Mod Culture, England, 1960

บทความโดย Priewpan Saenlawan, Senior Writer, W. MINISTRY

Etiquette & Culture

Mod วัฒนธรรมหนุ่มสาวอังกฤษหัวขบถยุค ‘60s ที่ฝังรากลึกด้านสไตล์มาจนถึงปัจจุบัน

29 May 2021

จากวัฒนธรรมจอมขบถ สู่สไตล์อมตะตลอดกาล

“หากได้ยินเสียงเครื่องยนต์สกู๊ตเตอร์ Vespa หรือ Lambretta เมื่อไร หมายความว่าพวก Mod กำลังจะมา” 

นี่คือประโยคที่ชาวอังกฤษในช่วงทศวรรษ 60 พูดกันอย่างติดปาก ถึงแม้ในปัจจุบันอาจจะเลือนหายไปตามกาลเวลา ทว่าหากย้อนกลับไปเมื่อ 6 ทศวรรษที่แล้ว Mod หรือ Mod Culture คือหนึ่งในวัฒนธรรมสำคัญที่ทรงอิทธิพลต่อวิถีชีวิตหนุ่มสาวบริติชอย่างมาก

พวกเขาคือจอมขบถที่ฝากเส้นทางชีวิตและตำนานเรื่องเล่าขานมากมายไว้บนหน้าประวัติศาสตร์ รวมถึงเรื่องสไตล์ที่ก็เป็นมรดกทรงคุณค่าสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาจนถึงปัจจุบัน


Here come the Mods

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นเมื่อมีกลุ่มทหารอเมริกันมาตั้งฐานทัพประจำการในอังกฤษช่วงต้นยุคสงครามเย็น ปลายทศวรรษที่ 50 และจำนวนดังกล่าวก็มีไม่น้อยที่เป็นทหารผิวดำหรือมีเชื้อสายแอฟริกัน-อเมริกัน พวกเขาเหล่านี้ถึงแม้จะอยู่ในยามสงคราม แต่ก็ยังมีเสียงดนตรีหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณ 

R&B, สกา, แจ๊ส คือบทเพลงของเหล่านักรบผิวดำ และพวกเขาก็ได้ถ่ายทอดความคลั่งไคล้นี้สู่หนุ่มสาวชาวลอนดอน ให้ได้รู้จักกับศิลปินอย่าง Skatalites, Owen Gray, Derrick Morgan, Prince Buster, Miles Davis, Charlie Parker, Dave Brubeck และ Modern Jazz Quartet

ก่อนที่หนุ่มสาวเหล่าจะเริ่มรวมตัวกันที่ไนท์คลับ The Flamingo และ The Marquee เพื่อโยกย้ายร่างกายไปตามจังหวะดนตรีด้วยกัน พวกเขาเรียกตัวเองว่ากลุ่ม “Modernists” เนื่องจากรสนิยมความชอบดนตรีที่สลับซับซ้อนและลุ่มลึก แตกต่างจากชาวอังกฤษทั่วไปในยุคสมัยนั้น ก่อนที่ต่อมาจะลดเหลือเพียง “Mod”

จากความชื่นชอบในดนตรี Mod ก็เริ่มแผ่ขยายไปสู่ไลฟ์สไตล์ด้านอื่นๆ ก่อร่างสร้างขึ้นเป็นวัฒนธรรมย่อยในสังคมที่ชัดเจนขึ้น 

“Mod เฟื่องฟูอย่างรวดเร็วเพราะหนุ่มสาวในสมัยนั้นโหยหาความเป็นอิสระ ไม่ต้องการใช้ชีวิตอยู่ในกรอบหรือกณเกณฑ์ที่พ่อแม่วางไว้ให้” 

“ภายใต้สถานการณ์ที่ยากลำบากในช่วงสงคราม พวกเราก็แค่ต้องการความสุข ปลดปล่อยตัวเองออกจาความน่าเบื่อในชีวิตประจำวัน” ปีเตอร์ เมเดน หนึ่งผู้นำกลุ่ม Mod กล่าวย้อนความหลัง

