Leslie Chueng

People

ชีวิตดั่งนกไร้ขาและการจากไปดั่งเรื่องโกหกของ “เลสลี่ จาง”

18 December 2020

บทความโดย Priewpan Saenlawan, Senior Writer, W. MINISTRY

 

ภายใต้ความเศร้าในดวงตาของ "เทพบุตรอันธพาล"

“ผมเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับนกไร้ขาที่ได้แต่บินและบินและบิน เหนื่อยนักก็พักนอนกลางสายลม เท้าของมันสัมผัสพื้นเพียงครั้งเดียวเท่านั้นในชีวิต นั่นคือวันที่มันตาย”  ยัดดี้ ตัวละครจากภาพยนตร์เรื่อง Days of Being Wild (1990) ที่รับบทโดย เลสลี่ จาง กล่าวออกมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่ากลับสะกดผู้ชมได้อย่างอยู่หมัด 

อาจเพราะชีวิตจริงของ เลสลี่ จาง ที่เบื้องหน้ามากมายด้วยชื่อเสียง เงินทอง เกียรติยศ แต่ภายในใจกลับเต็มไปด้วยบาดแผล และต้องทนทุกข์ระทมถึงวันสุดท้ายของชีวิต…ไม่ต่างอะไรจากเจ้านกไร้ขาผู้น่าสงสาร

อาจจะเพราะนัยน์ตาหม่นเศร้าคู่นั้น ทุกครั้งที่ลมหนาวพัดมาจึงมักจะมีวูบหนึ่งเสมอที่เรานึกถึง เลสลี่ จาง ขึ้นมา และในปีนี้ความรู้สึกดังกล่าวก็รุนแรงยิ่งกว่าทุกครั้ง อาจจะเป็นเพราะในบ้านเรากำลังมีการนำภาพยนตร์เก่าของผู้กำกับ หว่องกาไว ซึ่งมี เลสลี่ จาง ร่วมแสดงด้วยกลับมาฉายอีกครั้ง

ครั้งนี้เราจึงอยากหยิบยกเรื่องราวของเขามาเล่าให้ทุกคนได้อ่าน ถึงแม้ เลสลี่ จาง จะโบกมือลาโลกใบนี้ไปกว่า 17 ปีแล้ว แต่ “ชีวิตดั่งนกไร้ขา” ยังคงเป็นบทเรียน แรงบันดาลใจ และคำปลอบโยนแก่ทุกคนได้เสมอ

ลูกนกเปลี่ยวเหงา

ถึงแม้จะเกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะมั่งคั่งร่ำรวย มีชีวิตความเป็นอยู่ที่สุขสบายนับตั้งแต่ลืมตาดูโลก เนื่องจากมีคุณพ่อเป็นช่างตัดเสื้อผ้าชื่อดังระดับโลก ที่เคยมีผลงานตัดเย็บชุดให้กับเหล่าคนดังฮอลลีวูดมาแล้วมากมายเช่น มาร์ลอน แบรนโด, วิลเลียม โฮลเดน และ อัลเฟรด ฮิตช์ค็อก แต่ เลสลี่ จาง หรือชื่อแรกคือ จาง กั๊ว หยง ในวัยเด็กนั้นกลับไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองมีความสุขเลย 

เพราะนอกจากฐานะที่ร่ำรวยแล้ว พ่อของ จาง ก็ไม่ปฏิบัติตัวดีหรือมอบความอบอุ่นแก่ลูกๆ ของเขาเท่าไรนัก ซ้ำร้ายเขายังขึ้นชื่อเรื่องอารมณ์ฉุนเฉียวง่ายอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น จาง คือลูกคนสุดท้องจากจำนวนพี่น้องทั้งหมด 10 คน แต่พี่ที่อายุไล่เลี่ยกับเขาที่สุดก็มีอายุมากกว่าถึง 8 ปี ด้วยช่วงวัยที่ห่างกันขนาดนี้ จาง จึงเข้ากับคนอื่นๆ ในครอบครัวได้ยาก โดยคนที่เขาใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ด้วยคือคุณยาย

