Automobiles

B. BIRA: ตำนานนักแข่งรถฟอร์มูล่าวันคนแรกแห่งเอเชีย ‘พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีรพงศ์ภาณุเดช’

บทความโดย Kasidet Maleehom, Features Editor, W. MINISTRY

ภาพประกอบโดย Paritat Supaporne, Senior Visual Designer, W. MINISTRY

Automobiles

B. BIRA: ตำนานนักแข่งรถฟอร์มูล่าวันคนแรกแห่งเอเชีย ‘พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีรพงศ์ภาณุเดช’

15 July 2020

15 กรกฎาคม 2563 รำลึก 106 ปีถึงพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีรพงศ์ภาณุเดช “เจ้าดาราทอง” สุภาพบุรุษเจ้าความเร็ว

 

“ข้าพเจ้าขอขอบคุณแด่ดวงดาราในวันที่ข้าพเจ้าโชคดีได้เกิดมาบนโลกใบนี้
สถานที่ที่ซึ่งทำให้ความปรารถนาของข้าพเจ้าเป็นจริง”

 

บ่ายในเดือนพฤษภาคม ปี 1950 ณ สนามแข่ง Silverstone ประเทศอังกฤษ มีเหตุการณ์ครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์รถแข่งสูตรหนึ่ง เพราะเป็นครั้งที่ถือกำเนิดการแข่งขันรถสูตรหนึ่งชิงแชมป์โลก ( FIA Formula One World Championship) เป็นครั้งแรกและจบลงด้วยการประกาศชัยของทีม Alfa Romeo รถแข่งสัญชาติอิตาลีในโอกาสครั้งแรกที่ได้แล่นบนแผ่นดินอังกฤษ และนักแข่งรถที่สามารถคว้าชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์คือ จูเซปเป นีโน่ ฟารีน่า (Giuseppe ‘Nino’ Farina) ผู้ซึ่งเป็นชาวอิตาเลียนเช่นกัน ชายหนุ่มดีกรี นักศึกษาปริญาเอกสาขารัฐศาสตร์

การแข่งครั้งนั้นเต็มไปด้วยนักแข่งผู้เป็นตำนานของวงการรถสูตรหนึ่งอย่างลุยจิ ฟาจิโอลี (Luigi Fagioli) แห่งทีม  Alfa Romeo, เรก พาร์แนล (Reg Parnell) ยอดนักแข่งชาวอังกฤษแห่งทีมดาร์บี้ และยังมีฮวน มานูเอล ฟานจิโอ (Juan Manuel Fangio) ราชันย์แห่ง F1 ซึ่งหลังจากการแข่งครั้งนั้นเขาคือผู้ที่ครอบครองถ้วยรางวัลแชมป์โลกถึง 5 สมัยด้วยกัน นอกจากนั้นยังเต็มไปด้วยเสน่ห์และสีสันด้วยเรื่องราวล้วนมากเอกลักษณ์ของพื้นหลังนักแข่งแต่ละคนที่ไม่ว่าจะมีนักดนตรีแจ๊สชื่อดังอย่าง จอห์นนี่ เคลส (Johnny Claes) และเอมมานูเอล ตูโร เดอ กราเฟนเรนจ์  (Emmanuel ‘Toulo’ de Graffenried) ขุนนางจากสวิตเซอร์แลนด์

มีสองคนในท่ามกลางนักแข่งผู้เป็นตำนานเหล่านั้นที่ไม่ใช่ชาวยุโรป นอกจากฮวน มานูเอล ฟานจิโอนักแข่งชาวอาร์เจนไตน์ผู้ยิ่งใหญ่ หนึ่งคนในนั้นมีชายเอเชียผิวคล้ำ ลงสนามด้วยพร้อมกับเจ้า Maserati 4CLT ในนามของทีม Enrico Platé ในรถแข่งสีฟ้าเหลือง ชายคนนั้นจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากที่สุดแห่งตำนานวงการรถแข่งของเมืองไทย ‘พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีรพงศ์ภาณุเดช’ หรือ พระองค์เจ้าพีระ ซึ่งใช้นามว่า B. Bira ในการแข่งขัน ชื่อเสียงอีกด้านของพระองค์เจ้าพีระที่ชาวอังกฤษจะรู้จักและคุ้นเคยท่านก็คือ การที่เป็นหลานชายของสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ซึ่งเป็นแรงบันดันดาลใจของตัวละครในเรื่อง The King and I ที่แสดงโดยนักแสดงมากฝีมือชาวรัสเซีย ยูล บรีนเนอร์ (Yul Brynner)

 

 

