พิชัย แก้ววิชิต มินิมอล

Photography

บทสัมภาษณ์พิเศษกับ พิชัย แก้ววิชิต ช่างภาพแนวมินิมอลที่เปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้กลายเป็น Abstract art

10 September 2021

บทความโดย กษิดิ์เดช มาลีหอม, Features Editor, W. MINISTRY

ภาพถ่ายโดย พิชัย แก้ววิชิต

ภาพกรุงเทพฯ ในสไตล์มินิมอลผ่านเส้น รูปทรง สีและแสงเงาที่ดูอบอุ่นของพิชัย แก้ววิชิต แท้จริงคือ “ภาพชีวิตของคน ๆ หนึ่งที่มันไปไหนไม่ได้”

หลังจากสกู๊ปวินมอเตอร์ไซค์ผู้มีนิทรรศการภาพถ่ายของตัวเองเป็นคอนเทนต์ดังในหน้าสื่อหลายสำนักช่วงปี 2562 ชื่อของพิชัย แก้ววิชิต หรือเจ้าของอินสตราแกรม phichaikeawvichit ได้ถูกนำเสนอและเป็นที่รู้จักในวงการภาพถ่ายเมืองไทยกับลายเซ็นต์ที่ชัดเจนในแนวทางมินิมอล นำเสนอเมืองกรุงเทพฯ ให้น่าดูอย่างที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน โดยหลายต่อหลายคนให้ความสนใจมาก ซึ่งผมก็เป็นหนึ่งในนั้นครับ เมื่อรู้ข่าวก็รีบตรงไปดูผลงานพี่เอกที่บ้านอาจารย์ฝรั่งทันที แม้วันนั้นได้เจอเจ้าของผลงานแต่เสียดายไม่มีโอกาสได้คุยกัน

หลายบทสัมภาษณ์ที่ผ่านมาของพี่เอกได้พูดถึงเรื่องพลังใจในการถ่ายภาพของเขาอย่างเข้มข้น โดยผมได้มองเห็นพลังงานบางอย่างในผลงานของเขาที่มีบุคลิกเป็นแรงใจให้กับใครหลายคนได้ เพราะแม้ว่าเราจะอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบาก เขานั้นเชื่อเหลือเกินว่า การถ่ายรูป (หรืองานอดิเรกที่เรารัก) ก็ยังสามารถมีตัวตนอยู่ได้ในมุมใดมุมหนึ่งของชีวิตได้เสมอ เป็นเชื้อไฟที่เติมแรงขับเคลื่อนหัวใจให้มีแรงสู้ปัญหาตรงหน้าเสมอ

จากวันนั้นจนถึงวันนี้เป็นเวลากว่าสองปีแล้ว ที่ผมมองว่าช่วงเวลานี้และในสถานการณ์แบบนี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะได้พูดคุยกับพี่เอก ถึงความคิดและความรู้สึกในทุกตอนที่มองผ่านช่องวิวไฟน์เดอร์ก่อนจะถ่ายทอดออกมาเป็นภาพที่มีผลต่อหัวใจใครหลายคน และถามไถ่เรื่องราวชีวิตหลังการได้เรียกตัวเองว่าเป็นช่างภาพเต็มตัว และความฝันภายใต้ในช่วงเวลาที่แสนลำบาก รวมถึงเรื่องความซื่อสัตย์ต่อแนวทาง หัวใจหลักที่ทำให้เขาผลิตผลงานอย่างสม่ำเสมอ


“มันตายได้เลยหรอวะ มันไปเกิดใหม่ได้เลยหรอ”