Mod มีความคล้ายคลึงกับกลุ่ม “บุปผาชน” หรือ “ฮิปปี้” ที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาช่วงเวลาใกล้เคียงกันอย่างมาก พวกเขาไม่ยึดติดกับแนวคิดชาตินิยม ตรงกันข้ามพวกเขาแสวงหาความรู้และสิ่งใหม่ๆ อย่างไร้พรมแดน ซึ่งมันก็สะท้อนออกมาผ่านวิถีชีวิตด้านต่างๆ 

บทเพลงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ R&B, สกา, แจ๊ส อีกต่อไป แต่ไม่ว่าจะเป็นแนวไหน ขอแค่มีเนื้อหาเป็นการต่อต้าน เสียดสี เย้ยหยันถึงระบบชนชั้นทางสังคม เหล่า Mod ก็พร้อมจะเทใจให้ ดังนั้นจึงได้เห็นวงร็อกอย่าง The Rolling Stones, The Yardbirds, The Kinks The Who, Small Faces, The Creation, The Action, The Smoke, Secret Affair และ John’s Children ได้รับความนิยมในวัฒนธรรมนี้เช่นกัน

Secret Affair

“มีความลือว่าผมเป็นเกย์ แต่บางครั้งผมก็มีความสุขกับมัน เพราะความยอดเยี่ยมของ Mod คือการเป็นผู้ชายไม่ใช่มาตรฐานวัดความเป็นลูกผู้ชายอีกต่อไป” พีท ทาวน์เซ่น มือกีตาร์วง The Who กล่าว เป็นการแสดงให้เห็นว่า Mod คือวัฒนธรรมแห่งอิสระที่เปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้เป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ โดยไม่มีกรอบสังคมมาคอยกำหนด

ศิลปะจากฝรั่งเศสหรือิตาลีที่ชาว Mod เสพ ทำให้พวกเขานิยมแต่งกายด้วยชุดสูทสั่งตัดปกแคบ (บางครั้งทำจากผ้าขนแกะ) เน็คไทแบบบาง เสื้อเชิ้ตคอกระดุมผ้าวูล หรือจัมเปอร์แคชเมียร์ คู่กับเชลซีบู๊ต คล้ายนักแสดงจากภาพยนตร์เรื่อง French Nouvelle Vague

“ผู้ชายทุกคนใส่สูทย้อนกลับไปช่วงปลายทศวรรษที่ห้าสิบ แต่ Mod ปรับลุคโดยรับแรงบันดาลใจจากแจ๊สไอวี่ลีกและการตัดเย็บแบบอิตาลี” พอล เวลเลอร์ เจ้าของฉายา The Modfather กล่าว

แต่ก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป เพราะ Mod คือวัฒนธรรมที่ไม่ได้จำกัดชนชั้นหรือฐานะ ดังนั้นไม่ใช่ทุกคนที่จะมีเงินตัดสูทชั้นดี โดย Carnaby Street ในย่าน West End ของลอนดอนกลายเป็นย่านช้อปปิ้งยอดนิยมของเหล่า Mod พวกเขามักจะไปหาซื้อเสื้อผ้าราคาถูกกันที่นั่น

“ในตอนนั้นสิ่งที่ผมพอจะหาซื้อมาใส่ได้คือกางเกงขายาวทรงดินสอ รองเท้าโบว์ลิ่ง เสื้อโปโล Fred Perry และเสื้อสเวตเตอร์คอวี” สตีเฟ่น โมเยอร์ นักสแดงจากเรื่อง True Blood และอดีต Mod กล่าว