“ตั้งแต่เด็กผมขาดความรักจากพ่อแม่ คนที่เข้าใจผมจริงๆ มีน้อยมาก ชีวิตคนเราก็เหมือนกับความฝัน เหมือนภาพลวงตา เป็นอะไรที่ว่างเปล่า ความฝันเป็นเรื่องที่มีความหมาย ท้าทาย และทำให้คนรู้สึกตื่นเต้น ส่วนภาพยนตร์ก็สามารถให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในความฝันได้เหมือนกัน ช่วงเวลาถ่ายหนังเป็นช่วงที่ทำให้ผมรู้สึกดี ” 

“ผมรู้สึกเหงาและโดดเดี่ยวมากที่ต้องถูกทิ้งให้อยู่กับกองตุ๊กตาของเล่น” จาง เผยถึงความโดดเดี่ยวในวัยเด็กหลังจากที่ได้กลายเป็นดาราดังแล้ว

หลังจากที่พ่อแม่หย่าร้างกัน จาง ก็ถูกส่งไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษในวัยเพียง 12 ปี และตอนนั้นเองชื่อ “เลสลี่ จาง” ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นตามธรรมเนียมคนเอเชียที่ต้องตั้งชื่อใหม่เพื่อให้ง่ายแก่การออกเสียงของชาวตะวันตก ส่วนเหตุผลที่เลือกใช้ชื่อนี้ จางได้เคยอธิบายเอาไว้ว่า 

“ผมชอบภาพยนตร์เรื่อง Gone with the Wind และชอบ เลสลี่ โฮเวิร์ด (หนึ่งในนักแสดงนำของเรื่อง) ชื่อ เลสลี่ อาจเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง ผมก็เลยชอบชื่อนี้เป็นพิเศษ”

จาง จบระดับชั้นมัธยมปลาย ก่อนที่จะเข้าศึกษาต่อที่ University of Leeds ในสาขาสิ่งทอ เพื่อหวังว่าจะนำความรู้ที่ได้กลับไปสืบทอดธุรกิจครอบครัว อย่างไรก็ตาม จาง ไม่ได้รับใบปริญญา เนื่องจากคุณพ่อป่วยหนัก เขาจึงตัดสินใจเดินทางกลับฮ่องกง และก็ไม่ได้กลับไปศึกษาต่ออีกเลย ถึงแม้ในภายหลังคุณพ่อของเขาจะหายดีแล้วก็ตาม

“มันคงเป็นเรื่องของโชคชะตา สิ่งที่ผมเรียนไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับการแสดงเลย แต่สุดท้ายผมก็หนีโชคชะตาไม่พ้น มันนำพาผมเข้าสู่โลกแห่งการแสดงจนได้”

สยายปีกกลางแสงไฟ

หลายคนอาจจะรู้จัก เลสลี่ จาง จากบทบาทการเป็นนักแสดง แต่ก้าวแรกที่ชายหนุ่มนัยน์ตาหม่นเศร้าคนนี้ย่างเข้าสู่วงการบันเทิงคือบทบาทการเป็นนักร้อง โดยในปี 1977 จาง ได้เข้าร่วมการประกวด Asian Amateur Singing Contest  ซึ่งถึงแม้จะไม่ได้รับรางวัลชนะเลิศ แต่อันดับ 2 ที่ได้มาก็เพียงพอแล้วสำหรับต่อยอดสู่เส้นทางอื่นๆ ในวงการได้

อย่างไรก็ตามชีวิตช่วงแรกของ จาง ในวงการบันเทิงนั้นห่างไกลกับคำว่า “ราบรื่น” พอสมควร โดยในช่วงแรกเขาได้รับคำวิจารณ์ว่าเสียงร้องเหมือนกับเป็ด 

“ผมจำได้ดีว่าตอนที่ผมเริ่มเป็นนักร้องใหม่ๆ เต็มไปด้วยความสิ้นหวังและอุปสรรค เหมือนกับก้อนหินที่กลิ้งไปบนถนน ครั้งแรกที่ผมร้องเพลงต่อหน้าสาธารณชนหลังจากที่ผ่านงานประกวดมา ถึงขั้นมีคนไล่ผมลงจากเวทีด้วยซ้ำ”