จุดเริ่มแรกจริง ๆ ของการถ่ายรูปมันเกิดขึ้นได้อย่างไรครับ

แรกจริง ๆ พี่เอกชอบศิลปะ แต่ตอนนั้นมันตีความศิลปะคือการวาดรูป การปั้นรูปปั้น ถ้าจะพูดเรื่องศิลปะต้องเป็นเฉพาะของคนที่เรียนมาสิ ต้องเป็นคนอยู่ในแวดวงศิลปะสิ คือเรื่องพวกนี้มันอยู่ในหัวตลอดเลย แต่ลึก ๆ แล้วชอบดูภาพวาด งานอาร์ตพวกแอ็บสแตรกต์ก็ดู ไม่รู้ว่ามันคืออะไรแต่พอเห็นภาพแล้วชอบ ก็เลยเก็บความรู้สึกนี้เอาไว้

วันนึงก็ไปช่วยพี่ช่างภาพคนนึงเขาติดตั้งรูป โห…เห็นภาพ เห็นบรรยากาศแล้ว เราอยากตายแล้วไปเกิดใหม่ คือพอเทียบภาพตอนขึ้นวินนะ ซึ่งมันไม่ใช่แบบนี้ เรารู้สึกว่าตรงนี้เป็นที่ของเรา เราชอบแบบนี้ 

พอกลับบ้านไปเราก็มานั่งถามตัวเองว่า เฮ้ย มันตายได้เลยหรอวะ มันไปเกิดใหม่ได้เลยหรอ แสดงว่ามันไม่ได้แค่ชอบแล้ว พี่เอกก็เลยเริ่มคิดว่าตัวเองจะทำอะไรดี แล้วมันก็มีความคิดที่ว่าเราเคยถ่ายภาพ เมื่อสิบปีก่อนพี่เอกมีกล้องตัวนึง เพื่อนที่สนิทกันให้มา ก็คือลูกค้านั่นแหละ นั่งกันจนสนิท เขาเอากล้องมาให้เราตัวนึง ทั้งกล้องทั้งเลนส์ 

ตอนนั้นเขารู้ได้ไงครับว่าพี่เอกชอบถ่ายรูป

ตอนนั้นพี่เอกไม่ได้ชอบถ่ายรูป แต่ไม่รู้เขาเห็นอะไร 

เขาให้เฉย ๆ เลยหรอครับ

ให้เฉย ๆ เลย ให้วินมอเตอร์ไซค์คนนึง ทั้งกล้องทั้งเลนส์ ก็ไม่รู้เหมือนกันให้ทำไม มันอาจจะเอาไปขายต่อก็ได้ พี่ก็ชอบศิลปะอยู่แล้วก็เลยลองถ่ายรูป แต่ตอนนั้นทัศนคติหรือมุมมองการถ่ายภาพ พี่เอกจะถ่ายแบบ ต้องมีเป้ ต้องมีขาตั้งกล้อง

เหมือนการไปถ่ายธรรมชาติ

ถูก คือคิดไว้ต้องเป็นแบบนั้น แต่ชีวิตความเป็นจริงต้องดูแลครอบครัว ต้องวิ่งวินด้วย และสมัยก่อน  มันไม่มีกล้องดิจิตอล ต้องซื้อฟิล์ม ล้างฟิล์ม ต้องเดินทางดูแล้วน่าจะไปไม่ได้ คือทำแบบสนุก ๆ อ่ะได้ แต่ทำจริงจังแล้วครอบครัวเราจะอยู่ได้อย่างไร พี่เอกก็เลยเลิกถ่ายรูปเลย ไม่คิดว่าเราจะไปกันได้ จนมาวันที่มาช่วยเขาแขวนรูป คือชอบศิลปะขนาดตายได้ มันต้องมีอะไรแล้ว ก็เลยคิดว่าการถ่ายภาพใกล้ตัวที่สุดเพราะเคยถ่ายอยู่

“เส้น รูปทรง แสงเงา”

แต่ก็มีปัญหาตรงที่ว่าจะถ่ายรูปอะไร ในเมื่อหาเช้ากินค่ำอยู่ในกรุงเทพฯ กรุงเทพฯ ที่เราเห็นอะตึกเยอะแยะ รถก็ติด ถ้าจะไปถ่ายสวย ๆ ก็คงต้องไปวัดพระแก้ว ไปสถานที่อะไรแบบนั้น ซึ่งแบบมันก็ไม่ได้ตอบความรู้สึกเราได้ แล้วมันก็มีความคิดที่ว่าการถ่ายภาพก็คือศิลปะอย่างนึง  