Mod เลือกใช้สกูตเตอร์ยี่ห้อ Vespa หรือ Lambretta หนึ่งคือเพราะมันสะท้อนสไตล์อิตาเลี่ยนที่พวกเขาชื่นชอบ และด้วยความเร็วที่ไม่มากนักของมัน ทำให้เสื้อผ้าหน้าผมของพวกเขายังคงดูดีแม้จะขับฝ่าลม มีโอกาสน้อยที่เสื้อผ้าจะเปื้อนลมหรือฝุ่น

การที่มีหนุ่มสาวแต่งตัวประหลาด (จากสังคมในยุคนั้น) นับสิบนับร้อยชีวิตรวมกลุ่มกัน ขับขี่สกูตเตอร์ตระเวนไปทั่วเมืองในยามราตรี บางคืนก็แวะเข้าไปเต้นรำในไนท์คลับ โดยเฉพาะ The Scene ในย่าน Soho ที่ราวกับเป็นบ้านหลังที่สองอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แน่นอนว่ามันต้องมีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบ

บรรยากาศในไนท์คลับ The Scene ปี 1963

“พวกเขาบูชาการพักผ่อนและเงินตรา ดูถูกโลกที่ผู้คนต้องทำงานอย่างหนัก” 

“มีเด็กบางคนที่ต้องดิ้นรนทำงานอย่างหนัก ยอมอดข้าว เพื่อเอาเงินไปซื้อเสื้อผ้าและใช้ชีวิตตามวิถี Mod”ซูซาน แฟริส นักข่าวจาก The Gurdian กล่าวถึงความเห็นอีกมุมที่มีต่อ Mod ในช่วงทศวรรษ 60 

ความไม่พอใจค่อยๆ ก่อตัวขึ้น และสุดท้ายมันก็ปะทุออกมา


We Are, We Are, We Are The Mods!

“Battle of Brighton เหล่าเยาวชนชาวอังกฤษเข้าต่อสู้กันอย่างดุเดือดบนชายหาดราวกับสัตว์ร้ายที่ต้องการแย่งตำแหน่งจ่าฝูง” นี่คือพาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับในวันที่ 16 พฤษภาคมปี 1964 

ฝ่ายหนึ่งคือ Mod ส่วนคู่ต่อสู้ของพวกเขาคือกลุ่ม Rocker อีกหนึ่งวัฒนธรรมย่อยที่มีปัญหาบาดหมางกันมาอย่างยาวนาน เนื่องจากฝ่ายหลังมองว่า Mod คือกลุ่มหนุ่มสาวที่สร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่สังคม โดยใช้ความอิสระเป็นข้ออ้าง

“ในเชิงจิตวิทยาเรียกสิ่งนี้ว่า Moral Panic” สแตลี่ย์ โคเฮน นักสังคมวิทยา มหาวิทยาลัย Oxford ให้ความเห็น

การต่อสู้บานปลายกินระยะเวลากว่า 3 วัน ตั้งแต่ 16-18 พฤษภาคม 1964 เมือง Brighton, Margate, Clacton และ Bournemouth กลายเป็นสมรภูมิรบ ท่ามกลางฝนที่ตกปรอยๆ แทบตลอดเวลา 

“ผมเป็น Mod และเข้าร่วมการต่อสู้ที่เมือง Margate ผมไม่อายที่จะบอกเช่นนั้น ชายหาดกลายเป็นเหมือนสนามรบ ผมไม่ได้สนุกกับมัน ผมแค่ต้องการแสดงให้เห็นถึงพลังการต่อต้านการรุกราน” โจ บราเดน Mod วัย 18 ปี กล่าวหลังเหตุการณ์สิ้นสุดลง

ผลลัพธ์คือมีผู้บาดเจ็บมากกว่า 1,000 คน และมีผู้ถูกจับกุมตัวประมาณ 150 คน โชคดีที่ไม่มีผู้เสียชีวิต เหตุการณ์ครั้งนี้บ้างก็มองว่ามันคือการต่อสู้เพื่อความถูกต้อง บ้างก็มองว่ามันคือตราบาป ขึ้นอยู่ที่มุมมอง แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือเหตุการณ์สำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ ถึงขั้นที่ถูกดัดแปลงไปทำเป็นภาพยนตร์เรื่อง Quadrophenia เข้าฉายในปี 1979