ส่วนผลงานการแสดงเรื่องแรกอย่างภาพยนตร์เรื่อง “Erotic Dream of the Red Chamber” ในปี 1978 ก็ย่ำแย่ไม่แพ้กัน ทั้งฝีมือการแสดงของเขา และคุณภาพโดยรวมของภาพยนตร์ล้วนแต่อยู่ในระดับต่ำกว่ามาตรฐานทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตามด้วยอุปนิสัยที่เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่มีอีโก้ พร้อมจะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา และที่สำคัญคือมีความอดทน ทำให้ จาง สามารถผ่านช่วงเวลาเลวร้ายนั้นมาได้ 

“ทุกครั้งที่เห็นตัวเองในจอภาพยนตร์ จาง จะยิ้มและปรบมือ ‘ฉันถามเขาไปว่าทำไมต้องปรบมือทุกครั้งที่เห็นตัวเอง’ ส่วนเขาก็ตอบกลับมาอย่างไร้เดียงสาว่าถ้าฉันไม่ปรบมือ แล้วจะมีใครมาปรบให้ละ” เอริก้า แลม นักเขียนชาวฮ่องกง และเพื่อนของ เลสลี่ จาง เล่า

ในที่สุดดอกผลแห่งความพยายามและไม่ยอมแพ้ของ จาง ก็งอกเงย เมื่อเพลง Daydreamer อัลบั้มเพลงภาษาอังกฤษ Day Dreamin’ ที่วางจำหน่ายในปี 1978 ของเขาประสบความสำเร็จอย่างดงาม ถึงขั้นคว้ารางวัล Golden Record ประจำปีมาครอบครองได้สำเร็จ

หลังจากนั้นโอกาสต่างๆ ก็เริ่มหลั่งไหลเข้ามาในชีวิตของ จาง เขาได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์ดังมากมายหลายเรื่องเช่น นักสู้ผู้พิชิต, ฤทธิ์หมัดสะท้านบู๊ลิ้มภาค 2, ศึกสายเลือด, วิมานลอย หรือในหนังของผู้กำกับ จอห์น วู อย่าง โหด เลว ดี ทั้ง 3 ภาค เช่นเดียวกับงานในวงการเพลง จาง ได้สถาปนาตัวเองขึ้นเป็น “ราชาแคนโต้ป๊อป” แห่งเกาะฮ่องกงได้สำเร็จ พร้อมกับมีซิงเกิ้ลฮิตมากมาย ทำลายสถิติยอดขายเป็นว่าเล่น 

ชื่อของ เลสลี่ จาง พุ่งทะยานกลายเป็นซูเปอร์สตาร์อันดับต้นๆ แห่งเกาะฮ่องกงในช่วงทศวรรษที่ 80 อย่างไร้ข้อกังขา จนกระทั่งทศวรรษ 80 กำลังสิ้นสุดลง เรื่องที่ไม่มีใครคาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อ จาง ประกาศว่าจะอำลาวงการ พร้อมทิ้งทวนด้วยคอนเสิร์ต Final Encounter of the Legend ที่แสดงติดต่อกันกว่า 33 คืนอย่างที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน 

“The wind continues to blow. I can’t bear being so far apart from you. I didn’t allow the tears in my heart to fall as I looked at you” จาง ขับร้องบทเพลงท่อนสุดท้ายของรอบการแสดงสุดท้ายด้วยน้ำตาอาบใบหน้า…อย่างที่ทุกคนทราบดีว่า จาง รักการร้องเพลง รักการแสดง รักอาชีพนี้ และรักแฟนคลับทุกคนยิ่งกว่าสิ่งใด แต่ตอนนี้เขากลับต้องทำใจเอ่ยคำลาอย่างเจ็บปวด

ทำไม เลสลี่ จาง ต้องจากไป?