แล้วศิลปะมันมาจากอะไร เหมือนตอนนั้นเราก็ถามเองตอบเองว่าศิลปะมันก็มาจากเส้น รูปทรง แสงเงา พี่เอกก็คิดว่าของพวกนี้ก็มาจากเส้นนะ มีรูปทรงมีแสงเงา เฮ้ยแล้วถ้าเรามองสิ่งที่อยู่รอบ ๆ ตัวให้เป็นองค์ประกอบศิลปะให้หมด ก็น่าจะถ่ายได้นะ นี่คือที่มาที่ไปที่พี่เอกเริ่มถ่ายรูปแบบนี้ มันไม่ได้มาจากการที่ไปดูแล้วฉันอยากถ่ายแบบนี้ไม่ใช่ แต่มาจากการที่คุยกับตัวเอง

เราเริ่มเอามือถือถ่ายรูปขาโต๊ะ เก้าอี้ ถ่ายมุม เฮ้ยมันสนุกดีนะ ถ่ายไปสักพัก ลูกแนะนำ พ่อทำไมไม่เอาภาพลงไอจี แต่ตอนนั้นก็พอรู้จักบ้างแล้วล่ะ เราถามมัน ยากป่ะ ไม่ยากหรอกพ่อโพสต์ภาพลงเฉย ๆ ไม่ต้องพูดอะไร ไม่เหมือนเฟซบุ๊กมันจะต้องพูดเยอะ พอทำแล้วมีคนกดไลค์เนี่ยแหละคือแรงบันดาลใจ เป็นกำลังใจ พี่เอกก็เริ่มถ่ายมาตลอด เริ่มกับมือถือพักหนึ่งถึงจะมาเปลี่ยนเป็นกล้องคอมแพค 

ความรู้สึกต่างกันเยอะไหมตอนที่เราขับวินไปถ่ายไปกับตอนนี้ที่ทำเต็มตัวแล้ว

ไม่ต่าง ทุกครั้งที่พี่เอกจับกล้องเดินถ่าย พี่เอกไม่ใช่วินมอเตอร์ไซค์ พี่เอกรู้สึกได้อยู่กับตัวเองจริง ๆ ได้อยู่กับความชอบของตัวเองมันจะลืมปัญหาเรื่องหนี้สิน ค่าใช้จ่าย ไม่รู้สิพี่เอกอยู่ในโลกของตัวเองแล้วมีความสุขมาก เราได้ผ่อนคลายมากเลย มันไม่ได้แบบเราจะถ่ายอย่างไรให้มันสวย สำหรับพี่มันไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่เลย มันเป็นเรื่องเล็ก ๆ เอง 

เหมือนพี่เคยพูดว่าคนเราจำเป็นต้องเห็นด้านงดงามของชีวิตแต่ว่าสถานการณ์ตอนนี้คนต้องดิ้นรนเยอะกว่าที่เคยเป็น ซึ่งผมก็ยังไม่รู้เลยจะใช้คำไหนกับความลำบากของคนที่เขาประสบพบเจออยู่ตอนนี้ ผมไม่รู้ว่าเขาจะยังมองเห็นความงดงามได้ไหมในช่วงนี้ พี่เอกมองว่าอย่างไรครับ

คือสถานการณ์ตอนนี้พี่เอกว่ามันย่ำแย่มาก คือมันไม่มีโอกาสให้ดิ้นรนเลยอ่ะ เหมือนคนทำธุรกิจตอนนี้ถูกบอกว่าให้ดิ้นรน ให้ต่อสู้ คือก็อยากจะสู้นะ แต่บางทีมันขายไม่ได้หรือปิดก็ไม่รู้จะสู้อย่างไรจริง ๆ 

