Keanu Reeves and River Phoenix

People

มิตรภาพที่ทำให้ “คีอานู รีฟส์” กลายเป็นนักแสดงนิสัยดีที่สุดในฮอลลีวูด

21 December 2020

บทความโดย Priewpan Saenlawan, Senior Writer, W. MINISTRY

ภาพประกอบโดย Chanyanee Larbaram, Visual Designer, W. MINISTRY

คำว่า "เพื่อน" ที่แม้ความตายก็ไม่อาจทำลายลงได้

“A real friend is one who walks in when the rest of the world walks out.”

– Walter Winchell

ว่ากันว่ามิตรแท้นั้นหาได้ยากยิ่ง ราวกับขุมทรัพย์ล้ำค่าที่ถูกซุกซ่อนไว้อย่างมิดชิด โดยเฉพาะในฮอลลีวูดที่ใครต่อใครเรียกขานว่าเป็น “วงการมายา” เบื้องหน้าอาจจะเต็มไปด้วยแสงสี ความตระการตา และเรื่องราวชวนฝัน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันคือสังเวียนแห่งการชิงดีชิงเด่น ทุกคนอยากประสบความสำเร็จ โด่งดังเป็นซูเปอร์สตาร์ด้วยกันทั้งนั้น

อย่างไรก็ตามฮอลลีวูดก็ไม่ใช่สถานที่เลวร้าย แห้งแล้งความจริงใจขนาดนั้น เพราะท่ามกลางความฉาวโฉ่ทั้งหลาย ก็ยังคงมีมิตรภาพอันสวยงามอยู่บ้าง…เรื่องราวที่เราหยิบยกมาเล่าในครั้งนี้ก็เช่นกัน 

ทุกครั้งที่มีการจัดลิสต์เพื่อนรักแห่งฮอลลีวูด ไม่ว่าจะจากสำนักไหนก็ต้องมีชื่อของ คีอานู รีฟส์ กับ ริเวอร์ ฟินิกซ์ ปรากฏอยู่ในอันดับต้นๆ เสมอ

เชื่อว่าทุกคนคงรู้จัก คีอานู รีฟส์ กันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว เพราะปัจจุบันเขาคือซูเปอร์สตาร์อันดับต้นๆ ของฮอลลีวูด จากผลงานจักรวาลนักฆ่า John Wick ที่กำลังพุ่งแรงสุดๆ รวมถึง The Matrix 4 ที่กำลังจะกลับมาทวงบัลลังก์อีกครั้งใน 1-2 ปีข้างหน้า

แล้ว ริเวอร์ ฟินิกซ์ ล่ะ เขาคือใคร?

หลายคนอาจจะลืมเลือนชื่อของเขาไปแล้ว ส่วนเด็กรุ่นใหม่ก็คงไม่รู้จักเขา ทว่าหากย้อนกลับไปเมื่อ 3 ทศวรรษก่อน ริเวอร์ คือหนึ่งดาวรุ่งพุ่งแรงที่สุดของฮอลลีวูด เขาเป็นเด็กหนุ่มนัยน์ตาเศร้าที่ได้รับการคาดหมายว่าจะกลายเป็นซูเปอร์สตาร์คนต่อไป 

ในทศวรรษ 90 คีอานู กับ ริเวอร์ คือเพื่อนซี้ที่มักจะปรากฏในหน้าสื่อเป็นแพ็คคู่เสมอ อีกทั้งยังมีผลงานแสดงภาพยนตร์ด้วยกัน มิตรภาพที่ทั้งคู่มอบให้แก่กันนั้นยิ่งใหญ่จนไม่สามารถมีสิ่งใดพรากไปได้…แม้กระทั่งความตาย


เด็กหนุ่มผู้แตกสลาย

ชีวิตของ คีอานู กับ ริเวอร์ อาจจะเริ่มต้นขึ้นในคนละฟากโลก ทว่าทั้งคู่กลับมีบางอย่างที่คล้ายคลึงกัน….

