Art & Design

ICONIC HOME DESIGN IN FAMOUS FILMS

9 September 2019

บทความโดย Kantinan Srisan, Style Editor, W. MINISTRY

สถาปัตยกรรมและการตกแต่งภายในยอดเยี่ยมจาก 5 หนังดัง

ภาพยนตร์ที่ดีควรมีสิ่งใดเป็นองค์ประกอบบ้าง? หลายคนอาจบอกว่าการดำเนินเรื่องที่มีมิติ นักแสดงที่เก่งกาจมีชื่อเสียง หรือบทสนทนาชวนจดจำกินใจ แน่นอนว่าเสาหลักเหล่านี้เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้หนังสักเรื่องได้รับบัตรเชิญเข้าสู่วงเวียนแห่งความสนใจของผู้คนส่วนใหญ่ได้อย่างไม่สลับซับซ้อน เพียงเดินตามข้อควรทำดังกล่าวเป็นใช้ได้

แต่กระนั้นเองอีกด้านหนึ่งของผู้สร้างสรรค์และผู้เสพบางกลุ่มต่างเสาะหาสิ่งที่หยั่งลึกลงไปกว่าความสนุกขั้นพื้นฐาน ที่สอดแทรกมาด้วยนัยยะของความเป็นศิลป์ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย โทนของแสงสี มุมกล้องที่คัดเลือกมาอย่างละเมียดละไม รวมไปถึงองค์ประกอบสำคัญอย่าง “เฟอร์นิเจอร์และการตกแต่ง” ที่เดินทางไปพร้อมกับแก่นหลักของเรื่องได้อย่างแนบเนียนเองก็เป็นหนึ่งส่วนสำคัญที่ทำให้ภาพยนตร์สักเรื่องดูสวยสมบูรณ์กว่าเพื่อนร่วมสนามนับร้อยพัน อีกทั้งยังสร้างภาพจำชวนฉงนต่อผู้ชมได้อย่างไม่คาดคิด

และวันนี้เราจะมาพูดกันถึงเรื่องของสไตล์การตกแต่งภายในที่น่าสนใจจากโลกภาพยนตร์ทั้ง 5 เรื่องที่นอกจากจะทำให้สวยสมบูรณ์แล้ว ยังบ่งบอกถึงเรื่องราวและปูมหลังของตัวละครนั้นๆ อีกด้วย ซึ่งหากคุณเป็นหนึ่งในผู้เสพติดความงามของตัวอาคารและศิลปะของการแต่งบ้าน บทความนี้น่าจะสร้างแรงบันดาลใจให้คุณได้ไม่น้อย


Scarface (1983)

Production Design by Bruce Weintraub
Image Courtesy of First Impressions

เรื่องราวของโทนี่ มอนทานา (รับบทโดย อัล พาชิโน) นักโทษหนีคดีการเมืองที่อพยพมาจากคิวบาสู่ความเสรีของอเมริกา เริ่มสั่งสมชื่อเสียงของตนผ่านการรับงานเล็กงานน้อยในวงการยาเสพติดไปสู่บันไดขั้นสูงสุดอย่างเจ้าพ่อค้ายาระดับโลก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเส้นทางมิได้หอมหวานหรือน่าพิศวงแต่อย่างใด หากแต่ต้องพบเจอกับความยากลำบาก อาชญากรรมต่างๆ การหักหลังเพื่อผลประโยชน์ ผู้หญิงและอีกมากมาย ภาพยนตร์เรื่องนี้ขึ้นชื่อเรื่องของความดิบเถื่อนอยู่พอควร แต่ก็นับเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่โด่งดังมากจากยุค ‘80s และยังคงถูกพูดถึงและใช้เป็นแรงบันดาลใจให้กับวงการภาพยนตร์อีกหลายเรื่องในเวลาต่อมา รวมถึงไปวงการเกมส์และการตกแต่งบ้านอีกด้วย