และถามว่าจะมองอย่างไรให้มันสวยงาม พี่ว่าเอาเรื่องอยู่นะ พอเปิดทีวีปุ๊ปเราจะเห็นว่ามีคนตายตลอดเวลา ทั้งสภาพเศรษฐกิจทั้งอะไรต่อมิอะไร 

“ต้นทุนการถ่ายรูปพี่มาจากความรู้สึก”

ความรู้สึกพวกนี้ส่งผลต่อการทำงานศิลปะของเรามากน้อยแค่ไหน เรายังผลิตงานได้เหมือนเดิมไหม 

คือถ้าพี่ได้จับกล้องแล้วเดินไปไหนมาไหนมันก็จะเป็นโลกอีกใบของพี่แล้ว เป็นโลกที่พี่เอกมองผ่านองค์ประกอบศิลปะ ถามว่าถ่ายได้ไหมก็ถ่ายได้ เพราะว่าเราก็ยังมีแสงเหมือนเดิม มีสีเหมือนเดิม รายละเอียดต่าง ๆ ศิลปะมันยังเหมือนเดิม แต่แรงขับเคลื่อนนี่แหละ ที่ทำให้เกิดคำถามว่าจะออกไปถ่ายดีไหม

ภาพมันเศร้าขึ้นไหมครับ

ก็น่าจะนะ เพราะว่าก้นบึ้งของความรู้สึกมันหม่นไปแล้ว ยังไงก็หม่นแหละ คือสมมติว่าพี่เอกจะถ่ายอาคารนี้ พี่เอกก็คงจะหาอะไรที่ตรงกับความรู้สึกเรา ก็คงจะเป็นเงาสะท้อนกระจกที่มันดูหม่น ๆ มากกว่า เพราะว่าเอาจริง ๆ ต่อให้เราแสร้ง ฉันชอบถ่ายสีแดง สีจัด เฮ้ยลึก ๆ นายยังหม่นอยู่อ่ะ ภาพมันก็พาไปสู่สิ่งที่มันสะเทือนใจ รู้สึกกับอารมณ์ ณ ตอนนั้นมากกว่า หรืออะไรที่เรารู้สึกอยากระบายออกมา พอเราเห็นกระจกสะท้อนเงาออกมาหมด เราก็รู้สึกว่าอันนี้แหละตรงกับความรู้สึกเรา ซึ่งต้นทุนการถ่ายรูปพี่เอกมาจากความรู้สึก แน่นอนมันต้องมีผล

“ทุกข์ยาก จนไม่มีความฝัน”

การถ่ายรูปของพี่ก่อนหน้าที่จะได้มาทำจริงจัง มันเทียบเป็นเหมือนความฝันที่อยากจะทำให้สำเร็จไหมครับ

สำหรับคนอื่นอาจจะพูดได้ จริง ๆ พี่เอกเป็นคนมีฝันไหม คือ มันทุกข์ยากจน ไม่มีความฝัน ชีวิตมันไม่ได้แฮปปี้ตั้งแต่เด็กมาแล้ว มันก็เลยรู้สึกว่าพอมาอยู่แบบนี้มันไม่มีความฝัน คนในระดับพี่เอกไม่มีความฝัน อาจจะเป็นแค่พี่เอกคนเดียวก็ได้นะที่ไม่มีความฝัน มันแค่อยู่รอดไปวัน ๆ เดือน ๆ นึงเท่านั้น เพราะสังคมที่พี่เอกเคยอยู่ บางคนลำบากจนไม่มีความฝัน ถ้าฝันแบบบ้าน ๆ คือ กูอยากรวยแต่ก็ไม่รู้ว่าจะรวยอย่างไร ต้องมีวิธีการ สเต็ปหนึ่ง สเต็ปสองเขาก็ไม่รู้