คีอานู รีฟส์ ลืมตาดูโลกเมื่อปี 1964 ณ กรุงเบรุต ประเทศเลบานอน แม่ของเขาเป็นชาวอังกฤษ ส่วนคุณพ่อสืบเชื้อสายชาวฮาวาย ก่อนที่ทั้งคู่จะย้ายมาตั้งรกรากในดินแดนตะวันออกกลางแห่งนี้

ชีวิตวัยเด็กของ คีอานู ตรงข้ามกับคำว่า “เติบโตมาอย่างมีความสุข” โดยสิ้นเชิง เนื่องจากคุณพ่อของเขาซึ่งมีพฤติกรรมชอบใช้ความรุนแรง ดื่มสุรา และใช้ยาเสพติด ทิ้งครอบครัวไปอย่างไร้เยื่อใยตั้งแต่ คีอานู อายุได้ 3 ขวบ 

เมื่อขาดเสาหลักของครอบครัวไป ทำให้ คีอานู คุณแม่ และน้องสาวที่ป่วยเป็นโรคลูคิเมียต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก พวกเขาตระเวนไปในหลายประเทศทั่วโลก คุณแม่ของเขาแต่งงานใหม่อีกหลายครั้ง  ก่อนจะลงหลักปักฐานที่เมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา

ครั้งสุดท้ายที่ คีอานู ได้เจอคุณพ่อคือในปี 1977 โดยเขาได้ออกมาเล่าถึงเรื่องราววันดังกล่าวในภายหลังว่า

“ครั้งสุดท้ายที่พวกเราเจอกัน พวกเราเพียงแค่นั่งบนระเบียงและจ้องมองไปยังท้องฟ้าอันมืดมิด พวกเราแทบไม่พูดอะไรกันเลยแม้แต่คำเดียว ก่อนที่วันรุ่งขึ้นเขาจะพาผมไปส่งที่สนามบิน โบกมือลากัน และหลังจากนั้นพวกเราก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย”

พ่อของ คีอานู โดนตำรวจจับกุมในปี 1994 ในข้อหาครอบครองโคเคนและยาเสพติดอีกหลายชนิด ซึ่งนั้นอาจจะเรียกได้ว่าเป็นการยุติความสัมพันธ์ระหว่างกันไปอย่างสิ้นเชิง

วิบากกรรมของ คีอานู ยังไม่สิ้นสุด เพราะหลังจากนั้นเมื่อเข้าสู่วัยเรียน เขายังต้องย้ายโรงเรียนอีกไม่ต่ำกว่า 3-4 ครั้ง อีกทั้งยังเคยถูกไล่ออกอีกด้วยเนื่องจากโรคความบกพร่องในการอ่านหนังสือ ทำให้ผลการเรียนของเขาไม่ดีนัก ตามมาด้วยการถูกเพื่อนคนอื่นๆ ล้อเลียน 

สิ่งเดียวที่เขาทำได้ดีคือกีฬา โดยเฉพาะฮอกกี้น้ำแข็ง ที่ถึงขั้นติดทีมโรงเรียน ดังนั้นความฝันในวัยเด็กของ คีอานู คือการเป็นนักกีฬาอาชีพที่ประสบความสำเร็จ หาเงินมาเลี้ยงดูครอบครัวให้อยู่อย่างมีความสุขได้ แต่สุดท้ายด้วยอาการบาดเจ็บเรื้อรัง ความฝันดังกล่าวถูกเก็บใส่ลิ้นชักไป

คีอานู ไม่เคยหยุดฝัน เขาเพียงแค่จำเป็นต้องเบนเข็มไปหาความฝันที่เป็นไปได้เท่านั้น ซึ่งคือการเป็นนักแสดง เขาจริงจังกับมันถึงขั้นลาออกจากโรงเรียนมัธยมปลายเพื่อเดินหน้าบนถนนเส้นนี้อย่างเต็มที่ 

“ผมรู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากๆ ที่รู้ว่าตัวเองอยากทำอะไรตั้งแต่เด็กๆ และในตอนนั้นผมก็มีความทะเยอทะยานอย่างมากที่จะทำในให้เป็นจริง” คีอานู กล่าวย้อนความหลัง ท่ามกลางชีวิตที่ไม่สมบูรณ์ แต่เขาในตอนนั้นก็ยังคงมองโลกในแง่ดีอย่างเต็มเปี่ยม 

ชีวิตในฮอลลีวูดช่วงแรกของ คีอานู ก็ไม่ต่างจากคนอื่นๆ ที่ไม่มีทั้งชื่อเสียงและเงินทอง เขาต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อมีชีวิตรอดให้ได้ อาศัยเงินเพียงน้อยนิดจากการรับบทสมทบเล็กๆ 

“ผมพยายามอย่างยิ่งเพื่อเอาชีวิตรอด และได้แต่หวังว่าชีวิตของผมจะไม่เลวร้ายไปกว่านี้” คีอานู กล่าว