จนถึงทุกวันนี้ก็ไม่มีใครทราบเหตุผลที่แน่ชัด เนื่องจาก จาง ไม่เคยออกมาให้คำอธิบายอย่างตรงไปตรงมา แต่ ไนเจล คอลเล็ตต์ ผู้เขียน Firelight of a Different Colour: The Life and Times of Leslie หนังสืออัตชีวประวัติของ เลสลี่ จาง ได้แสดงความเห็นไว้ว่า

“เลสลี่ คือคนที่มีความขัดแย้งในตัวค่อนข้างสูง เขาอยากประสบความสำเร็จ โด่งดัง แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ไม่ชอบการที่สื่อคอยตามติดชีวิต และพยายามขุดคุ้ยเขาเลย โดยเฉพาะในเรื่องรสนิยมทางเพศ มันทำให้เขาเข้าสู่สภาวะป่วยซึมเศร้า การหนีไปให้ไกลอาจจะเป็นวิธีเดียวที่เขาคิดออกในตอนนั้น”

นกหลากสี

จากเกาะฮ่องกงจุดหมายปลายทางของ จาง คือประเทศที่อยู่ห่างไกลออกไปคนละซีกโลกอย่างแคนาดา ณ เมืองแวนคูเวอร์ เขาตั้งใจจะใช้บรรยากาศอันเงียบสงบของเมืองนี้หลบหนีจากความวุ่นวายที่ถาโถมเข้ามาในชีวิต 

จาง ใช้ชีวิตในแวนคูเวอร์ราวกับชายหนุ่มวัยเกษียณ ในแต่ละวันเขาไม่ทำอะไรไปมากกว่าการพักผ่อน เล่นไพ่นกกระจอก และเดินเล่นในไชน่าทาวน์…นี่คือชีวิตในฝันของยอดนักแสดงดังอย่างนั้นหรือ?

คำตอบคือไม่ใช่

วิถีชีวิตอันเรียบง่ายและเงียบสงบที่ จาง คิดว่าน่าจะเป็นจุดหมายปลายทางให้เขาลงหลักปักฐานกลับไม่ได้ตอบสนองความสุขในใจได้ ดังนั้นในบ่ายวันหนึ่งเมื่อโทรศัพท์ขึ้น ปลายสายคือ หว่องกาไว ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังระดับโลก ที่โทรมาชวนให้เขากลับฮ่องกงไปเล่นภาพยนตร์เรื่อง Days of Being Wild จางจึงตอบตกลงโดยไม่ลังเล

“พระจันทร์ในทิศตะวันออกมันสวยงามกว่าน่ะ” จาง ให้เหตุผลไว้เพียงสั้นๆ เมื่อมีสื่อมวลชนถามถึงเหตุผลที่เขากลับมาฮ่องกงอีกครั้ง 

การกลับสู่เกาะฮ่องเกงในครั้งนี้ จาง ได้มีโอกาสแสดงภาพยนตร์ชั้นเยี่ยมมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Days of Being Wild, Happy Together, และ Farewell My Concubine ซึ่งไปไกลถึงขั้นคว้ารางวัลปาล์มทองคำจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ และเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ได้รับการยกย่องว่าช่วยยกระดับวงการภาพยนตร์เอเชียให้โลกยอมรับมากขึ้นอีกขั้น

อย่างไรก็ตามประเด็นสำคัญคือการได้แสดงในภาพยนตร์เรื่อง Happy Together ซึ่งว่าด้วยเรื่องราวของคู่รักชาย-ชาย และการที่ จาง แสดงออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม เข้าถึงบทบาทอย่างไร้ที่ติ ยิ่งทำให้ประเด็นเรื่องเพศ ที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตมาอย่างยาวนานว่าเขาเป็นเกย์ถูกหยิบยกมาขุดคุ้ยใหม่อีกครั้ง 

“โรคเอดส์เข้าในฮ่องกงในปี 1984 และมันก็เป็นประเด็นร้อนแรงอย่างมาก ชาวรักร่วมเพศถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุสำคัญ พวกเขาคือจำเลยของสังคมอย่างไร้ข้อพิสูจน์ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากมากๆ ที่ใครสักคนจะกล้าออกมายอมรับว่าตัวเองคือ LGBTQ โดยเฉพาะถ้าคนคนนั้นคือบุคคลมีชื่อเสียง” ทราวิส หว่อง รองศาสตราจารย์ด้านสังคมวิทยาแห่ง Hong Kong University กล่าว