สิ่งที่พี่เอกทำตอนนี้น่าจะทำเพราะว่ามันเป็นตัวเองมากกว่าซึ่งก่อนหน้านี้พี่เอกก็ไม่ได้อยากเป็นช่างภาพ  ไม่ได้อยากเป็นศิลปิน นี่แหละขับวินแล้วได้ถ่ายรูปในแต่ละวัน แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว ไม่รู้จะเรียกว่าความฝันได้ไหม แต่พอผลลัพธ์มันออกมา สิ่งที่เราทำมันไปไกลกว่าที่เราคิดไว้ ก็เรียนรู้กันไป

“ภาพชีวิตของคน ๆ หนึ่งที่มันไปไหนไม่ได้”

นัยหนึ่งการที่คนมาดูรูปพี่เอกในไอจีมันก็ช่วยปลอบประโลมสภาพจิตใจเขาได้อยู่เหมือนกัน คิดไปก็คล้ายกับที่พี่เอกบอกว่าในช่วงเวลาที่พี่เอกออกไปถ่ายรูป พี่เอกจะหลุดไปอยู่อีกโลกนึงคล้ายประตูอีกบานที่เปิดออกไปได้

สุดท้ายมันก็ต้องเดินออกไป สุดท้ายภาพพี่เอกมันก็มาจากเดินออกไป เคยมีน้องคนนึงมาถามพี่เอกว่า พี่ผมถามพี่อย่างได้ไหม ถ้าพี่เกิดมาในสภาวะที่พร้อมที่บ้านร่ำรวยมาก พี่เอกจะถ่ายรูปแบบนี้ไหม พี่เอกก็ตอบ ตอบแบบไม่คิดเลย ไม่ถ่าย จะถ่ายภาพแบบนี้ทำไม ก็มันมีเงินที่จะไปเที่ยวต่างประเทศมีเงินที่จะใช้จ่ายได้ตามใจชอบ มีเงินซื้อกล้องแพง ๆ จะมาถ่ายแบบนี้ทำไม ไอ้ภาพที่เห็นมันเป็นภาพชีวิตของคน ๆ หนึ่งที่มันไปไหนไม่ได้ เพราะถ้าพี่เอกไปไหนได้ พี่เอกคงไม่ถ่ายกรุงเทพฯ 

กรุงเทพฯ ไม่ใช่จุดหมายปลายทางที่ช่างภาพอยากถ่ายรูปสวย (ธรรมชาติ) ไม่ใช่ พี่เอกไปไหนไม่ได้ แล้วจะอยู่กับมันยังไง จะใช้ต้นทุนที่เรามีออกมายังไง ที่จะเล่าเรื่องออกมาจากการถ่ายภาพแบบนี้ ก็คือมองให้มันเป็นศิลปะให้หมด ละลายสามัญสำนึกที่มี ถ่ายตึกแต่เราไม่ได้ถ่ายตึก ถ่ายเก้าอี้แต่เราไม่ได้ถ่ายเก้าอี้ พี่เอกถ่ายเส้นของมัน ถ่ายเงาของมัน ภาพมันก็ออกมาเป็นภาพของชีวิตของคนที่มันมีแค่นี้ เราก็เอาสิ่งที่มันมีแค่เนี้ยแหละมาเล่า

“สิ่งที่อยู่รอบ ๆ เราคือสิ่งเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือจินตนาการ”

จากบทสัมภาษณ์ครั้งก่อนๆ พี่เอกบอกว่าสมัยเด็กพี่เอกก็ไม่ได้ออกไปไหนสักเท่าไหร่ ช่วงเวลาส่วนใหญ่จะต้องอยู่แต่ในบ้าน

ใช่ เยอะมาก สิ่งที่พี่ทำได้ก็คือก้มหน้าเล่นตัวการ์ตูนและก็สร้างจินตนาการของตัวเอง พี่เอกเป็นคนที่อยู่กับจินตนาการเยอะมาก จริง ๆ การถ่ายรูปพี่เอกแก้ปัญหาจากการใช้จินตนาการมากกว่า 

ซึ่งตรงนี้มันก็อาจจะช่วยทำให้พี่เป็นคนมองอะไรแล้วมองละเอียดเห็นอะไรได้เยอะเพราะเราอยู่กับสิ่งเดิม ๆ ตลอดเวลา ผมว่ามันออกมาในงานภาพถ่ายของพี่ 