ชีวิตของ คีอานู ถึงจุดพลิกผัน (ในแง่ดี) ในปี 1986 จากการที่เขาได้เล่นภาพยนตร์เรื่อง River’s Edge และ Bill & Ted ซึ่งทั้งสองเรื่องประสบความสำเร็จทั้งในแง่รายได้และคำวิจารณ์ รวมถึงการแสดงของเขาในเรื่องที่ถือว่าทำได้ดี ทำให้หลังจากนั้นงานแสดงต่างๆ ก็หลั่งไหลมาอย่างไม่ขาดสาย ชีวิตที่เคยประสบแต่ความยากลำบากมาโดยตลอด ในที่สุดก็เริ่มลืมตาอ้าปากได้เสียที

และในปี 1989 คีอานู ก็ได้มาแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Parenthood….

เช่นเดียวกับ คีอานู รีฟส์ ชีวิตในวัยเด็กของ ริเวอร์ ฟินิกซ์ นั้นเลวร้ายไม่แพ้กัน…ไม่สิต้องบอกว่าเลวร้ายกว่าด้วยซ้ำไป

ริเวอร์ เกิดมาในครอบครัวชาวอเมริกันบุปผาชน พ่อแม่ของเขาใช้ชีวิตเยี่ยงฮิปปี้ ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ทำให้นับตั้งแต่ลืมตาดูโลก เขาต้องระเห็จตามพ่อแม่ไปในทุกที่ ทั้งในสหรัฐอเมริกา เปอร์โตริโก และเวเนซูเอลา ราวกับชื่อริเวอร์ที่แปลว่าสายน้ำซึ่งมีที่มามาจาก River of Life จากหนังสือเรื่อง Siddhartha ของ เฮอร์มานน์ เฮสเส ส่วนชื่อกลางของเขาคือ จู๊ด มาจากเพลง Hey Jude เพลงฮิตของ The Beatles

“บางครั้งผมก็แค่อยากมีชีวิตแบบเด็กๆ ทั่วไป แต่เมื่อผมได้เริ่มสนิทสนมกับใครสักคน ในไม่ช้าเราก็ต้องบอกลากัน” ริเวอร์ กล่าวถึงความเจ็บปวดในวัยเยาว์ 

การที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมแบบนี้ทำให้ ริเวอร์ ไม่เคยได้รับการศึกษาตามเกณฑ์มาตรฐาน หนำซ้ำพ่อแม่ของเขาเข้าร่วมลัทธิ Children of God กลุ่มลัทธิทางศาสนาซึ่งอ้างว่าส่งเสริมการมอบความรักของพระเจ้า แต่ความจริงที่เลวร้ายคือลัทธินี้ใช้วิธีการล่อลวงทางเพศ เพื่อเผยแพร่ลัทธิ ทำให้เกิดข่าวลือว่า ริเวอร์ ถูกล่วงละเมิดทางเพศตั้งแต่เพียงแค่ 4 ขวบเท่านั้น

ครอบครัวของเขาออกจากลัทธินี้ในปี 1977 ก่อนที่จะหันมาใช้ชีวิตแบบชาววีแกน และนี่อาจเป็นสาเหตุสำคัญให้ต่อมาเมื่อ ริเวอร์ กลายเป็นนักแสดงชื่อดัง เขาจึงกลายเป็นกระบอกเสียงคนสำคัญของเรื่องวีแกนและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

หลังจากตระเวนใช้ชีวิตไปหลายที่ ในปี 1979 ครอบครัวของ ริเวอร์ ก็ได้มาลงหลักปักฐานที่เมืองลอสแอนเจลิส พร้อมเปลี่ยนนามสกุลเป็น ฟินิกซ์ ตามนกในเทพนิยายที่เกิดใหม่ได้จากเถ้าถ่าน 

แม้ว่าจะไม่เคยได้รับการศึกษาอย่างเหมาะสม แต่ ริเวอร์ รักการเรียนรู้และเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์เฉพาะตัว เขามีทักษะทางด้านดนตรี โดยเขามักจะไปเล่นดนตรีเปิดหมวกกับน้อง ๆ เพื่อหาเงินเลี้ยงครอบครัว ซึ่งต่อมาริเวอร์ก็ได้ตั้งวง Aleka’s Attic กับ เรน ฟีนิกซ์ (Rain Phoenix) น้องสาวของเขาในปี 1987