(ซ้าย) หนุ่มสาวชาว Mod ณ ไนท์คลับ The Flamingo, (ขวา) การต่อสู้ระหว่าง Mod และ Rocker ณ ชายหาดเมือง Brighton

หลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้ Mod ไม่ได้สลายตัวลง ตรงกันข้ามความบ้าดีเดือดของพวกเขากลับถูกใจหนุ่มสาวอังกฤษจำนวนมาก ทำให้สมาชิก Mod เพิ่มจำนวนขึ้นไปอีก สถาปนาตัวเองกลายเป็นวัฒนธรรมหลักของประเทศอย่างสมบูรณ์ 

จุดสิ้นสุดของ Mod เรียบง่ายกว่าที่คิด โดยเริ่มต้นจากดนตรีแนวไซคีเดลิกร็อคและวัฒนธรรมฮิปปี้ได้รับความนิยมมากขึ้นในสหราชอาณาจักร ฮิปปี้นั้นเรียบง่ายกว่า ไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากมายเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ ประกอบกับกาลเวลาที่เคลื่อนไป สมาชิก Mod จากที่เคยเป็นวัยรุ่นหนุ่มสาว ก็เริ่มเข้าสู่วัยสร้างครอบครัว มีลูกต้องดูแล ทำให้พวกเขาไม่มีทั้งเงินและเวลามากพอจะออกมาใช้ชีวิตเหมือนในอดีตอีกแล้ว

เช่นเดียวกับวงดนตรีอย่าง The Who และ Small Faces ที่เป็นตัวแทนของ Mod มาโดยตลอดก็ถอนตัวออกไป รู้ตัวอีกที Mod ก็ค่อยๆ หายไปจากสังคม ไม่มีเสียงสกู๊ตเตอร์ Vespa หรือ Lambretta ดังตามท้องถนนในยามค่ำคืนอีกแล้ว 

ในปี 1969 มีกลุ่มที่เรียกว่า Hard Mod ถือกำเนิดขึ้น พวกเขาคลั่งไคล้ดนตรีจาเมกา แต่งตัวสบายๆ ขึ้น ด้วยกางเกงขาสั้น และหมวก Trilby แต่ก็ยังคงมีกลิ่นอายของ Mod อยู่ ก่อนที่หลังจากนั้นพวกเขาจะกลายเป็นกลุ่มสกินเฮดกลุ่มแรก เริ่มต้นวัฒนธรรมย่อยใหม่ให้เกิดขึ้นในสังคม

แม้กระทั่งในต่างประเทศอย่าง เยอรมนี, ญี่ปุ่น, และเม็กซิโก ก็มีช่วงเวลาที่วัฒนธรรม Mod ได้รับความนิยมขึ้นมาเช่นกัน 

เหล่านี้คือหลักฐานว่า Mod ที่แท้จริงอาจจะสูญหายไปกับกาลเวลา แต่เมล็ดพันธุ์ที่วัฒนธรรมนี้ได้หว่านเอาไว้ได้หยั่งรากลึกลงในโครงสร้างสังคมแล้ว…ในเรื่องสไตล์ก็เช่นกัน


Mod’s Style Legacy

ไมลล์ เคน และ เจค บัค 2 ศิลปินชื่อดังจากประเทศอังกฤษคือไอคอนแห่ง Mod ที่สำคัญที่สุดในยุคปัจจุบัน  ทว่ามรดกด้านสไตล์ของ Mod ที่สืบทอดมาจากทศวรรษ 60 ยังมีอะไรมากกว่านั้น