ส่วน จาง ถึงแม้ว่าเขาอาจจะไม่เคยออกมายอมรับอย่างเป็นทางการแม้แต่ครั้งเดียวว่าเขาเป็นเกย์ แต่จากบทสัมภาษณ์ต่างๆ ที่เขาได้เคยพูดไว้ในระยะเวลาหลายปีก็ชัดเจนในตัวของมันเองอยู่แล้ว…จาง ชื่นชอบในสิ่งที่ตัวเองเป็น เพียงแต่เขาเจ็บปวดเหลือเกินจากการที่โดนผู้คนมากมายรุมโจมตีเขาในเรื่องนี้

จาง ได้เขียนเพลงๆ หนึ่งชื่อว่า I (ฉัน) ขึ้นมาในช่วงปลายทศวรรษที่ 90 โดยเนื้อท่อนหนึ่งราวกับเป็นการระบายความรู้สึกในจิตใจของเขา

“I am what I am 

A firework of a different color 

Among the wide sky and broad ocean

I must be the strongest foam”

เช่นเดียวกับในบทสัมภาษณ์ของเขาในปี 2001 ที่กล่าวไว้ว่า

“จิตใจของผมคือไบเซ็กส์ชวล มันง่ายที่ผมจะรักผู้หญิง และเช่นเดียวกันมันง่ายที่จะรักผู้ชาย”


นอกจากนั้นในคอนเสิร์ตของเขาไม่ว่าจะในปี 1997 หรือในปี 2000 จาง ก็ได้แต่งกายด้วยชุดที่ไม่มีใครคาดคิดมากมาย ไม่ว่าจะเป็น สูทสีดำกับรองเท้าส้นสูงสีแดง, เสื้อกล้ามกับกางเกงหนังรัดรูป และก่อนที่การแสดงจะจบลง จาง ก็ได้กล่าวประโยคสั้นๆ ออกมาว่า

“สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตนอกเหนือจากความรักคือการชื่นชมตัวเอง ผมจะไม่ซ่อนตัวตนของตัวเอง และจะใช้ชีวิตท่ามกลางแสงไฟอันเจิดจ้า”

เหล่านี้คือการแสดงออกของ จาง ว่าเขาไม่สนใจว่าคนอื่นจะคิดกับเขายังไง เขาแค่อยากเป็นตัวของตัวเอง ซึ่งมันได้สร้างแรงกระเพื่อมในหมู่ชาว LGBTQ ของเกาะฮ่องกงในเวลานั้นเป็นอย่างมาก ราวกับ จาง คือคนที่จุดประกายให้พวกเขามีที่ยืนในสังคม

“ในสังคมที่กดขี่ชาว LGBTQ อย่างหนัก การแสดงออกของ เลสลี่ มีผลอย่างมากต่อกระบวนการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสิทธิของพวกเขาในช่วงทศวรรษที่ 90”

วันที่นกไร้ขาหยุดบิน

เรียกได้ว่าตลอดชีวิตของ เลสลี่ จาง เขาคือนกไร้ขาที่บินไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมาย ต้องสู้กับสิ่งต่างๆ มากมายนับตั้งแต่วันที่ลืมตาดูโลก ไม่ว่าจะความโดดเดี่ยวในวัยเด็ก การต่อสู้อย่างยากลำบากในโลกมายา รสนิยมทางเพศที่โดนโจมตีไม่เว้นแต่ละวัน และที่สำคัญที่สุดคือโรคซึมเศร้าที่ตามหลอกหลอนราวกับเงา ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็สลัดไม่หลุดเสียที

ดังนั้นเมื่อถึงจุดหนึ่งของชีวิต เจ้านกไร้ขาตัวนี้ก็คงรู้สึกเหนื่อยเกินกว่าที่จะบินท้าแรงลมต่อไป การทิ้งตัวลงสัมผัสพื้นโลกน่าจะเป็นอะไรที่ง่ายดายและสบายกว่า…โดยสัญญาณบอกเหตุก็มีมาเรื่อยๆ นับตั้งแต่ปลายทศวรรษที่ 90 สู่ช่วงต้นทศวรรษที่ 2000 ที่ จาง ดูจะหมกหมุ่นกับความตายเป็นพิเศษ

“ผมชอบการตายของเฉิงเตี๋ยอี (ตัวละครหลักในภาพยนตร์ Farewell My Concubine) นะ เพราะเขาจากไปอย่างไม่พะว้าพะวัง เป็นการตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว บางทีความตายก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจเลือกของเรา การเลือกความตายให้ตัวเองเป็นเรื่องน่าทึ่งทีเดียว “