นอกจากนั้นการได้อยู่ในลอส แอนเจลิส ประกอบกับหน้าตาของ ริเวอร์ ที่หล่อเหลา มีดวงตาสีฟ้าที่เปี่ยมด้วยความดื้อรน แฝงความเศร้าอยู่ในที และบุคลิกเซอร์ๆ ทำให้ใครหลายคนต่างบอกว่า “นี่แหละคือ เจมส์ ดีน คนต่อไป” ทำให้ ริเวอร์ เข้าตาแมวมอง โดนชักชวนเข้าสู่วงการแสดงในที่สุด

ริเวอร์มีความสามารถอันโดดเด่นตั้งแต่ผลงานชิ้นแรกที่แสดงซีรีส์เรื่อง Seven Brides for Seven Brothers ซึ่งมี วาคีน น้องชายของเขาร่วมแสดงด้วย และเริ่มเป็นที่จับตาในเรื่อง Explorers (1985) ที่เขาได้รับรางวัล Young Artist Award

อย่างไรก็ตามถ้าถามว่าผลงานการแสดงเรื่องไหนที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จและแจ้งเกิดกลายเป็นดาวดวงต่อไปของฮอลลีวูด แน่นอนว่าคำตอบเพียงหนึ่งเดียวคงหนีไม่พ้นการรับบทนำในหนึ่งภาพยนตร์ Coming of Age ที่ดีที่สุดตลอดกาล ดัดแปลงมาจากผลงานเขียนของสตีเฟ่น คิง เรื่อง Stand by Me

ร็อบ ไรเนอร์ ผู้กำกับเรื่อง Stand by Me ได้เผยว่า 

“ผมรู้ทันทีว่าเด็กคนนี้เป็นเด็กพิเศษ เขาทั้งเล่นดนตรีได้ มีเสน่ห์ และฉลาด ผมถึงกับทึ่งที่ ริเวอร์ นำเสนอความเปราะบางของตัวเองออกมาอย่างไม่ปิดบัง”

ถึงจะเริ่มมีชื่อเสียงโด่งดังจาก Stand by Me ทำให้ ริเวอร์ มีเงินมาจุนเจือครอบครัว ให้พี่น้องทุกคนได้มีชีวิตอย่างสุขสบาย แต่ตัวเขาเองกลับไม่ได้รู้สึกมีความสุขเพิ่มขึ้นเลยแม้แต่น้อย

“มันง่ายใช่ไหมสำหรับการเป็นคนมีชื่อเสียงในฮอลลีวูด แต่สำหรับผมมันไม่ง่ายเลย” ริเวอร์ กล่าวในการให้สัมภาษณ์หลังจากที่เขามีชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ จากบทบาทการแสดงในเรื่อง Running on Empty

ในปี 1989 วาคีน ฟินิกซ์ น้องชายของเขาได้มีโอกาสแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Parenthood รวมถึง มาร์ธา พลิมป์ตัน แฟนสาวของเขาด้วย ทำให้ ริเวอร์ ได้มีโอกาสแวะเวียนไปยังกองถ่ายอยู่บ่อยครั้ง….

มิตรภาพที่เบ่งบาน

ใช่…คีอานู กับ ริเวอร์ เจอกันครั้งแรกในกองถ่ายภาพยนตร์เรื่อง Parenthood ปี 1989 และอาจจะเพราะพวกเขาผ่านเรื่องราวที่คล้ายคลึงกันมา ต่างคนต่างเก็บซ่อนความเจ็บปวดครั้งอดีตไว้เช่นเดียวกัน ดอกไม้แห่งมิตรภาพจึงเบ่งบานอย่างรวดเร็ว ถึงแม้ คีอานู จะมีอายุมากกว่าถึง 6 ปีก็ตาม

“ผมรู้จักคีอานูผ่านแฟนเก่าผม มาร์ธา (พลิมป์ตัน) ในระหว่างที่พวกเขาเล่นเรื่อง Parenthood ด้วยกัน แล้วจากนั้นเราก็ได้ร่วมงานกันในเรื่อง I Love You to Death ผมโคตรชอบเขาเลย รู้สึกเลยว่าอยากเล่นหนังด้วย เขาเป็นเหมือนพี่ชายผม” 

“คนคนหนึ่งที่เราบอกความลับได้ทุกเรื่อง คนที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจ คนที่เรารัก คนที่เราแคร์ คีอานู นี่แหละสุดซี้ของผม” ริเวอร์ กล่าวถึงเพื่อนสนิทคนใหม่ของเขา 