Skinhead คือวัฒนธรรมย่อยที่เกิดขึ้นหลังจาก Mod ล่มสลาย แต่ในเรื่องสไตล์ก็มีความคล้ายคลึงกันไม่น้อย พวกเขายังคงนิยมแต่งกายด้วยเสื้อเชิ้ต Fred Perry และ Ben Sherman กางเกงยีนส์ Levi’s และรองเท้าบู๊ตของ Dr.Martens เป็นนิยามแห่งแฟชั่นที่ผสมผสานเข้ากับภาพสะท้อนของชนชั้นแรงงาน

แม้กระทั่งทศวรรษ 90 ที่ Britpop เฟื่องฟู วงดนตรีอย่าง Oasis, Blur, Ocean Color Scene และ The Bluetones ก็ได้รับอิทธิพลด้านสไตล์มาจาก Mod เช่นกัน เพียงแต่พวกเขาลดความหรูหราลง และแทนที่ด้วยความขบถที่มากขึ้น

“คุณต้องจดจำไว้ว่า Mod มาจากคำว่า Modernist สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องเป็นการแต่งตัวที่ดูฉลาด แต่ในขณะเดียวกันก็เปิดรับอิทธิพลทุกรูปแบบ และพัฒนาสไตล์ต่อไปเรื่อยๆ” เบน เชอร์แมน แฟชั่นดีไซนเนอร์ผู้เคยเป็น Mod กล่าว

จริงอยู่ที่เมื่อพูดถึง Mod สไตล์ที่ทุกคนคุ้นตาก็คงจะเป็นสูทกระดุมสองแถว, เสื้อโค้ท Crombie, แจ็คเก็ต Harrington, เสื้อเชิ้ตอ็อกฟอร์ด, เสื้อถัก, กางเกงขายาวทรงแบน, รองเท้าหนัง Loafer ไปจนถึงเชลซีบู๊ต

การแต่งตัวด้วยไอเท็มเหล่านี้จะทำให้คุณมีกลิ่นอายความเป็น Mod เนื่องจากภาพจำที่มีต่อ Mod เป็นเช่นนั้น ทว่าแท้จริงแล้ว….

“สไตล์ที่แท้จริงของ Mod นั้นไม่มีหรอก และไม่เคยมีมาก่อน มันเปลี่ยนแปลงพัฒนาอยู่เสมอ ตราบใดที่คุณเป็นตัวของตัวเอง และแสดงมันออกมาผ่านการแต่งตัวที่ชาญฉลาด นั่นแหละคือจิตวิญญาณของ Mod” มาร์ค โพเวล แฟชั่นดีไซน์เนอร์และอดีต Mod กล่าว เป็นประโยคปิดท้ายบทความนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด

Related Stories

Asian Style Icon - Feature
People
7 สไตล์ไอคอนเอเชีย ผู้สร้างเอกลักษณ์ความคลาสสิกแห่งตะวันออกให้โลกได้ประจักษ์
หากวัดกันปอนด์ต่อปอนด์ ความเข้มข้นด้านสไตล์ของทวีปเอเชียก็ไม่เป็นรองใคร
Read More
News
ยีนส์ญี่ปุ่นหายไปไหน ทำไมลีวายส์วินเทจถึงกลับมา
เมื่อวัยรุ่นสมัยนี้อยากมีลุคที่เท่เซอร์เหมือนอย่าง Kurt Cobain และอยากมีความคิดที่แหลมคมเหมือน Steve Jobs
Read More
Collage of gangster movies Donnie Brasco, GoodFellas, Once Upon a Time in America, and The Irishman
Movies
GANGSTER STYLE: ถอดรหัสสไตล์จาก 4 หนังแก๊งสเตอร์
ดำดิ่งไปกับเครื่องแต่งกายอันยอดเยี่ยมจากเหล่าผลงานมาสเตอร์พีซที่คอหนังแก๊งไม่ควรพลาด
Read More
©️ 2021 W Trading Co., Ltd.