“พอมาแสดงเป็นเฉิงเตี๋ยอี จึงเข้าใจว่า การฆ่าตัวตายเป็นสิ่งที่ทรมาน แต่ก็เป็นการหลุดพ้นอย่างหนึ่ง เมื่อถึงเวลาที่ไม่อาลัยอาวรณ์ต่อโลกนี้แล้ว ก็เลือกที่จะจากมันไปซะ” บทสัมภาษณ์ของ จาง ที่เคยปรากฏตามสื่อต่างๆ 

จนกระทั่งในวัน April Fool’s Day ปี 2003 วันที่ใครๆ ต่างก็กุเรื่องหลอกลวงขึ้นมาอย่างสนุกสนาน กลับมีเรื่องหนึ่งที่ทุกคนอยากให้มันเป็นเพียงเรื่องโกหก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันคือความจริง 

ในวันดังกล่าว เลสลี่ จาง ใช้ชีวิตอยู่บนห้องส่วนตัวของเขาบนชั้น 24 ของโรงแรม Mandarin Hotel ฮ่องกง ไม่ต่างอะไรจากทุกวัน โดยในช่วงบ่ายเขาได้เรียก อัลเฟรด ม็อก เพื่อนสนิทคนหนึ่งมาหาที่ห้อง 

“เขาประหม่านิดหน่อย แล้วก็ดูมือสั่นด้วย เขายังถามถึงเลขหมายบัตรประชาชนของผมด้วย” ม็อก เล่าย้อนความหลัง และได้ทราบว่าที่  จาง ต้องการนัดพบเขาในครั้งนั้น ก็เพราะต้องการเลขบัตรประชาชนสำหรับการเขียนพินัยกรรมนั่นเอง

ระหว่างมื้ออาหาร จาง ถาม ม็อก ขึ้นมาว่าจะทำอย่างไรหากทราบว่าตัวเองป่วย เป็นโรคที่รักษาไม่ได้ ซึ่ง  ม็อก ตอบว่าเขาจะกินยานอนหลับ  

“ผิดแล้วล่ะ ถ้าจะตาย ง่ายที่สุดก็คือกระโดดลงมาจากตึกไงล่ะ” คำตอบของ จาง

หลังเสร็จจากมื้ออาหาร  จาง ยังไปส่ง ม็อก ถึงสำนักงาน พร้อมกล่าวลาว่า 

“ผมคงจะรับโทรศัพท์คุณไม่ได้อีกแล้ว” ซึ่ง ม็อก เองก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ และพยายามติดต่อไปที่พี่สาวของ เลสลี่ จาง เพื่อให้ช่วยดูแลเขาหน่อย แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครหยุดเรื่องเลวร้ายที่กำลังจะเกิดขึ้นได้ โดยมีการทราบภายหลังว่า จาง คิดเรื่องการฆ่าตัวตายครั้งนี้มาอย่างรอบคอบ เขาถึงขั้นลงทุนจองห้องพักใน Mandarin Hotel ล่วงหน้ามาหลายสัปดาห์เพื่อกระทำอัตวินิบาตกรรม

เมื่อ จาง กลับมาถึงห้องพัก เขาก็ได้โทรสั่งน้ำส้ม พร้อมกับขอกระดาษและปากกาจากเด็กเสิร์ฟ เพื่อมาเขียนจดหมายกล่าวคำลาถึงทุกคนที่เขารัก 

“ขอบคุณเพื่อนๆ ทุกคน ขอบคุณศาสตราจารย์ เฟลิกซ์ ลี มัก (จิตแพทย์ที่รักษาจาง) ปีนี้มันยากมากสำหรับผม ผมไม่สามารถที่จะยืนหยัดได้อีกต่อไป ขอบคุณถังถัง (คนรัก) ขอบคุณครอบครัวและพี่สาว อาเฟย ในชีวิตผมไม่เคยทำอะไรแย่ ๆ เลย แต่ทำไมผมถึงต้องมาเจออะไรแบบนี้”