สิ่งที่อยู่รอบ ๆ เราคือสิ่งเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือจินตนาการในใจเรา อันนี้เปลี่ยนตลอด 

พี่ว่าเกี่ยวนะ พี่อยู่กรุงเทพฯ ถ่ายมินิมอล เส้น แสง เงา มันก็เป็นเรื่องเดิม ๆ แต่ภาพที่ออกมามันก็จะเปลี่ยนตามวาระ สถานที่ อารมณ์ ณ ตอนนั้น แต่จริง ๆ แล้วธีมหลักและพื้นฐานคือเรื่องเดียวกัน

ในแง่ของการเป็นช่างภาพมันสำคัญแค่ไหน ที่รูปแรกกับรูปสุดท้ายคนดูจะสามารถรู้ได้ทันทีว่าเป็นเราถ่าย 

สำหรับพี่มันสำคัญ บางคนเขาอาจจะบอกว่าไม่พัฒนา แต่ตัวเราก็แค่นี้แหละ จะพัฒนาเรื่องเทคนิคแต่ไม่ใช่ตัวเองไปทำไม บางทีเรียบง่ายไว้ก็ดีกว่า

การคงสไตล์ของตัวเองไว้ในผลงานคือสิ่งที่ต้องทำตลอดใช่ไหมครับ

ใช่ ๆ พี่เอกคิดว่าถ้าจะพัฒนา ของพี่เอกมันเป็นเรื่องของจิตใจมากกว่า พี่เอกไม่ค่อยเน้นเรื่องเทคนิค เป็นแค่พื้นฐานแต่ว่าเรื่องของอินเนอร์ของเรา เรื่องของมุมมอง สำคัญต้องคงไว้ด้วยความรู้สึกที่มีในวันแรกที่เริ่มถ่ายไว้กับวันต่อ ๆ ไป 

เรื่องซับเจคหรือสถานที่ ชั้นเชิงเรื่องการมองแสงเงา มันเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ แต่ว่าเรื่องพื้นฐานจิตใจ พื้นฐานมุมมองที่เรารู้สึกกับมันจะพยายามรักษาไว้เหมือนเดิม

“กรุงเทพฯ”

อยากทำโฟโต้บุ๊คส์ไหมครับ 

อยากทำ จริง ๆ เตรียมภาพไว้แล้ว แต่ว่าช่วงนี้โควิดก็เลยลากยาว ต้องมีสักเล่มนึงในชีวิต

มันน่าจะเป็นเรื่องอะไรดี 

เรื่อง กรุงเทพฯ เลย เราเริ่มต้นจากตรงนี้ มันอาจจะเป็นภาพในไอจี เพราะมันเป็นภาพที่เราเห็นด้วยกันทุกคน ทุกคนน่าจะเป็นเจ้าของกันได้หมด ซึ่งอาจจะมีบางภาพที่คนยังไม่เคยเห็น เอามาเสริม โดยคิดว่ามีแน่นอนแต่คงเป็นหลังโควิด เล่มแรกมันจะเริ่มต้นที่กรุงเทพ เก็บไว้เผื่อวันนึงเราได้เดินทางออกไปไกลกว่ากรุงเทพฯ อันต่อไปก็จะเป็นอีกเรื่องนึง

สมมติเราเดินทางออกไปต่างประเทศได้ มันก็จะเริ่มนับเป็นบทใหม่ของพี่เลยใช่ไหม เพราะก่อนหน้านี้ไอจี phichaikeawvichit คือกรุงเทพฯ

ใช่ ฟ้ามันเปิด เราเห็นเมืองนั้นเมืองนี้แล้วเราอยากเล่า แล้วเราจะมีมู๊ดแบบนี้อยู่ไหม แล้วเราอยากจะเล่าอะไร เพราะโฟโต๊บุ๊คส์ มันเป็นตัวตนของเรา เป็นทัศนคติที่เรามีต่อโลก มีต่อผู้คน