ส่วน คีอานู ก็ไม่น้อยหน้า เขาได้กล่าวถึง ริเวอร์ไว้ว่า 

“ไม่ต้องสงสัยเลยว่าในตอนนั้นเขาคือเพื่อนสนิทที่สุดของผม พวกเราได้แบ่งปันกันทั้งเรื่องจิตวิญญาณ มุมมองต่องานศิลปะ เขามีความเป็นศิลปินที่ไม่เหมือนใครจริงๆ”

หลังจากนั้นภาพของ คีอานู และ ริเวอร์ ที่ตัวติดกันเป็นปาท่องโก๋ ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด รวมถึงการปรากฏตัวในสื่อ จึงเป็นภาพที่เห็นได้อย่างชินตา และทุกคนต่างก็ชื่นชอบในมิตรภาพอันสวยงามนี้ เนื่องจากทัศนคติของพวกเขาที่ไม่พิศมัยความเด่นดัง ทั้งๆ ที่ต่างมีคุณสมบัติพร้อมเป็นซูเปอร์สตาร์แต่นิยมการอยู่อย่างติดดิน ทั้งยังนอบน้อมถ่อมตัวต่อทุกคนในกองถ่าย

หลักฐานความสนิทสนมกลมเกลียวของพวกเขายิ่งปรากฏชัดตรงหน้าในวันที่ Interview Magazine ได้นัดสัมภาษณ์ทั้งคู่หลังเกิดกระแสความฮือฮาของสองคู่หูขวัญใจวัยโจ๋ในฮอลลีวูด และสิ่งที่ตัวแทนสัมภาษณ์ได้เห็นก็คือแฝดคนละฝาที่ชอบพูดแทรกกันและกัน แต่เพื่อช่วยต่อประโยคของอีกฝ่ายให้จบ เมื่ออยู่ด้วยกันพวกเขาต่างเป็นตัวของตัวเอง กล้าแสดงออกอย่างเต็มที่ มีแต่ช่วยผลักดันกันและกัน พาให้ต่างคนได้ลับคมพรสวรรค์ เวลาคิดทำอะไรก็นึกถึงอีกฝ่ายเสมอ แบบอย่างการเป็นเพื่อนแท้ที่หาได้ยากยิ่ง

ช่วงหนึ่งในบทสัมภาษณ์มีการกล่าวถึงการเล่นภาพยนตร์ที่ดัดแปลงมาจากนิยายของ วิลเลี่ยม เช็คสเปียร์ และ ริเวอร์ ได้กล่าวออกมาว่า 

“เออ Romeo and Juliet ก็ได้ เอ็งเป็นโรมีโอ เดี๋ยวข้าเป็นจูเลีตให้เอง”

ก่อนที่หลังจากนั้นเรื่องราวมิตรภาพของทั้งคู่จะยิ่งโด่งดังขึ้นไปอีกเมื่อพวกเขาได้รับเล่นบทนำในภาพยนตร์เรื่อง My Own Private Idaho ด้วยกัน….

จาก Idaho ถึง Viper Room

คีอานู คือคนที่ได้รับบทภาพยนตร์เรื่อง My Own Private Idaho ก่อนเป็นคนแรก และหลังจากอ่านมันจบ เขาก็รู้สึกชื่นชอบมันมาก และเขามั่นใจว่าคนที่เหมาะสมที่สุดที่จะมารับบทนำคู่กันในเรื่องราวที่ว่าด้วยผู้ชายขายบริการทางเพศ 2 คนนั้นจำเป็นต้องเป็น ริเวอร์ ฟินิกซ์ เท่านั้น 

เมื่อมั่นใจเช่นนั้น คีอานู ก็ไม่รอช้า เขาสตาร์ตเครื่องมอเตอร์ไซค์คู่ใจ ก่อนที่จะออกเดินทางไกลเป็นระยะทางกว่า 1,000 ไมล์เพื่อส่งมอบบทนี้ให้ ริเวอร์ ด้วยตัวเอง 

“เราตกลงกันว่า ‘ถ้าเอ็งเล่น ข้าก็เล่น ถ้าเอ็งไม่เล่น ข้าก็ไม่เล่น’ แล้วเราก็จับมือกัน จบข่าว” ริเวอร์ กล่าวเมื่อได้อ่านบท

ด้วยเหตุนี้ My Own Private Idaho จึงได้เริ่มต้นขึ้น และมันก็ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ส่งผลให้ลักษณ์ความเป็นคู่ซี้ของทั้งคู่ยิ่งชัดเจนลงไปในหัวใจของผู้คนมากขึ้นไปอีก รวมถึงมิตรภาพของทั้งคู่ที่ยิ่งแน่นปึ้กขึ้นระหว่างการถ่ายทำ