หลังจากนั้น จาง ก็ก้าวออกมายังระเบียงห้อง เหม่อมองเส้นขอบฟ้าสีส้มของเกาะฮ่องกงเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่เขาจะกระโดดลงไปสู่พื้นโลกเบื้องล่าง 

จาง ไม่ได้เสียชีวิตทันที เจ้าหน้าตำรวจรีบนำร่างของเขาที่ยังมีลมหายใจส่งโรงพยาบาลควีนแมรี่ แต่เขาทนพิษบาดแผลไม่ไหว และเสียชีวิตในอีก 20 นาทีต่อมา

“ปฏิกริยาแรกของผมที่ได้ยินเรื่องการตายของ เลสลี่ จาง คือไม่เชื่ออย่างสิ้นเชิง ผมอยากให้มันเป็นเพียงเรื่องโกหกห่วยๆ เรื่องหนึ่งใน April Fool’s Day เท่านั้น” หนึ่งในนักข่าวที่ไปทำข่าววันนั้นกล่าว 

อย่างไรก็ตามสุดท้ายทุกคนก็ต้องยอมรับความจริงว่า เลสลี่ จาง ได้จากโลกใบนี้ไปแล้ว เป็นนกไร้ขาที่ไม่มีเรี่ยวแรงโบยบินได้อีกต่อไป ส่วนสาเหตุของการตัดสินใจดังกล่าวคงไม่มีใครสามารถหยั่งรู้ได้อย่างจริงแท้ เพียงแต่ว่าจากถ้อยคำและข้อความต่างๆ ที่เขาได้ทิ้งเอาไว้ ก็เพียงพอที่จะรับรู้ว่า เขานั้นเหนื่อยเกินไปที่จะใช้ชีวิตบนโลกใบนี้แล้ว

เลสลี่ จาง จากไปแล้ว แต่ชื่อของเขายังคงชัดเจนในความทรงจำของแฟนๆ ทุกคน โดยในวันโกหกของทุกปีจะมีแฟนๆ จากทั่วทุกมุมโลกมารวมตัวกันเพื่อไว้อาลัย ณ Mandarin Hotel ถึงแม้ว่ากาลเวลาจะล่วงผ่านไปกว่าทศวรรษแล้วก็ตาม

“เลสลี่ จาง คือชายผู้มีจิตวิญญาณที่ซื่อสัตย์กับตัวเองอย่างที่สุด เขาแสดงให้โลกเห็นว่าไม่ว่าจะเพศไหน ก็ควรค่าแก่การเคารพทั้งสิ้น” วู แฟนคลับที่เดินทางมาจากมณฑลหูหนาน ประเทศจีนกล่าว

เลสลี่ จาง อาจมองชีวิตของตัวเองว่าเป็นนกไร้ขาที่โบยบินไปอย่างไร้จุดหมายและเหน็ดเหนื่อย แต่ในตอนนี้ทุกอย่างได้พิสูจน์ออกมาอย่างชัดเจนแล้วว่านกไร้ขาตัวนี้ได้มอบแสงสว่างและสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนมากมายทั่วโลก

Related Stories

GIORGIO-ARMANI-Feature
People
GIORGIO ARMANI: ผู้ปฏิวัติธุรกิจแฟชั่นแห่งยุค ’80s ให้ทั่วโลกสดุดีในวลี ‘Made in Italy’
เปิดกระดานศึกษาการวางหมากในเกมชีวิตและธุรกิจของ เดอะ ก็อดฟาเธอร์แห่งวงการแฟชั่น
Read More
Movies
เมื่อผมหยิบหนังฮ่องกง 5 เรื่องที่เคยดูกับพ่อสมัยร้านเช่าวิดีโอมาดูอีกครั้ง
ความสุขในวันวานที่ยังชัดเจนในความทรงจำ
Read More
Sid Vicious the icon of punk
People
‘ซิด วิเชียส’ ไอคอนคนสำคัญแห่งประวัติศาสตร์พังก์ ผู้เล่นดนตรีแทบไม่เป็น
ผ่านมาครึ่งศตวรรษ แต่ทำไม ซิด วิดเชียส ถึงยังเป็นไอคอนแห่งพังก์อย่างไม่เสื่อมคลาย
Read More
©️ 2021 W Trading Co., Ltd.