Ivy League, Van Jacket, Ametora

The Style Guide

สไตล์อเมริกันในแดนอาทิตย์อุทัย เมื่อญี่ปุ่นเปิดประตูต้อนรับ Ivy League Style จนกลายเป็นมรดกเมนส์แวร์ถึงปัจจุบัน

22 September 2021

บทความโดย เพรียวพันธ์ แสนลาวัณย์, Senior Writer, W. MINISTRY

ญี่ปุ่นทำอย่างไรในการนำ Ivy League Style จากอเมริกาเข้ามาและกลายเป็นเหมือนกับสไตล์ของพวกเขาเอง

เดือนสิงหาคม ค.ศ.1945

สิ้นเสียงระเบิดปรมาณูที่กองทัพสหรัฐอเมริกาทิ้งลงกวาดทำลายเมืองฮิโรชิม่าและนางาซากิจนราบเป็นหน้ากลอง ส่งผลให้ผู้เสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 120,000 คน เป็นการเอาคืนที่ร้ายแรงเกินกว่าคาดคิด หลังจากที่ก่อนหน้านั้นกองทัพญี่ปุ่นได้ส่งฝูงบินรบไปถล่มฐานทัพเพิร์ลฮาร์เบอร์

การระเบิดครั้งใหญ่นี้ส่งผลให้ญี่ปุ่นจำเป็นต้องยกธงขาวยอมแพ้ศึกสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พร้อมกับสายสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกาที่ไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป ถึงแม้ปัจจุบันกาลเวลาจะผ่านมากว่าทศวรรษ ญี่ปุ่นกับสหรัฐอเมริกาอาจจะมีการกลับมาผูกมิตรกันอีกครั้งแล้วในแง่เศรษฐกิจ แต่บาดแผลจากระเบิดครั้งดังกล่าวยังคงฝังลึกในใจชาวอาทิตย์อุทัยทุกคน

อย่างไรก็ตามถึงแม้ในหน้าประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นกับอเมริกาจะเป็นศัตรูที่มีการสู้รบกันนับครั้งไม่ถ้วน แต่ในแง่ “สไตล์” ทั้งสองประเทศกลับมีการเกื้อหนุนกันราวกับบ้านพี่เมืองน้อง โดยเฉพาะครั้งหนึ่งที่ญี่ปุ่นเคยเปิดประตูต้อนรับ “Ivy League Style” เข้าสู่ประเทศ นำมาผสมผสานจนยกระดับสไตล์ขึ้นไปอีกขั้น และกลายเป็นมรดกเมนส์แวร์ถึงปัจจุบัน


เปิดประตูต้อนรับ Ivy League Style

หลังจากปิดประเทศไปกว่า 200 ปี เมื่อกลับมาเปิดอีกครั้งในค.ศ.1865 ญี่ปุ่นก็เข้าสู่ความวุ่นวายทางวัฒนธรรม จักรพรรดิเมจิในขณะนั้นทรงริเริ่มการปฏิรูปที่เริ่มกระบวนการนำวัฒนธรรมและวิถีชีวิตแบบตะวันตกมาใช้ซึ่งรวมถึงแฟชั่นด้วย ส่งผลให้การแต่งกายของชาวญี่ปุ่นเปลี่ยนไปในเวลาอันรวดเร็ว 

โดยเฉพาะในยุคสมัยไทโช ระหว่างปี 1912 ถึง 1926 การเปิดกว้างทางการเมืองและสังคมทำให้ญี่ปุ่นเกิดการเปลี่ยนแปลงทาง คลื่นลูกใหม่แห่งวัฒนธรรมลูกแล้วลูกเล่าซัดเข้าหาชายฝั่งแดนอาทิตย์อุทัย เหล่าชนชั้นแรงงานต่างแสวงหาชีวิตที่ดีขึ้นจึงเลือกที่จะละทิ้งบ้านเกิดมาอาศัยในเมืองใหญ่ ทำให้พวกเขาได้สัมผัสกับอิทธิพลตะวันตก ซึ่งสิ่งนี้นำไปสู่การสร้างวัฒนธรรมย่อย Mobo (Modern Boys) และ Moga (Modern Girls) เหล่ากลุ่มคนหนุ่มสาวหัวขบถที่สังคมส่วนใหญ่ยังไม่ยอมรับ