แท้จริงแล้วความสวยงามของการตกแต่งภายในในเรื่องนั้นมีหลายส่วนหลายฉากมาก แต่หากพูดกันถึงการตกแต่งที่น่าสนใจที่สุดแล้วเราขอยกให้กับฉากของบ้านแฟรงก์ โลเปซ (รับบทโดย โรเบิร์ต ล็อกเกีย) บ้านโล่งกว้างสีขาวพื้นกระเบื้องขัดเงาที่ประดับลิฟต์แก้วใสอันเป็นจุดขายอยู่ ณ ใจกลางอาคาร ที่จับคู่ร่วมกับโทนสีสดจากพรมและพื้นหลังของลิฟต์ ตามสไตล์ของบ้านหรูในไมอามี่ ณ ช่วงเวลานั้นๆ

สไตล์ของเฟอร์นิเจอร์แบบ Mid-Century ช่วงยุค ‘60s-‘70s ไม่ว่าจะเป็นเก้าอี้ใสทรง Bubble โต๊ะกระจกแบบ Tulip โซฟาตัวยาวแบบโค้ง กับพรมแดงตัวเก่ง ที่หากผู้อ่านเคยรับชมมาก่อนแล้วอาจจะพอจับสังเกตุได้ว่าของตกแต่งหลายอย่างในห้องโถงนี้อุดมไปด้วยสีโทนส้ม แดง และเหลือบด้วยเหลืองอยู่ประปราย สร้างความคอนทราสและเป็นลูกเล่นพริกขี้หนูให้กับความนิ่งของตัวอาคารแต่ไว้ลายความหรูหราได้มาก ซึ่งสะท้อนถึงตัวตนที่นิ่งแต่ร้ายลึกในการดำเนินธุรกิจของแฟรงก์ได้ดีและตรงกับประโยคที่ว่า “The guys that last in this business are the guys who fly straight. Low-key, quiet.” ซึ่งแตกต่างกับความโผงผาง หุนหันพลันแล่นและรุ่มรวยทางวัตถุของโทนี่ ที่สะท้อนผ่านตัวอาคารที่อยู่อาศัยอันใหญ่โตอลังการกับการตกแต่งภายในอันเป็นที่สังเกตของผู้คน เป็นรายละเอียดเล็กๆ ที่สะท้อนถึงความใส่ใจของผู้ออกแบบฉากที่เสริมเส้นเรื่องให้กับตัวละครที่แตกต่างกันได้อย่างสมบูรณ์


Ex Machina (2015)

Production Design by Mark Digby
Image Courtesy of filmandfurniture

เมื่อเคเลป (รับบทโดย ดอมม์เนล กลีสัน) โปรแกมเมอร์ผู้เขียนโปรแกรมให้กับบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Blue Book ได้รับตั๋วรางวัลชิ้นงาม เป็นการเดินทางไปสู่ศูนย์วิจัยอันห่างไกลผู้คน และพบกับ “เอวา” (รับบทโดย อลิเซีย วิแกนเดอร์) ปัญญาประดิษฐ์ในกายของหญิงสาว ที่นาธาน (รับบทโดย ออสการ์ ไอแซค) ผู้เป็นเจ้าของบริษัทสร้างขึ้นพร้อมการทดสอบขีดความสามารถในการตอบสนองในฐานะของมนุษย์คนหนึ่ง ที่ตัวเคเลปเองมิได้รู้ตื้นลึกหนาบางที่แท้จริงของการทดสอบครั้งนี้แต่อย่างใด จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อความเป็นมนุษย์มิสามารถวัดค่าได้จากกายหยาบหากแต่เป็นจิตสำนึกเบื้องลึก ที่เหล่าปัญญาประดิษฐ์เองก็มีไม่ได้แตกต่างไปจากมนุษย์ผู้เป็นรากฐานของการสร้างสรรค์

นอกจากความสวยงามในรูปแบบของภาพยนตร์แนว Sci-Fi ของหนังเรื่องนี้จะถูกชื่นชมในเรื่องของการนำเสนออย่างชาญฉลาด ทั้งจังหวะการเล่าเรื่อง จุดพลิกผันที่แยบคาย อีกทั้งการตีความในลักษณะปลายเปิดต่อผู้ชม รวมไปถึงอีกสิ่งหนึ่งที่ขาดเป็นไม่ได้คือเรื่องของ “ดีไซน์” ที่ไม่เพียงแต่สื่อถึงความเป็นโลกอนาคตได้อย่างน่าสนใจทั้งคอสตูม ฉากประกอบและอุปกรณ์นานาชนิด