“ฉากรอบกองไฟมาจากการตระเตรียมนอกบทของผมกับคีอานูเองทั้งนั้น ยิ่งเราดำดิ่ง เราก็ยิ่งเข้าถึงหนัง จนเมื่อถึงคราวต้องถ่ายฉากสุดท้าย เราก็ดำลึกไปเกินกว่าขอบเขตของบทหนังแล้ว” ริเวอร์ กล่าวถึงฉากสำคัญใน My Own Private Idaho ที่ทุกคนน่าจะจดจำได้เป็นอย่างดี

ทว่าในช่วงการถ่ายทำ My Own Private Idaho นี้เองที่ลางร้ายเริ่มปรากฏ…

จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครทราบเหตุผลที่แน่ชัดของการที่ ริเวอร์ พาตัวเองเข้าสู่โลกแห่งยาเสพติดอันมืดมิด เพราะถึงจะเป็นนักแสดงดังแต่ ริเวอร์ไม่เคยหลงแสงสี เขายังใช้ชีวิตสนิทกับน้อง ๆ อย่างเรียบง่ายเหมือนที่เป็นมาโดยตลอด อาจจะเป็นเพราะบาดแผลในวัยเด็กที่ไม่เคยจางหาย ประกอบกับยุคสมัยนั้นยาเสพติดในวงการบันเทิงนั้นหาง่ายราวกับลูกกวาด…ไม่มีใครรู้

“ผมรู้จักด้านหนึ่งของชีวิตของเขาซึ่งไม่มีใครล่วงรู้ และนั่นก็คือด้านที่เขาใช้ยา ผมคิดว่ามันทำให้เขาผ่อนคลาย” ริค รีโฮอา เอเย่นต์ขายยาเสพติดที่ ริเวอร์ เป็นลูกค้าเผยในภายหลัง

ทุกอย่างดำเนินไปอย่างปกติ จนกระทั่งวันที่ 31 ตุลาคม ปี 1993

ในคืนนั้น ริเวอร์ ได้มาท่องราตรีในผับชื่อ Silver Lake ย่านเวสต์ฮอลลีวูด และทันทีที่เขาเปิดประตูเข้าไปในร้าน พยานทุกคนที่เห็นเหตุการณ์ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวว่า ริเวอร์ ไม่ได้อยู่ในสภาพปกติอย่างที่เขาควรจะเป็น รวมถึง ลีโอนาโด ดิ คาปริโอ นักแสดงหนุ่มชื่อดัง ที่ได้พบเจอเขาในระยะประชิดด้วย

ลีโอนาโด มี ริเวอร์ เป็นไอดอลในเรื่องการแสดง ทว่าทั้งสองไม่เคยพบเจอกันเลยสักครั้ง เขาจึงรู้สึกตื่นเต้นอย่างมากที่บังเอิญได้เจอ ริเวอร์ ที่ Silver Lake แต่ทุกอย่างก็ไม่เป็นอย่างที่คิด

“คืนหนึ่งในปาร์ตี้ที่ Silver Lake ผมเห็นเขาเดินขึ้นบันไดมา มันให้ความรู้สึกเหมือนกับหนัง Vertigo เพราะผมเห็นบางอย่างในใบหน้าของเขา ผมไม่เคยเจอเขา ผมอยากเจอเขามาตลอด ผมอยากพููดคุยกับเขา เขาเดินมาทางผมแล้วผมก็ตัวแข็งไปเลย จากนั้นฝูงชนก็แยกผมออกจากเขา ผมหันหลังกลับไปเขาหายไปแล้ว” 

แม้ว่า ริเวอร์ จะหายไป แต่ ลีโอนาร์โด ก็ไม่ละความพยายาม เขาตามหาว่าริเวอร์ไปไหน และก็ได้รู้ว่าริเวอร์ไปที่ The Viper Room และเสียชีวิตที่นั่น ซึ่งทำให้ลีโอนาร์โดช็อกมาก

“ผมไม่รู้จะอธิบายออกมายังไงดี แต่มันมีบางสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วทำให้ผมรู้สึกว่าเขาหายตัวไปต่อหน้าต่อตาผม และโศกนาฎกรรมที่เกิดขึ้นมันทำให้ผมรู้สึกว่าผมสูญเสียบุคคลที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับผมและเพื่อน ๆ ไป  ผมยังจำได้แม่นว่าผมยื่นมือไปหาเขา จากนั้นมีคนสองคนเดินเข้ามาขวางทางผม แล้วพอผมมองอีกที เขาก็ไม่อยู่แล้ว..” 