เสื้อผ้าที่สวมใส่ได้ทุกวันในสหรัฐอเมริกา แต่ในญี่ปุ่นกลับถูกมองว่าเป็นการปฏิวัติ และด้วยเหตุนี้ตำรวจญี่ปุ่นจึงดำเนินการรณรงค์เพื่อปราบปรามการกระทำผิดของขบวนการ Mobo และ Moga 

“แม่บ้านในอุดมคติที่สวมชุดกิโมโนและยอมยืนหยัดเพื่อทุกสิ่งที่เหมาะสมในชีวิตครอบครัว” พาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ Japan Times ในช่วงเวลาดังกล่าวที่มีนัยยะเสียดสี Mobo และ Moga 

Ivy League, Van Jacket, Ametora

ก่อนที่ทุกอย่างจะหยุดลงด้วยสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งๆ ที่หลายคนเข้าใจว่าเสื้อผ้าสไตล์อเมริกันน่าจะเข้าสู่ญี่ปุ่นในช่วงนี้ เนื่องจากมีทหารอเมริกันอาศัยในประเทศญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก แต่จริงๆ แล้วตรงกันข้ามกันโดยสิ้นเชิง

“มีทหารอเมริกันจำนวนมากในญี่ปุ่นตั้งแต่ประมาณปี 1945 ถึง 1950 แต่พวกเขาก็อยู่ในเครื่องแบบเสมอ และนั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่จะเลียนแบบได้ง่ายๆ กางเกงยีนส์มีวางจำหน่ายในบางตลาด แต่มีราคาแพงอย่างไม่น่าเชื่อ ดังนั้นแม้ว่าคุณจะคิดว่าคนอเมริกันเท่ แต่ก็ยากที่จะแต่งตัวแบบพวกเขา”

“ความเข้าใจผิดประการใหญ่ที่ผมอยากใช้หนังสือ Ametora แก้ไขมัน คือในช่วงสองทศวรรษแรกหลังการยึดครองผู้ชายญี่ปุ่นส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้สไตล์อเมริกัน ในช่วงปลายทศวรรษ 1940-1950 มีเพียงกลุ่มเล็กๆ เท่านั้นที่ลอกเลียนจากทหารอเมริกัน โดยปกตินักเรียนจะสวมเครื่องแบบสีดำและผู้ใหญ่จะสวมชุดสไตล์อังกฤษ จนกระทั่ง Kensuke Ishizu ตั้งใจนำสไตล์ Ivy League มาสู่ญี่ปุ่นในช่วงต้นทศวรรษ 1960 มันคือจุดเริ่มต้นจุดกระแสสไตล์อเมริกันในหมู่เยาวชนญี่ปุ่นชนชั้นกลาง และผมคิดว่านั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้สไตล์ Ivy League กลายเป็นอมตะในญี่ปุ่น เพราะมันไม่ใช่แค่สไตล์เฉพาะของยุค’60s แต่เป็นจุดเริ่มต้นของสไตล์ผู้ชายในญี่ปุ่นจนถึงทุกวันนี้” W. David Marx ผู้เขียนหนังสือ Ametora: How Japan Saved American Style กล่าว

“ในปี 1963 The Beatles เล่นคอนเสิร์ตที่ญี่ปุ่นครั้งแรก จากนั้นในปี 1964 ญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก เหตุการณ์เหล่านั้นสัมผัสได้ถึงคนรุ่นที่เปิดรับอิทธิพลจากตะวันตกโดยมองไปสู่อนาคต” ส่วนหนึ่งจากบทความในเว็บไซต์ Long John