บ้านกลางป่าของนาธานคือสิ่งที่ดึงดูดสายตาเราได้อย่างอยู่หมัด โดยเฉพาะห้องรองรับกลางบ้านที่กินพื้นที่เข้าไปยังส่วนหนึ่งของภูเขาในรูปแบบของอาคารที่เป็นลักษณะเรือนกระจก พร้อมการตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ที่ดูเรียบง่ายเพียงชุดโคมไฟ โซฟายาว เก้าอี้คู่และโต๊ะหินอ่อนที่วางทับพรมชิ้นเรียบอีกที ส่วนประกอบอื่นในบ้านเน้นวัสดุที่เป็นธรรมชาติอย่างไม้ หินอ่อน ผสมผสานเข้ากับชิ้นส่วนที่บอกเล่าความเป็น Sci-Fi อย่างกระจกและเหล็กเงา การจัดวางองค์ประกอบที่ดูเรียบง่ายไม่โจ้งแจ้งแต่ตอบโจทย์พื้นฐานด้านการใช้งานได้อย่างไม่บกพร่อง เน้นการซึมซับความเป็นธรรมชาติได้อย่างรอบด้าน แต่กระนั้นฐานทัพลับที่มีความล้ำสมัยชั้นสูง ซึ่งตั้งอยู่ภายใต้พื้นที่ป่าไม้เบื้องบนหลังนี้ ก็แลดูเกี่ยวโยงและรับส่งถึงแนวความคิดในงานวิจัยของนาธานที่ต้องการสร้างหุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์อันฉาบอยู่ภายใต้รูปพรรณเดียวกันกับมนุษย์อันเป็นผู้สร้างได้อย่างลงล็อค เป็นคอนเซ็ปต์การตกแต่งภายในที่สะท้อนแก่นของเรื่องบนพื้นฐานของภาพยนตร์แนว Sci-Fi ได้งดงามและแตกต่างจากหนังแนวเทคโนโลยีเรื่องอื่นทั่วไป


American Psycho (2000)

Production Design by Gideon Ponte
Image Courtesy of Scene Therapy

เรื่องราวเกี่ยวกับ American Psycho นั้นเคยถูกพูดถึงโดยละเอียดมาก่อนหน้านี้แล้วในเว็บไซต์ของเรา เนื่องด้วยความโดดเด่นด้านสไตล์และการดำเนินเรื่องที่มีมิติอันหลากหลาย การเสียดสีวัฒนธรรม Yuppie หรือ Young Urban Professional ของยุค ‘80s และขาดเป็นไม่ได้กับบทบาทการแสดงของคริสเตียน เบล ในบท แพทริค เบตแมน ที่เรียกได้ว่ากลมกล่อม ดึงดูด และทรงพลัง จนทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งผลงานขึ้นหิ้งที่เจนจัดในด้านสไตล์ของสุภาพบุรุษ

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า American Psycho นั้นนำเสนอมุมมองด้านสไตล์ที่เรียกได้ว่าตกผลึกมาอย่างดีแล้ว ทำให้นอกเหนือไปจากเครื่องแต่งกายอันประณีตในรายละเอียดทุกสัดส่วน รายละเอียดของสไตล์ด้านอื่นๆ ยังคงครบถ้วนสมบูรณ์ไม่บกพร่อง ไม่ว่าจะเป็นวัสดุของนามบัตร การปั้มนูน หนา อันเป็นดีเทลส่วนลึก การดูแลตนเองหรือการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางหลายสิบขั้นตอน รวมไปถึง “ที่อยู่อาศัย” ด้วยเช่นกัน

