ้ง จากปี 2018 จนถึงปัจจุบัน Lolli ทำงานร่วมกับผู้ค้าปลีกกว่า 1,000 ราย รวมถึง Nike, Sephora, Ulta, Bloomingdale’s, Saks และ StockX

นอกจากนั้นนักดนตรีชาวอเมริกัน JVCKJ เปิดตัว EP และแบรนด์สตรีทแวร์ใหม่ของเขาผ่านสกุลเงินดิจิทัลแฟน ๆ ที่ซื้อเหรียญ PSTL ของเขาจะสามารถสั่งซื้อเสื้อผ้าล่วงหน้าและเข้าถึงเพลง วิดีโอ และแชทสดใหม่ๆ บนแพลตฟอร์มอย่าง Discord และ Twitch

ผลลัพธ์คือมีการซื้อมากกว่า 30,000 รายการใน 24 ชั่วโมงแรก การเปิดตัวสกุลเงินของตัวเองเป็นการเล่นกับความภักดีที่สร้างมูลค่าให้กับแฟนๆ ของเขา พวกเขารู้สึกว่ากำลังลงทุนและรู้สึกเป็นเจ้าของในแบรนด์

ถึงแม้จะมีข่าวว่าแบรนด์ใหม่ๆ เปิดรับการซื้อขายด้วยคริปโตเคอเรนซี่เพิ่มขึ้นทุกวัน แต่จากการเปิดเผยของ Forrester ระบุว่าการจับจ่ายด้วยคริปโตเคอเรนซี่นั้นมีสัดส่วนเพียง 1% เท่านั้นเมื่อเทียบกับสัดส่วนการจับจ่ายทั้งหมด

อีกทั้งหากมองมุมกลับก็จะพบว่ายังมีแบรนด์แฟชั่นชื่อดังอีกจำนวนมากที่ยังไม่เข้าร่วมในกลยุทธ์นี้ คำถามคือเพราะอะไร

“อย่างแรกคือคุณต้องเข้าใจก่อนว่าฐานลูกค้าของคุณคือใคร”

“แบรนด์ชื่อดังและเก่าแก่ส่วนใหญ่มีฐานลูกค้าหลักเป็นกลุ่มคนอนุรักษ์นิยม ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้จำนวนไม่น้อยที่ยังมีมุมมองว่าคริปโตเคอเรนซี่คือสิ่งหลอกลวง ดังนั้นหากแบรนด์เปิดรับการซื้อขายด้วยคริปโตเคอเรนซี่ก็อาจจะเสียความเชื่อมั่นจากพวกเขาไป เป็นกลยุทธ์ที่ได้ไม่คุ้มเสีย” William Bennet ที่ปรึกษาการเงินจาก Forrester แสดงความเห็น

ด้วยเหตุนี้การเปิดรับคริปโตเคอเรนซี่ของแบรนด์แฟชั่นจะเป็นอย่างไรในอนาคตก็ขึ้นอยู่กับว่าสกุลเงินดิจิทัลจะมีความน่าเชื่อถือต่อสังคมมากขึ้นหรือไม่

บล็อกเชนในแฟชั่นเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น

ถึงแม้จะมีประเด็นที่ถกเถียงกันเป็นวงกว้างว่า NFT สร้างมลภาวะให้กับโลกเป็นอย่างมาก เนื่องจากระบบต้องประมวลผลอย่างหนักตลอดเวลา ทว่าในอีกแง่มุมหนึ่งของบล็อกเชน มันก็สามารถใช้เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นได้เช่นกัน

ในปัจจุบันแบรนด์แฟชั่นต่างหันมาให้ความสนใจที่จะสร้างภาพลักษณ์ให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
แทนที่จะใช้เส้นใยอย่างโพลีเอสเตอร์และไนลอนซึ่งมีพลาสติกอยู่ บางยี่ห้อต้องการเปลี่ยนไปใช้วัสดุต่างๆ เช่น ผ้าฝ้ายรีไซเคิล ไลโอเซลล์ (ทำจากเยื่อไม้) และวิสโคส (ทำจากไม้)

แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ด้วยการผลิตเสื้อผ้าที่มักเกี่ยวข้องกับซัพพลายเชนระดับโลกที่ซับซ้อน จึงไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเสมอไป

Cryptocurrency, Blockchain, Fashion, Menswear

“มีไม่เกี่แบรนด์เท่านั้นที่ทำสำเร็จในเรื่องความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจริงๆ” บริษัทที่ปรึกษา McKinsey & Company กล่าวในรายงานเมื่อปี 2019

“อุตสาหกรรมสิ่งทอเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่กระจัดกระจายมากที่สุดในโลก”

“กว่าที่จะเสร็จเป็นเสื้อยืดสักตัว อาจจะต้องผ่านผู้ผลิตเป็น 10 มือ ดังนั้นการติดตามว่ามันเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจริงๆ หรือไม่จึงเป็นเรื่องที่ยากมาก” Amit Gautam ผู้ก่อตั้งบริษัท TextileGenesis กล่าวกับ CNN Business

TextileGenesis เชื่อว่าบล็อกเชนจะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาตรงนี้ได้ โดยบริษัทนี้ตั้งอยู่ในฮ่องกงและอินเดียต้องการทำให้อุตสาหกรรมแฟชั่นมีความโปร่งใสมากขึ้นโดยใช้บล็อคเชนเพื่อทำให้ซัพพลายเชนเป็นดิจิทัล ช่วยให้แบรนด์สามารถติดตามการผลิตเสื้อผ้าตั้งแต่วัตถุดิบไปจนถึงขั้นตอนเสร็จสมบูรณ์ได้

TextileGenesis ใช้โทเค็นดิจิทัลที่เรียกว่าเหรียญไฟเบอร์ เพื่อจัดทำบันทึกการเดินทางของผลิตภัณฑ์ผ่านเครือข่ายลอจิสติกส์ เมื่อโทเค็นได้รับการบันทึกแล้วจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้

“ด้วยบล็อกเชน เป็นไปไม่ได้ที่จะแก้ไขไม่ให้ตรงกับความจริง”

“สิ่งนี่สามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของอุตสาหกรรมแฟชั่นได้” Francois Souchet ผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืนแห่ง Ellen MacArthur Foundation องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรด้านสิ่งแวดล้อมที่ทำงานเพื่อปรับปรุงบันทึกด้านสิ่งแวดล้อมของอุตสาหกรรมแฟชั่นกล่าว

นับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อสองปีที่แล้ว TextileGenesis ได้รับรางวัล Global Change Award มูลค่า 150,000 ยูโร (180,000 ดอลลาร์) สำหรับนวัตกรรมที่ส่งเสริมอุตสาหกรรมแฟชั่นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และดำเนินโครงการนำร่องร่วมกับแบรนด์แฟชั่นระดับโลก H&M (HNNMY) โพลีเอสเตอร์รีไซเคิล และผ้าขนสัตว์ นี่คือหนึ่งในบทพิสูจน์ว่าบล็อกเชนคือจุดเริ่มต้นสำหรับโลกแฟชั่นไร้มลพิษในอนาคต

หมดยุคของปลอม

หนึ่งในปัญหาสำคัญที่อยู่คู่กับโลกแฟชั่นมาโดยตลอดตั้งแต่อดีตคือ ‘ของปลอม’ หรือ ‘สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์’ แต่สิ่งเหล่านี้จะหมดไป เมื่อบล็อกเชนเดินทางมาถึง