เจ้านายพระองค์นี้ไม่เพียงเป็นแค่จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของการแข่งขันในรายการอันยิ่งใหญ่ แต่เรื่องราวของพระองค์ท่านยังเป็นกำลังใจและแรงบันดาลใจที่ดีต่อนักแข่งรุ่นหลัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสัญชาตญาณและจิตวิญญาณของการเป็นนักแข่ง ที่เติบโตภายในตัวพระองค์ท่านตั้งแต่ยังเยาว์วัย ความกล้าที่จะเป็นตัวของตัวเอง และที่สำคัญฝีไม้ลายมือหลังพวงมาลัยที่มีลวดลายสง่างาม อีกทั้งยังได้รับการพูดถึงจากสื่อวงการมอเตอร์สปอร์ตหลายสำนักว่าพระองค์ทรงเป็นนักแข่งที่มีความเป็นสุภาพบุรษอย่างแท้จริง แม้คนจะรู้จักและจดจำภาพขององค์ชาย ผู้เป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันรถสูตรหนึ่งครั้งประวัติศาสตร์ แต่ถ้าเราย้อนกลับไปดูผลงานของพระองค์ก่อนที่จะเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง เราจะเข้าใจได้อย่างไม่มีข้อแย้งติงถึงความเก่งกาจของนักแข่งสายเลือดไทยผู้นี้ ที่พิสูจน์ได้ด้วยการติดอยู่ 50 อันดับของนักแข่งรถสูตรหนึ่งตลอดกาลที่เคยมีมา พระองค์เจ้าระพี คือชาวเอเชียคนแรกและคนเดียวมาตลอดที่ได้ลิ้มรสการประลองในสนามแห่งเจ้าความเร็วของรถฟอร์มูล่าวัน ซึ่งหลังจากนั้นต้องใช้เวลากว่า 26 ปี ถึงจะมีนักแข่งชาวญี่ปุ่นเข้ามาประลองชัยในสนามระดับเดียวกันและต้องรอจนถึงปี 2001 ถึงจะมีนักแข่งจากอาเซียนสามารถผ่านเข้าร่วมการแข่งรถสูตรหนึ่งได้

แม้พระองค์จะไม่เคยชนะในการแข่งขันรายการใหญ่ระดับแชมป์เปี้ยนชิพของรถสูตรหนึ่งได้เลย แต่ด้วยความสามารถที่เจิดจรัสด้วยผลงานและฝีมือที่ไม่ว่าจะเป็นนักแข่งรถมือฉมังหรือผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ก็ต่างบอกว่าทุกนาทีที่ได้โอกาสดูท่านลงแข่งนั้นแสนคุ้มค่า เปี่ยมไปด้วยทักษะที่น่าจับตามอง พระองค์เจ้าพีระจึงเป็นหนึ่งในนักแข่งที่ควรได้รับการสรรเสริญมากกว่าที่เป็นอยู่

บทความนี้เราจะรวบรวมเสียงเล่าขานแห่งวีรกรรมอมตะของพระองค์ อันประจักษ์ชัดแจ้งถึงพระปรีชาสามารถ

“ถนนตรงหน้าของข้าพเจ้าช่างสวยงามและปลอดโปร่งเสียจริง ข้าพเจ้ารู้สึกว่าตัวเองตกอยู่ในภวังค์แห่งความรุ่มเร้าและรับรู้ได้ถึงสัมผัสแห่งความเร็ว ทุกครั้งที่เคลื่อนที่ไปข้างหน้าให้ความรู้สึกของการได้แหวกว่ายฝ่าอากาศที่สดชื่นยามรุ่งอรุณ

เมื่อเร่งความเร็ว ข้าพเจ้าได้ละสายตาจากพิท เพื่อชื่นชมทัศนียภาพของหมู่บ้าน Gueux ทันใดหลังจากขึ้นเกียร์สอง ข้าพเจ้าตกอยู่ในห่วงทำนองเสียงที่แสนสมบูรณ์ของสรรพสิ่งๆ รอบกายข้าพเจ้า ที่รอบล้อมเต็มด้วยเสียงคำรามของตึกรามบ้านช่องที่สะท้อนออกมาจากสองฝั่งทาง”

บางช่วงบางตอนของการหวนระลึกถึงเช้าในเดือนกรกฎาคม ปี 1939 ช่วงเวลาการฝึกซ้อมทำรอบที่สนาม Reims-Gueux หลังจากการที่ได้เริ่มเข้าสู่วงการเมื่อ 4 ปีก่อน หลังจากได้รับการเชื้อเชิญจากญาติผู้เปรียบเสมือนพระเชษฐาอย่างพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์

 

พระองค์เจ้าจุลและพระองค์เจ้าพีระ พร้อมด้วยรถ Bentley ของพระองค์ หน้าคลับเฮ้าส์ของสนาม Brooklands

 

มีเกร็ดประวัติศาสตร์เล็กน้อยก่อนพระองค์เจ้าพีระจะกระโดดเข้ามาสู่วงการรถแข่งและใช้นามว่า B. Bira นั้น เมื่อครั้งพระองค์ทรงพระเยาว์ได้ทรงแสดงออกถึงความรักต่อการขับรถ มีเรื่องเล่าว่าพระองค์ท่านชอบนั่งตักโชว์เฟอร์อยู่บ่อยครั้งระหว่างการขับรถเล่นในสวนของวังบูรพาภิรมย์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาแรกๆ ที่พระองค์ได้สัมผัสความรู้สึกถึงการควบคุมพวงมาลัย หนึ่งในคนขับรถของพระองค์ ได้พาสองพี่น้อง ทั้งพระองค์เจ้าพีระและพระองค์เจ้าอาภัส (พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภัสสรวงศ์) เที่ยวรอบกรุงเทพฯ ด้วยรถยี่ห้อ Oakland รวมถึงพระองค์ได้ประสพกับอุบัติเหตุทางรถยนต์ครั้งแรกก็เกิดขึ้นกับเจ้า Oakland คันนี้เช่นกัน จนกระทั่งเมื่อพระองค์มีพระชันษา 11 ปี สามารถขับรถโดยลำพังบริเวณในสวนของวัง