ริเวอร์ ฟินิกซ์ ด่วนจากโลกนี้ไปในวัยเพียงแค่ 24 ปี จากการเสพยาเกินขนาด ร่างของเขาล้มพับลง ณ ผับ Viper Room และก็ไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย…เป็นอีกครั้งที่ฮอลลีวูดต้องสูญเสียดาวจรัสแสงด้วยน้ำมือของยานรก

ก้าวเดินต่อไป

แน่นอนว่าการจากไปของ ริเวอร์ นำมาซึ่งความโศกเศร้า และคราบน้ำตาที่ไหลรินออกมาราวกับฝนที่ตกลง ณ ฮอลลีวูด ลีโอนาโด ถึงกับปฏิญาณกับตัวเองว่าชีวิตนี้เขาจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดเด็ดขาด…แต่มันก็เทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่เพื่อนรักที่สุดของ ริเวอร์ รู้สึก

31 ตุลาคม 1993 คือหนึ่งในวันที่ คีอานู รีฟส์ ใจสลายที่สุดในชีวิต…

หากไม่เกิดโศกนาฏกรรมนี้ขึ้น คงไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่าสองคนนี้มีสิทธิ์จะร่วมกันสร้างผลงานตราตรึงอีกมากมาย ริเวอร์ ในเวลานั้นคือดาวโรจน์อนาคตไกลที่ใครๆ ต่างมอบสมญา เจมส์ ดีน คนใหม่ เขาทำให้ คีอานู ได้ค้นพบเพื่อนรู้ใจในแบบที่ไม่เกิดขึ้นอีกเลยตลอดชีวิตจากนั้น

“เขาคือมนุษย์และนักแสดงที่น่าทึ่ง พวกเราเข้ากันได้ดีและผมคิดถึงเขา ผมคิดถึงเขาอยู่เสมอๆ เลย” 

“เขาเหมือนพี่ชายผมที่อายุน้อยกว่า ผมรัก ริเวอร์ เสมอ เขาคือเพื่อนที่ดีที่สุดของผม” คีอานู กล่าวถึงเพื่อนรัก

โศกนาฏกรรมของ คีอานู ยังไม่สิ้นสุดเพียงเท่านี้ เพราะหลังจากนั้น เจนิเฟอร์ ไซม์ แฟนสาวของ คีอานู ก็ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตตามไปอีกคน รวมถึงก่อนหน้านั้นที่เธอแท้งลูกของเขาด้วย เรียกได้ว่าหลังจากการตายของ ริเวอร์ คีอานู ก็จมดิ่งสู่ห้วงแห่งความเศร้าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

“ความโศกเศร้าได้เปลี่ยนรูปแบบออกไป แต่มันก็ยังคงไม่มีวันที่จะจางหายไป” คีอานู กล่าว

จากเรื่องราวแสนสาหัสทั้งหมดนี้ ทำให้คีอานู เลิกสนใจสุขภาพ และงานแสดงไปพักใหญ่ๆเลยทีเดียว เขาดื่มเหล้า สูบบุหรี่ และเดินเตร็ดเตร่อย่างไร้จุดหมายในแต่ละวัน

“เขาเก็บซ่อนความเจ็บปวดไว้มากเหลือเกิน” ซานดรา บูลล็อก นักแสดงสาว กล่าวถึงเพื่อนของเธออย่าง คีอานู รีฟส์

อย่างไรก็ตามเมื่อฝนได้โหมกระหน่ำลงมา ไม่ว่ามันจะยาวนานแค่ไหน แต่ท้ายที่สุดท้องฟ้าก็ยังคงมีรุ้งสวยงามรออยู่เสมอ ชีวิตของ คีอานู ก็เช่นกัน

“สิ่งที่ผู้คนไม่รู้เกี่ยวกับตัวผมก็คือผมเป็นโรคซึมเศร้าในช่วง 2-3 ปีก่อนหน้านี้ ผมไม่เคยบอกใครเลย ตอนนั้นผมต้องต่อสู้เพื่อหลุดออกจากภาวะซึมเศร้านั้น คนที่ฉุดตัวผมจากความสุขก็คือตัวผมเอง ทุกๆวันมีค่า ดังนั้นจงใช้มันอย่างมีค่า ไม่มีอะไรแน่นอนสำหรับวันพรุ่งนี้ จงใช้ชีวิตในวันนี้เถอะ”