สไตล์ Ivy League คือสไตล์ที่นิยมในหมู่นักศึกษามหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่ได้นิยามจำกัดความตายตัว แต่มันคือวัฒนธรรมการแต่งตัวของแวดวงสังคมชั้นสูงที่ถูกสอนกันมาจากรุ่นสู่รุ่น หลอมรวมเข้ากับการปรับใช้ให้เหมาะสมกับชีวิตประจำวันของนักศึกษาในยุคนั้น จึงทำให้สไตล์ Ivy League คือส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างความ Formal และ Casual

รองเท้าเพนนี่โลฟเฟอร์สวมคู่กับกางเกงขาสั้นแบบเบอร์มิวดาและถุงเท้ายาวแบบ Paul Newman แจ๊กเก็ตกีฬาสวมกับเชิ้ตรักบี้ในโทนอัญมณีแบบ Steve McQueen สเว็ตเชิ้ตและผ้าพันคอเข้าคู่มาด้วยกันด้วยทรงสุดคลาสสิกแบบ  Ryan O’Neil ใน Love Story เหล่านี้น่าจะเป็นตัวอย่างที่เห็นภาพและเข้าใจได้ง่ายถึงสไตล์ Ivy League

W. David Marx บอกว่าบุคคลที่นำสไตล์ Ivy League เข้าสู่ญี่ปุ่นคือ Kensuke Ishizu ดังนั้นเขานี่แหละคือตัวละครเอกของบทความนี้

Kensuke Ishizu เกิดเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ปี 1911 เป็นลูกชายคนที่สองของร้านขายกระดาษที่ประสบความสำเร็จในโอคายามะ ช่วงเวลาที่เขาเติบโตเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เหล่าหนุ่มสาวหัวขบถกำลังเปิดรับวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาสู่ญี่ปุ่น ด้วยเหตุนี้ Ishizu จึงหลงใหลในวัฒนธรรมอเมริกันมาตั้งแต่เด็ก งานอดิเรกคือเล่นเบสบอล ชอบกินเบอร์เกอร์มากกว่าซูชิ และที่สำคัญที่สุดคือเรื่องสไตล์ ถึงขั้นขอให้พ่อแม่ย้ายเขาไปโรงเรียนอื่นเพื่อที่เขาจะได้สวมกาคุรันสีดำพร้อมกระดุมสีทอง

หลังจากเรียนจบจากรั้วมหาวิทยาลัย Ishizu ก็กลับมาที่โอคายามะเพื่อช่วยธุรกิจที่บ้าน 

“น่าเบื่อเป็นบ้า” Ishizu กล่าวถึงชีวิตในช่วงนั้น เขาคือหนุ่มหัวขบถที่อยากใช้ชีวิตอิสระตามใจต้องการ ดังนั้นหลังจากที่อดทนมากว่า 7 ปี เมื่อได้รับจดหมายจากพี่ชายที่อยู่เมืองเทียนจิน ประเทศจีน ไหว้วานให้เขาไปช่วยงานเกี่ยวกับออกแบบเสื้อผ้า Ishizu จึงไม่ลังเลที่จะตบปากรับคำ

อย่างไรก็ตาม Ishizu อยู่ที่จีนได้ไม่นาน ธุรกิจที่เขาทำก็ปิดตัวลงเพราะพิษสงคราม ชายหนุ่มจึงตัดสินใจเข้าเกณฑ์ทหาร โดยทำงานที่โรงงานอาวุธยุทโธปกรณ์ในจีน และที่นี่โชคชะตาก็ทำให้เขาได้รู้จักกับ O’Brien ทหารชาวอเมริกันที่มักจะเล่าเเรื่องราวชีวิตในระดับปริญญาตรีของเขาที่มหาวิทยาลัย Princeton ให้ Ishizu ฟัง ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ชายหนุ่มได้รู้จักกับ Ivy League และสไตล์ของพวกเขา

หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง Ishizu ก็เดินทางกลับมาที่โอคายามะ และพบว่าบ้านเกิดของเขานั้นถูกทำลายจากพิษสงครามเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มจึงตัดสินใจเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการสมัครเข้าทำงานที่ Renown บริษัทผู้ผลิตชุดชั้นในรายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นในตำแหน่งนักออกแบบเสื้อผ้าบุรุษ