หากอ่านมาถึงตรงนี้ผมคิดว่าทุกคนน่าจะเข้าใจหลักการทำงานพื้นฐานของสิ่งที่เรียกว่าบล็อกเชนแล้ว สืบเนื่องจากประเด็นก่อนๆ การที่บล็อกเชนคือการบันทึกข้อมูลลงบนระบบที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ สิ่งนี้สามารถนำมาใช้ประโยชน์โดยตรงกับการจัดการเรื่องของปลอม

สินค้าที่ลงทะเบียนบนบล็อคเชนจะเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ต่อการปลอมแปลง ไม่ว่าจะซื้อขายผ่านมาแล้วกี่มือ แต่ก็จะสามารถสืบย้อนที่มาของสินค้าชิ้นดังกล่าวได้เสมอ

Cryptocurrency, Blockchain, Fashion, Menswear
12.4 พันล้านยูโรต่อปีคือความเสียหายทางเศรษฐกิจที่อิตาลีต้องเผชิญจากปัญหาของปลอม

Arianee บริษัทเทคโนโลยีที่ตั้งอยู่ในปารีส ได้พัฒนาโปรโตคอลโดยใช้บล็อคเชนเพื่อให้สินค้ามีตัวตนบนดิจิทัล และทำหน้าที่เหมือนหนังสือเดินทางที่แสดงความเป็นเจ้าของและธุรกรรมก่อนหน้านี้ทั้งหมด รายการสามารถเชื่อมโยงกับบล็อคเชนโดยใช้รหัส QR หมายเลขซีเรียล หรือไมโครชิปจริงที่ฝังอยู่ในสินค้า

หนึ่งในประเทศที่มีปัญหาเรื่องของปลอมที่สุดคืออิตาลี เพราะในโลกแฟชั่นคำว่า Made in Italy คือสิ่งที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าได้เป็นอย่างดี ดังนั้น Fake Made in Italy จึงเกิดขึ้นมากมายเป็นเงาตามตัว สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 12.4 พันล้านยูโรต่อปี

เพื่อแก้ปัญหานี้รัฐบาลอิตาลีได้จัดสรรงบประมาณจำนวน 15 ล้านยูโรในเทคโนโลยีบล็อคเชนเมื่อต้นปี 2018 และหากมันประสบความสำเร็จ ต่อไปผู้ซื้อทุกคนจะสามารถมั่นใจสินค้าทุกชิ้นที่ Made in Italy และจะเป็นโมเดลให้ประเทศอื่นเดินตาม


นี่คือสิ่งทิศทางที่อุตสาหกรรมแฟชั่นจะเปลี่ยนไปหากบล็อกเชนและคริปโตเคอเรนซี่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น อย่างไรก็ตามก็ขึ้นอยู่กับว่าสิ่งเหล่านี้จะถูกยอมรับโดยผู้คนมากแค่ไหนด้วยเช่นกัน

Related Stories

News
ยีนส์ญี่ปุ่นหายไปไหน ทำไมลีวายส์วินเทจถึงกลับมา
เมื่อวัยรุ่นสมัยนี้อยากมีลุคที่เท่เซอร์เหมือนอย่าง Kurt Cobain และอยากมีความคิดที่แหลมคมเหมือน Steve Jobs
Read More
News
คาดการณ์ 5 สไตล์หลักที่จะขับเคลื่อนทิศทางของวงการเสื้อผ้าผู้ชายในศักราชใหม่
สูทคลาสสิคทรวดทรงคม สตรีทแวร์ลูกผสม และนิยามใหม่ของวินเทจ อะไรบ้างจะกำหนดอนาคตของสารบบเมนส์แวร์ในปี 2021
Read More
THE PAST DECADE IN MENSWEAR
News
A LOOK BACK AT THE PAST DECADE IN MENSWEAR PART 1
บทความนี้ไม่ใช่แฟชั่นรีพอร์ท แต่เป็นเรื่องราวตลอด 10 ปีผ่านกระจกหลังของพาหนะที่เราเรียกกันว่าเมนส์แวร์
Read More
©️ 2021 W Trading Co., Ltd.