“พลังงานด้านบวกนำความรู้สึกที่ดีและพลังงานมืดมักจะหมายถึงอันตราย แต่การทำลายล้างในพลังงานมืดก็มีแง่มุมที่ลึกซึ้ง บางครั้งไฟป่าก็มีประโยชน์ บางครั้งศัตรูก็เป็นครูที่ดีที่สุด เราสามารถเรียนรู้จากความผิดพลาดของพวกเขา การถูกทำลายบางครั้งก็หมายความถึงการเกิดใหม่”

หลังจากนั้น คีอานู ก็กลับมาเจิดจรัสอีกครั้งทั้งในฐานะนักแสดงซูเปอร์สตาร์ รวมถึงการเป็นนักแสดงที่นิสัยดีที่สุดในฮอลลีวูดอีกด้วย ความสูญเสียทั้งหมดทำให้เขาตระหนักว่าชีวิตคนเรามันก็เท่านี้ ไม่มีอะไรอยู่เป็นนิรันดร์ สิ่งที่ดีที่สุดที่ทำได้ในขณะยังมีชีวิติยู่คือการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อคนอื่น

และนี่คือตัวอย่างสิ่งที่เขาทำ

-ให้เงิน 20,000 เหรียญฯ เป็นของขวัญคริสมาสต์สำหรับทีมงานคนหนึ่ง ซึ่งกำลังมีปัญหาเรื่องเงิน

-ออกเงินซื้อรถมอเตอร์ไซค์ อาร์เลย์ เดวิดสัน อย่างที่ตัวเองชอบให้กับทีมสตั้นในหนัง The Matrix ทุกคน เป็นน้ำใจหลังร่วมงานกันมาอย่างยาวนาน 

– ในตอนที่รับแสดง The Devil’s Advocate ยอมหักค่าตัว 2 ล้านเหรียญฯ เพื่อให้ผู้อำนวยการสร้างมีเงินเหลือพอจ้าง อัล ปาชิโน

-บริจาคเงินกว่า 5 ล้านเหรียญฯ ให้กับโรงพยาบาลที่รักษาน้องของตัวเองจนหายดี และได้ตั้งมูลนิธิซิกคิดส์ (SickKids Foundation)องค์กรสแตนด์อัพทูแคนเซอร์ (Stand Up to Cancer) รวมทั้งจัดตั้งองค์กรการกุศลของตัวเอง แต่เลือกที่จะไม่ใช้ชื่อตัวเองเป็นชื่อมูลนิธิ

“เงินคือสิ่งสุดท้ายที่ผมจะนึกถึงครับ เท่าที่มีตอนนี้ก็พอจะทำให้ผมอยู่ได้ไปอีกซัก 100 ปีแล้ว” คีอานู กล่าว

นอกจากนั้นภาพที่ทุกคนเห็นได้บ่อยครั้งคือ คีอานู ใช้ชีวิตอย่างสมถะ ขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดิน หรือนั่งรับประทานอาหารร่วมกับคนไร้บ้านอย่างไม่ถือตัว

นี่แหละคือ คีอานู รีฟส์ นักแสดงที่นิสัยดีที่สุดในฮอลลีวูด…และไม่แน่ว่าถ้าชีวิตนี้เขาไม่ได้เจอกับ ริเวอร์ ฟินิกซ์ คีอานู ที่ทุกคนรู้จักอาจจะไม่ได้เป็นแบบนี้ก็เป็นได้

Related Stories

Leslie Chueng
People
ชีวิตดั่งนกไร้ขาและการจากไปดั่งเรื่องโกหกของ “เลสลี่ จาง”
ภายใต้ความเศร้าในดวงตาของ "เทพบุตรอันธพาล"
Read More
George Best
People
จอร์จ เบสต์ เทพบุตรลูกหนังหัวใจร็อคแอนด์โรล ต้นฉบับนักฟุตบอลสายเพลย์บอย
เส้นทางในโลกลูกหนังและวีรกรรมสุดโลดโผนของนักฟุตบอลฉายา ‘The Beatles คนที่ 5’
Read More
GIORGIO-ARMANI-Feature
People
GIORGIO ARMANI: ผู้ปฏิวัติธุรกิจแฟชั่นแห่งยุค ’80s ให้ทั่วโลกสดุดีในวลี ‘Made in Italy’
เปิดกระดานศึกษาการวางหมากในเกมชีวิตและธุรกิจของ เดอะ ก็อดฟาเธอร์แห่งวงการแฟชั่น
Read More
©️ 2021 W Trading Co., Ltd.