“ศิลปะที่ดีที่สุดคือความเป็นมนุษย์”

สุดท้ายพี่มองว่า ถึงแม้ว่าช่วงนี้จะเลวร้ายแค่ไหน ศิลปะก็ยังช่วยเยียวยาและทำหน้าที่ของมันได้เหมือนเดิม

พี่เอกคิดว่าศิลปะเป็นการเล่าเรื่องต่อให้มันมีสถานการณ์ที่ดีขึ้นหรือเลวร้ายลง เราสามารถเล่าผ่านศิลปะได้ พอมันได้เล่าผ่านศิลปะ ตัวผู้เล่าเองมันก็เหมือนได้ปลดปล่อยอะไรบางอย่างออกมา เราอาจจะก่นด่าหรือชื่นชม แต่ให้มันผ่านศิลปะ ผ่านที่วิธีการบางอย่าง พี่ว่ามันก็ทำให้เราบรรเทาความทุกข์ไปได้

เพราะว่าศิลปะไม่จำเป็นต้องสวยงามเสมอ

ใช่ครับ มันเป็นการเล่าเรื่องเฉย ๆ ซึ่งถ้าเราเป็นมนุษย์ทุกคนมีสิทธิเล่า เพราะว่าศิลปะที่ดีที่สุดคือความเป็นมนุษย์ เพราะฉะนั้นทุกคนมีสิทธิเล่า แต่วิธีที่จะเล่าแล้วแต่ บางคนอาจจะแต่งเพลงร้องเพลง บางคนชอบวาดรูป หลากหลายไปหมด


ถ้าจะให้พี่พูดกับคนที่เขาเข้ามาดูไอจีพี่ตอนนี้แล้วภาพต่าง ๆ ทำหน้าเป็นประตูอีกบานหนึ่งให้แก่พวกเขาในการเสพความสุขพี่จะบอกพวกเขาว่าอะไร

ตามสบายเลยนะครับ ที่นี่ไม่พิษไม่มีภัย เอ่อเป็นที่ที่ … จะพูดอย่างไรดี คำพูดไปไม่ถึง ก็สู้ไปด้วยกัน พักเหนื่อยไปด้วยกันในห้องนี้ ยินดีต้อนรับทุกคน 

คือพี่ว่าทุกคนเหนื่อยกันหมด ไม่ต้องพูดอะไรเยอะในช่วงสงครามแบบนี้ แค่มองตากันก็รู้

Related Stories

รูปภาพขาวดำ โดย นักบันทึกแสง
Photography
ผลงานภาพถ่ายขาวดำที่สะท้อนตัวตนของช่างภาพผู้มีนามว่า ‘นักบันทึกแสง’
พูดคุยกับมือเบสวง Retrospect เจ้าของเพจนักบันทึกแสง กับบทบาทช่างภาพอิสระที่เขารักไม่แพ้การเล่นดนตรี
Read More
Above the mars, London 2019
Travel
ในวันที่ ‘การเดินทาง’ ไม่ได้หมายความว่าต้องอยู่ไกลบ้านเสมอไป
ตกตะกอนจากทุกเรื่องราวที่ได้เก็บเกี่ยวผ่านการท่องโลกของสองนักเดินทางเจ้าของเพจ ABOVE THE MARS
Read More
เหตุการณ์ไฟไหม้ชุมชนคลองขวาง ย่านพระราม 3 ถ่ายโดย อำพล ทองเมืองหลวง
Photography
อำพล ทองเมืองหลวง: เมื่อภาพข่าวไม่ใช่เพียงภาพประกอบข่าวอีกต่อไป
เหตุการณ์จริงที่คุณไม่ทันเห็นผ่านเลนส์ของช่างภาพข่าวมืออาชีพที่เชื่อว่า "รูปที่ดีที่สุดคือรูปที่ยังไม่ได้ถูกถ่าย"
Read More
©️ 2021 W Trading Co., Ltd.