อย่างไรก็ตาม Ishizu ก็ทำงานที่ Renown ได้ไม่นานนัก เนื่องจากเขารู้ตัวเองดีแล้วว่าชื่นชอบหลงใหลในสไตล์ Ivy League อยากนำมันเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่น นอกจากนั้นเขายังมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับชาวอเมริกันมากมายในช่วงสงคราม ทำให้สามารถส่งสินค้าจากสหรัฐอเมริกาสู่ญี่ปุ่น เขาจึงตัดสินใจลาออก และมาสร้างธุรกิจร้านค้าของตัวเองในชื่อ Ishizu Shoten 

ตอนนั้นคือปี 1949 เป็นช่วงเวลาที่บาดแผลจากสงครามของชาวญี่ปุ่นยังคงชัดเจน การซื้อเสื้อผ้าราคาแพงจึงดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่ Ishizu เชื่อว่ายังมีช่องทางอยู่ โดยสินค้าแรกที่ Ishizu Shoten นำมาขายในร้านคือสปอร์ตโค้ทจากอเมริกา ซึ่งปรากฏว่าได้รับผลตอบรับอย่างดีจากกลุ่มลูกค้าที่มีฐานะร่ำรวย

เมื่อธุรกิจเริ่มเดินไปในทิศทางที่ดี ปี 1951 Ishizu ตัดสินใจสร้างแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเองในชื่อ VAN Jacket ด้วยความตั้งใจว่านี่จะเป็นแบรนด์สัญชาติญี่ปุ่นที่โดดเด่นด้วยสไตล์ Ivy League และสามารถเข้าถึงลูกค้าได้ทุกกลุ่ม ไม่จำกัดแค่ผู้มีฐานะมั่งคั่งเท่านั้น

อย่างไรก็ตามความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาไม่ได้อยู่ที่ราคา แต่เป็นการที่ผู้ชายชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจเรื่องแฟชั่นเท่าไรนัก โดยเฉพาะแฟชั่นจากอเมริกายิ่งแล้วใหญ่ ดังนั้นเพื่อที่จะแก้ปัญหานี้  Ishizu จึงก่อตั้งนิตยสาร Men’s Clothing ขึ้นมาในปี 1954

Ivy League, Van Jacket, Ametora
นิตยสาร Men’s Clothing ที่ตีพิมพ์ในช่วงทศวรรษ 60

จุดประสงค์หลักของ Men’s Clothing แน่นอนว่าคือการโปรโมต VAN Jacket แต่นอกจากนั้นยังเป็นการค่อยๆ ให้ความรู้ว่าทำไมผู้ชายถึงควรแต่งตัว และจะแต่งอย่างไรให้ออกมาดูดี พร้อมด้วยคอลัมน์ “Ivy Leaguers on the Street” ที่เขามอบหมายให้ช่างภาพเดินไปตามท้องถนนในกินซ่าเป็นประจำเพื่อเก็บภาพคนหนุ่มสาวแต่งตัวสไตล์ Ivy League ที่เดินผ่านไปมาเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ 

 Ivy League Style ในแดนซามูไร

นิตยสาร Men’s Clothing ประสบความสำเร็จตามที่ Ishizu คาดหวังไว้ โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน ส่งผลให้คอลเลคชั่นแรกของแบรนด์ VAN Jacket ซึ่งประกอบไปด้วยกางเกงชิโน เสื้อคลุมสีกรมท่า และแจ็กเก็ตเซียร์ซัคเกอร์ มียอดจำหน่ายตามเป้า ภาพที่เหล่าคนหนุ่มสาวเดินถือถุง VAN Jacket ในกินซ่าเป็นสิ่งที่พบเห็นได้เป็นประจำ

“ก่อนปี1965 มีผู้ชายชาวญี่ปุ่นเพียงไม่กี่คนที่แต่งตัวเหมือนชาวอเมริกัน จนกระทั่ง Ishizu ได้สร้าง Van Jacket ขึ้นมา ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เขาแนะนำสไตล์ Ivy League ให้กับเยาวชนในประเทศบ้านเกิดของเขา”

“สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจจากการเพิ่มขึ้นของสไตล์ Ivy ในญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษที่ 60 คือคนหนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นไม่ได้ลอกเลียนแบบชาวอเมริกันอย่างสุ่มสี่สุ่มห้า พวกเขากำลังอ่านเกี่ยวกับสไตล์เหล่านี้จากนิตยสารญี่ปุ่นที่คนญี่ปุ่นเขียนขึ้น และซื้อเสื้อผ้าจากแบรนด์ญี่ปุ่น โดยพื้นฐานแล้ว VAN กลายเป็น Supreme ของโตเกียวช่วงกลางศตวรรษที่ 20” 

“ผู้ชายชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่เรียนรู้เกี่ยวกับสไตล์อเมริกันจากการได้เห็นคนญี่ปุ่นคนอื่นๆ สวมมัน แทนที่จะเห็นคนอเมริกันสวมมัน ดังนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้ว่า นิตยสาร Men’s Clothing มีอิทธิพลเป็นอย่างมาก” W. David Marx แสดงความเห็นในหนังสือ Ametora: How Japan Saved American Style

Ivy League, Van Jacket, Ametora

ดูเหมือนว่าทุกอย่างกำลังไปได้สวย Ivy League Style กลายเป็นเหมือนคลื่นลูกใหญ่ที่พัดเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่นอย่างเกรี้ยวกราดรุนแรง ทว่าปัญหาสำคัญก็เกิดขึ้น ในขณะที่คนหนุ่มสาวต่างพร้อมเปิดรับสไตล์ Ivy League ทั้งๆ ที่เป็นสไตล์จากประเทศอเมริกาที่เพิ่งทำลายมาตุภูมิของพวกเขาไม่นาน 

“ในช่วงหลายปีหลังสงครามโลกครั้งที่สอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสงครามเวียดนาม ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากที่ชอบวัฒนธรรมป๊อปของอเมริกาเริ่มตั้งคำถามว่าพวกเขาควรจะดื่มด่ำกับสไตล์อเมริกันจริง ๆ หรือไม่เพราะรัฐบาลอเมริกันทำไม่ดีกับพวกเขา”

“อย่างไรก็ตามคนส่วนใหญ่ไม่สามารถซื้อรถยนต์หรือตกแต่งบ้านได้เนื่องจากไม่มีกำลังทรัพย์มากพอ ดังนั้นเหล่าเยาวชนจึงทุ่มเททั้งแพชชั่นและเงินให้กับดนตรีและเสื้อผ้า เมื่อคุณอยู่ในเมืองใหญ่อย่างโตเกียว เสื้อผ้าเป็นวิธีเดียวที่จะแสดงให้คนอื่นเห็นว่าคุณเป็นใคร”

“นอกจากนั้นเสื้อฟ้าสไตล์ Ivy League ยังทนทาน ใช้งานได้จริง และในใช้วัสดุธรรมชาติที่ทำความสะอาดง่าย เหมาะกับไลฟ์สไตล์หนุ่มสาวญี่ปุ่นในช่วงนั้น” เหตุผลของหนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นในความคิดของ W. David Marx

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแสชาตินิยมในญี่ปุ่นช่วงเวลานั้นยังเข้มข้น และยิ่งใกล้เทศกาลโอลิมปิก 1964 เป็นเจ้าภาพเท่าไร เหล่าคนหนุ่มสาวหัวขบถในเสื้อผ้าสไตล์ Ivy League ยิ่งดูขัดตาเจ้าที่รัฐเท่านั้น ทางการโตเกียวกังวลว่าเสื้อผ้า Ivy League Style ของคนหนุ่มสาวจะทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเยือนในช่วงโอลิมปิกญี่ปุ่นขุ่นรู้สึกเคือง เพราะมหกรรมกีฬานี้คือแสงสปอตไลท์แรกที่ชาวโลกส่องมาที่ญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง 

สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อธุรกิจของ Ishizu อย่างมาก เนื่องจากผู้ค้าปลีกปฏิเสธที่จะสต็อกสินค้า VAN Jacket เนื่องจากกลัวว่าจะก่อให้เกิดปัญหา และทำให้สูญเสียฐานลูกค้ากลุ่มอนุรักษ์นิยมไป Ishizu จึงตัดสินใจที่จะแก้ปัญหานี้อย่างเร่งด่วน เขาต้องการที่จะเปลี่ยนแนวคิดของสาธารณชนที่มีต่อ Ivy League Style

ด้วยเหตุนี้ Ishizu และ Teruyoshi Hayashida ช่างภาพคู่ใจของเขา พร้อมด้วยทีมงานอีกจำนวนหนึ่งจึงตัดสินใจบินลัดฟ้าสู่ประเทศสหรัฐอเมริกา ก่อนจะตระเวนไปเยือนมหาวิทยาลัยในเครือ Ivy League ทั้ง 8 แห่ง เพื่อผลิตสารคดีที่นำเสนอชีวิตนักศึกษา ให้ผู้ที่ได้ชมรู้ว่ากลุ่มนักศึกษา Ivy League ไม่ใช่ศัตรูของชาวญี่ปุ่น ตรงกันข้ามพวกเขาเป็นเพียงกลุ่มคนหนุ่มสาวที่มีแง่มุมชีวิตทั้งการเล่นกีฬา การเข้าห้องสมุด สนุกกับกลุ่มเพื่อน ไม่ต่างจากคนทั่วไป 

ในรั้วมหาวิทยาลัย Ishizu ได้พบเห็นเหล่านักศึกษาสวมใส่เสื้อแจ็คเก็ตผ้าทวีต เนคไทลายทาง เสื้อเชิ้ตกระดุมหน้าผ้าอ็อกฟอร์ด กางเกงผ้าสักหลาดสีเทา และเสื้อคลุมขนสัตว์สีดำพาดบ่า ดังนั้นนอกจากสารคดีแล้ว Ishizu ยังได้แรงบันดาลใจมากมายที่จะนำมาต่อยอดผลิตเป็นสินค้าในภายหลัง รวมถึงให้ Hayashida เก็บภาพไว้เพื่อนำไปตีพิมพ์เป็นหนังสือภาพอีกด้วย

ทั้งสารคดีและหนังสือภาพใช้ชื่อเดียวกันว่า Take Ivy ซึ่งมีที่มาจาก Take Five เพลงแจ๊สอมตะของ Dave Brubeck Quartet 

ผลลัพธ์คือสารคดีประสบความสำเร็จพอสมควร แต่ที่ถล่มทลายสุดๆ คือหนังสือภาพ Take Ivy ที่มียอดจำหน่ายกว่า 5 หมื่นเล่มทั่วโลก The New York Times ให้คำนิยามว่าเป็น “ขุมทรัพย์ของคนในวงการแฟชั่น เป็นพระคัมภีร์ Ivy League สำหรับเบบี้บูมเมอร์ชาวญี่ปุ่น และยังมีอิทธิพลต่อสไตล์ Neo Ivy” จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทุกช็อปใหญ่ของแบรนด์อย่าง Ralph Lauren และ J. Crew จะมีหนังสือ Take Ivy วางอยู่บนชั้น

“ผมคิดว่าตัวอย่างทั้งหมดในหนังสือเล่มนี้แสดงให้เห็นว่าวัฒนธรรมที่แท้จริงจะเปลี่ยนแปลงได้เมื่อมีคนตัดสินใจที่จะฝ่าฝืนกฎ พวกเขามักจะถูกบอกว่า “คุณไม่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้” แต่พวกเขาก็จะไปทำอย่างนั้นและพวกเขาก็ประสบความสำเร็จ คนเหล่านี้ล้วนมีจิตวิญญาณที่ยอดเยี่ยม พวกเขาต้องการสิ่งที่แตกต่างออกไปและถูกเรียกว่าบ้า” Kensuke Ishizu กล่าวถึงผลตอบรับของหนังสือ Take Ivy