ตัวละครเอกของภาพยนตร์เรื่องนี้บอกเล่าถึงย่านที่พักอาศัยก่อนรายละเอียดส่วนตัวด้านอื่นๆ เสียอีก เป็นนัยที่บอกได้ว่าความรุ่มรวยในเชิงวัตถุนิยมเป็นสิ่งที่ชาว Yuppie ให้ความสนใจมากเสียกว่าตัวตนจริงๆ ของบุคคล ซึ่งแน่นอนว่าการตกแต่งห้องในชั้นที่ 11 ของ American Gardens Building บนถนน West 81st เองก็สะท้อนถึงภาพลักษณ์ของแพทริคได้อย่างไม่มีที่ติ (ภาพลักษณ์แต่ไม่ใช่ตัวตน) ที่อุดมไปด้วยโทนสี ขาว ดำ เทา ตัดกับพื้นไม้ ให้ความรู้สึกที่นิ่งและเพิ่มความน่าสนใจด้วยการจับคู่เฟอร์นิเจอร์ได้อย่างลงตัวเสียมากๆ อย่าง Barcelona Chair สีดำอันเป็นผลงานของ Ludwig Mies Van Der Rohe, Improviste Sofa ของ Roche Bobois โต๊ะกาแฟกระจกใสรุ่น Alanda Coffee Table จาก Paolo Piva For B&B Italia รวมถึงการเพิ่มเติมสีสันด้วยงานศิลปะจากภาพถ่ายคอลเลคชั่น “Men in the Cities” จากศิลปินนาม Robert Longo ที่เพิ่มเติมความสมบูรณ์แบบของสไตล์การตกแต่งแบบมินิมัลไปสู่อีกระดับ


2001: A Space Odyssey (1968)

Production Design by Robert Cartwright
Image Courtesy of Indleethos

อีกหนึ่งผลงานกำกับศิลป์จากอัจฉริยะแห่งวงการภาพยนตร์ยุค ‘60s อย่างสแตนลีย์ คูบริก ต้องบอกก่อนว่าแม้เทคนิคการถ่ายทำในเรื่องอาจจะดูไม่ได้หวือหวาอะไรหากผู้อ่านรับชมในปัจจุบัน แต่สำหรับเมื่อ 50 ปีที่แล้ว เทคนิคที่คูบริกเลือกใช้ นับว่าเป็นสิ่งที่ใหม่อย่างมากชนิดที่ว่าแทบจะไม่มีผู้กำกับคนใดเลือกนำเสนอ บวกกับเส้นเรื่องที่เป็นหนัง Sci-Fi เชิงปรัชญา อุดมไปด้วยสัญลักษณ์และนัยยะด้านต่างๆ มากมาย ที่หากคุณดูรอบแรกแล้วหลับหรือไม่เข้าใจก็อย่าได้โทษตัวเองแต่อย่างใด เพราะบทสรุปหรือใจความจริงๆ ของภาพยนตร์เรื่องนี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่แม้ในปัจจุบัน

กลับมาในส่วนของการตกแต่งภายในกันต่อ หลายต่อหลายฉากในภาพยนตร์เรื่องนี้มีสไตล์การตกแต่งและจัดวางที่น่าสนใจอย่างมาก ตั้งแต่พื้นที่โล่งกว้างของสถานีกับเก้าอี้สีชมพูสไตล์ Mid-Century ยุค ‘60s การเล่นโทนสีเหลืองขาวของห้องครัว การถ่ายทำที่เล่นกับความสมมาตรในยานอวกาศ รวมไปถึงฉากแสนไอคอนิคอย่าง “ห้องนอนแห่งโลกอนาคต” ที่ผสมผสานสไตล์การตกแต่งแบบ Victorian ผ่านการออกแบบผนังห้อง รูปปั้น และบัวผนัง พร้อมเฟอร์นิเจอร์จากยุคเก่าที่สร้างคอนทราสอย่างรุนแรงกับพื้นห้องที่เป็นแบบ T-bar โปร่งแสงสีขาว แตกต่างจากการตกแต่งฉากอื่นๆ ในเรื่องที่เน้นหนักไปด้านใดด้านหนึ่งอย่างชัดเจนอย่างเช่น บนสถานีอวกาศที่ยังติดความเป็นยุคเก่า ทางเดินในยานที่เริ่มมีความโมเดิร์นมากขึ้น ไปจนถึงฉากห้องครัวที่ดูล้ำสมัยที่สุด

อย่างไรก็ตามนัยยะที่แฝงมากับความสวนทางนี้อาจเป็นสัญลักษณ์เชิงปรัชญารูปแบบหนึ่งที่ผู้กำกับต้องการถ่ายถอดกับผู้ชมก็เป็นได้ และความไม่ชัดเจนนี้เองก็เป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่สร้างชื่อเสียงให้กับห้องนอนแห่งโลกอนาคตของ 2001: A Space Odyssey จนกลายเป็นหนึ่งในฉากแสนไอคอนิคของวงการภาพยนตร์


A Single Man (2009)