Ivy League, Van Jacket, Ametora
(ขวาล่าง) ภาพถ่ายอันโด่งดังจากหนังสือ Take Ivy

Ishizu ทำสำเร็จ เขาสามารถเปลี่ยนทัศนคติของชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ที่มีต่อสไตล์ Ivy League ได้ ทำให้หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรจะมาหยุดการเติบโตของสไตล์จากรั้วมหาวิทยาลัยอเมริกาในญี่ปุ่นได้อีกต่อไป และไม่ใช่แค่ Van Jacket เท่านั้น เพราะหลังจากนั้นแบรนด์อย่าง Blue Blue Japan, United Arrows, Ships, Beams และ Tomorrowland ต่างก็เริ่มผลิตเสื้อผ้าสไตล์ Ivy League ออกมาวางจำหน่ายด้วยเช่นกัน

“คนญี่ปุ่นที่ชื่นชอบสไตล์ Ivy League ไม่ได้สนใจแบรนด์อเมริกันคลาสสิกอีกต่อไป  แม้แต่คนที่ไม่สนใจเสื้อผ้าก็มักจะไปที่ Beams หรือ United Arrows เพื่อซื้อเสื้อผ้าเข้าตู้” W. David Marx กล่าว

นอกจากนั้นญี่ปุ่นไม่ใช่แค่เปิดรับและลอกเลียนแบบสไตล์ Ivy League เท่านั้น แต่พวกเขายังใช้ความคิดสร้างสรรค์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของชนชาติเติมแต่งลงไปด้วย เมื่อสไตล์หมุนเวียนเข้าและออกจากแฟชั่นในญี่ปุ่น ผลที่ได้คือคเสื้อผ้าผู้ชายคลาสสิกสมัยศตวรรษที่ 20 ซึ่งเมื่อมองจากระยะไกลดูเหมือนอเมริกัน แต่หากมองใกล้ ๆ ก็จะรู้ได้ทันทีว่าคือเสื้อผ้าแบรนด์ญี่ปุ่น

“ความขี้เล่นเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างสรรค์ Ivy League สไตล์ญี่ปุ่น มีใช้องค์ประกอบ Ivy-boys กับแจ็กเก็ตก้างปลาและเสื้อสเวตเตอร์ แล้วต่อด้วยรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เช่น เข็มกลัดวินเทจที่ปกเสื้อ และสายรัดจากหมวกคาวบอยเป็นโบว์ผูก” Hiroto Koseki ผู้จัดการร้านของแบรนด์และร้านค้าปลีกในโตเกียว Hollywood Ranch Market กล่าว

มรดกเมนส์แวร์

ถึงแม้ว่า Van Jacket จะประสบปัญหาอย่างหนักเมื่อกระแสของหนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นในช่วงยุคปลายทศวรรษ 70 เปลี่ยนจากสไตล์ Ivy League เป็น West Coat American แบบสบายๆ เสื้อผ้าที่ใช้งานได้ ทะมัดทะแมงคู่กับกางเกงยีนส์ ส่งผลให้แบรนด์ถึงคราวล้มละลายในปี 1978 ส่วน Kensuke Ishizu ก็เสียชีวิตลงในปี 2005 ด้วยวัย 94 ปี แต่สิ่งที่เขาสร้างไว้ยังคงเป็นมรดกเมนส์แวร์มาจนถึงปัจจุบัน

“ในปัจจุบันสไตล์ Ivy League ได้ฝังอยู่ในแฟชั่นญี่ปุ่นอย่างกลมกลืน จนยากที่จะแยกออกจากกันได้แล้ว Ishizu ได้วางแบบแผนสำหรับเสื้อผ้าผู้ชายในญี่ปุ่นไว้มากมาย” W. David Marx กล่าว