Production Design by Dan Bishop
Image Courtesy of Camillia Bellini

ผลงานการกำกับของดีไซเนอร์คนสำคัญอย่างทอม ฟอร์ด ที่อ้างอิงจากนวนิยายของ Christopher Isherwood เกี่ยวกับเรื่องราวความปวดร้าวของจอร์จ (รับบทโดย โคลิน เฟิร์ธ) อาจารย์สอนภาษาอังกฤษในมหาวิทยาลัยที่สูญเสียคนรักอย่างจิม (รับบทโดย แมทธิว กู้ด) ไปด้วยอุบัติเหตุรถคว่ำ และต้องเผชิญกับความเศร้าโศกเพียงลำพัง แม้จะมีชาร์ล็อต (รับบทโดย จูเลียน มัวร์) เพื่อนสาวผู้แอบรักคอยดูแลอยู่ห่างๆ แต่ก็มิอาจบรรเทาความโศกาในใจได้ ภาพยนตร์เรื่องนี้นอกจากจะส่งต่อความเหงา เคว้งคว้างได้อย่างมีมิติแล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งผลงานที่ถ่ายทอดเรื่องของสไตล์ออกมาได้อย่างสวยงาม ไม่ว่าจะเป็นมุมกล้อง โทนสี เครื่องแต่งกาย รวมไปถึง setting ของหนังเอง

บ้านของจอร์จในเรื่องนั้นเป็นลักษณะของบ้านชั้นเดียวที่มาพร้อมกลับฟังก์ชั่นบานประตูแบบหมุนพร้อมกระจกใสบานโต พร้อมกับคุณสมบัติโปร่งใสของตัวโครงสร้างอาคารที่มีกระจกรอบด้าน อันเป็นผลงานการออกแบบบ้านในแคลิฟอร์เนียของ John Lautne สถาปนิกชาวอเมริกัน ผู้เลื่องชื่อในการออกแบบที่อยู่อาศัยสไตล์โมเดิร์น ที่แม้จะไม่สูงโปร่งแต่ก็เป็นเทคนิคที่เพิ่มพื้นที่ทางความรู้สึกได้อย่างน่าสนใจ นอกเหนือไปจากนี้วัสดุที่ใช้เป็นองค์ประกอบของเฟอร์นิเจอร์ยังเป็นไม้โดยส่วนมากพร้อมกับแสงไฟแบบวอร์มไลท์ (warm light) ทำให้เกิดความรู้สึกอบอุ่นได้อย่างถนัดตาอันสังเกตได้จากฉากที่จอร์จและจิมนั่งอ่านหนังสือร่วมกับบนโซฟา แต่ความนิ่งเงียบ อันแอบอิงกับธรรมชาติของตัวบ้านเองก็ส่งความรู้สึกเศร้าโศก เงียบเหงาได้อย่างน่าฉงนกับช่วงเวลาที่จิมได้จากไปแล้ว จึงนับได้ว่าเป็นฉากหลักที่ส่งอารมณ์สองขั้วตรงข้ามในคราเดียวกันได้อย่างเป็นธรรมชาติ

Related Stories

Mid-Century Modern Interior
Art & Design
ตกแต่งภายในสไตล์ “Mid-Century Modern” กับวิธีประยุกต์ใช้ในบ้านเมืองร้อน
แต่งบ้านให้สวยย้อนยุค หรือจะแต่งให้ดูคลาสสิคร่วมสมัย กับสไตล์ที่ครั้งหนึ่งพลิกกระแสนิยมและมีอิทธิพลต่องานดีไซน์ร่วมสมัยจวบจนปัจจุบัน
Read More
Movies
QUENTIN TARANTINO’S MOST UNDERRATED FILMS
เตรียมพร้อมสู่ Once Upon A Time In Hollywood ไปกับเรื่องราวของผู้กำกับ เควนติน แทแรนติโน และผลงานที่ “ดีแต่ไม่ดัง” ที่ถูกมองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย
Read More
Movies
MASTERPIECES OF CINEMATOGRAPHY THROUGH THE 4 MOVIES WE LOVE
4 กำกับศิลป์คุณภาพ อันแฝงด้วยเรื่องราวของศิลปะระดับตำนาน
Read More
©️ 2021 W Trading Co., Ltd.