แบรนด์ต่างๆ เช่น Engineered Garments, Beams + และ Visvim ต่างก็ใช้สิ่งที่ Ishizu สร้างไว้ในการเดินรอยตาม หรือแม้กระทั่ง Uniqlo ที่ผู้ก่อตั้งอย่าง Tadashi Yanai ที่ก็ได้แนวคิด Uniqlo Fast Retailing มาจาก Van Jacket ด้วยเช่นกัน เรียกได้ว่าฉายา “God Father of Ivy League Style” ของ Ishizu นั้นไม่ใช่คำกล่าวอ้างที่เกินจริงเลยแม้แต่น้อย

หลังจากที่ Van Jacket ล้มละลายไปก็ได้เกิดนิตยสาร Popeye ซึ่งเป็นสานต่อมรดกของ Van Jacket นำเสนอเกี่ยวกับ Ivy League  ในยุค 60 และช่วยดึงดูดผู้อ่านที่อายุน้อยให้กลับมาคลั่งไคล้สไตล์นี้อีกครั้ง ซึ่งต้องบอกว่าพวกเขาทำได้สำเร็จ 

Ivy League, Van Jacket, Ametora

“เมื่อสไตล์ Ivy League กลับมาเป็นกระแสอีกครั้งในช่วงปลายยุค 2000 มันเป็นเวอร์ชั่นที่มีความเป็นญี่ปุ่นโดยสมบูรณ์ไม่ใช่แบบอเมริกันคลาสสิกเมื่อหลายสิบปีก่อน” W. David Marx กล่าว

สุดท้ายมรดกชิ้นสำคัญที่สุดในการนำสไตล์ Ivy League เข้าสู่ประเทศญี่ปุ่นของ Ishizu คือ “บันทึกประวัติศาสตร์” ซึ่ง W. David Marx ได้ให้ความเห็นเอาไว้ว่า

“อุตสาหกรรมแฟชั่นของญี่ปุ่นได้บันทึกสไตล์ Ivy League ของอเมริกันในช่วงเวลา 70 ปีที่ผ่านมาได้ครบสมบูรณ์กว่าอเมริกันเองเสียอีก เพราะนิสัยของพวกเขาที่กระหายใคร่รู้สิ่งต่างๆ อย่างลึกซึ้ง นิตยสารอย่าง Men’s Clothing และ Popeye ที่นำเสนอเรื่องราวเหล่านั้นอย่างไม่มีสิ่งใดเจือปนคือสิ่งที่อเมริกาไม่มี ในปี 2005 ผู้คนในญี่ปุ่นแต่งตัวเหมือนนักศึกษาระดับปริญญาตรีของฮาร์วาร์ดในปี 1960 มากกว่านักศึกษาระดับปริญญาตรีของฮาร์วาร์ดจริงๆ เสียอีก”

“หากสหรัฐอเมริกาหายไปในวันพรุ่งนี้ เราก็สามารถสร้างประวัติศาสตร์สไตล์ Ivy League ขึ้นมาใหม่ได้ง่ายๆ จากแหล่งข้อมูลของญี่ปุ่น”

Related Stories

The Buyer’s Guide
KHAKI CHINO: กางเกงชิโน่สไตล์ไหนที่เหมาะกับคุณ
ก่อนจะเริ่มเขียนบทความนี้เราได้พบความจริงที่ว่า ‘มีหลายคนที่เลือกใส่แต่ชิโน่ ไม่ใส่ยีนส์’
Read More
กางเกงชิโน่ สีกากี
The Buyer’s Guide
กางเกงชิโน่ สีกากี จากตำนานเครื่องแบบทหารล่องหนกลางทะเลทรายสู่ไอเทมคู่ใจชาว Ivy League
ไอเทมสามัญประจำตู้เสื้อผ้า ที่สวมใส่สบาย คลาสสิกและร่วมสมัยในเวลาเดียวกัน
Read More
Mod Culture, England, 1960
Etiquette & Culture
Mod วัฒนธรรมหนุ่มสาวอังกฤษหัวขบถยุค ‘60s ที่ฝังรากลึกด้านสไตล์มาจนถึงปัจจุบัน
จากวัฒนธรรมจอมขบถ สู่สไตล์อมตะตลอดกาล
Read More
©️ 2021 W Trading Co., Ltd.