ครั้งพระชันษา 13 ปี เป็นครั้งแรกที่พระองค์ต้องทรงโบกมือลาพระบิดาเป็นครั้งแรกที่ท่าเรือสิงคโปร์เพื่อเดินทางมายังสหราชอาณาจักร โดยหลังจากนั้นไม่นาน สมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ ผู้เป็นพระบิดาก็ได้ทิวงคต จากการตัดสินใจจากทางราชวงศ์ บุคคลที่ได้เข้ามาอุปถัมป์ค้ำชูพระองค์ คือ พระองค์เจ้าจุลจักรจักรพงษ์ องค์ชายสายเลือดผสมระหว่างสยามและยูเครนที่ชำนาญการใช้ชีวิตในดินแดนที่อยู่ห่างไกลบ้านกว่าพันไมล์ แม้พระองค์จะมีพระชันษามากกว่าพระองค์เจ้าพีระเพียง 6 ปี แต่นั้นก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะพระองค์ท่านได้มาอยู่ที่ประเทศอังกฤษตั้งแต่ปี 1920 ที่ภายหลังได้สร้างทีมรถแข่งของตนเองขึ้นมา และพระองค์ คือปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการกำเนิดของตำนานนักแข่งรถฟอร์มูล่าวัน คนแรกของเมืองไทยและของเอเชีย

เมื่อพระองค์เจ้าพีระเสด็จมาถึงประเทศอังกฤษในปี 1927 ก็ได้ตัดสินใจเรียนทางด้านจิตรกรรมและประติมากรรม ทรงโปรดกิจกรรมในยามว่างหลากหลายชนิดมากมายไม่ว่าจะเป็นอาทิ การเล่นกีฬา การทำโมเดลรถยนต์และรถไฟ วาดภาพทิวทัศน์ ผลงานประติมากรรมบางชิ้นของพระองค์ถูกจัดวางไว้ที่สถาบัน The Royal Academy ในกรุงลอนดอน นอกจากนั้นยังทรงโปรดการเล่นเครื่องร่อนและเครื่องบิน แต่สิ่งที่เหมือนจะเป็นงานอดิเรกที่เอาแน่นอนได้ที่สุดก็คือ ‘การแข่งรถ’

 

(ซ้าย) พระองค์เจ้าพีระขณะกำลังเข้าโค้งใน Brooklands ปี 1938 (ขวา) พระองค์เจ้าพีระกับ Romulus รถแข่ง ERA R2B คู่ใจ

 

ความรักที่มีต่อความเร็วพัฒนากลายเป็นความหลงใหลที่ยั่งลึกลงไปในตัวของพระองค์เจ้าพีระในเร็ววัน ยิ่งกับการที่ได้มาอยู่ท่ามกลางบรรยากาศของประเทศอังกฤษในทศวรรษ 1930 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่การแข่งรถความเร็วสูงกำลังเบ่งบานขึ้นมา แต่ยังคงไว้ในรูปแบบกิจกรรมการแข่งเชิงสมัครเล่นและเป็นกิจกรรมยามว่างหลักของบรรดาชนชั้นนำผู้มั่งคั่งในสมัยนั้น เพราะด้วยราคาค่างวดของการลงทุนกับรถแข่งสักครั้งต้องใช้เงินมหาศาล และการต้องเสี่ยงชีวิตบนเส้นทางวิ่งทั้งในสนามและบนถนนกับความเร็วที่ยากจะหาคำบรรยายได้ในยุคนั้น แม้ยังไม่ได้เป็นจริงเป็นจังระดับอาชีพอย่างเช่นในอนาคตหรือปัจจุบัน แต่ก็มีผู้เชี่ยวชาญคอยกำกับเข้าร่วมจากบริษัทยนตรกรรมที่มีชื่อทั้งหลาย นักแข่งเจ้าความเร็วในขณะนั้นก็ยังมุ่งมั่นมองหาความตื่นเต้นอย่างสุดขีดไม่ได้มีความคิดในเรื่องของเงินตราเข้ามาข้องแวะให้เสียสมาธิสักเท่าไหร่

จิตวิญาณนักแข่งรถของพระองค์เจ้าพีระถูกจุดให้ลุกโชนอย่างจริงจัง ในปี 1934 เมื่อครั้งที่พระองค์เจ้าจุลได้พาไปทอดพระเนตรการฝึกซ้อมของนักแข่งที่สนาม Brooklands ในเมือง Surrey พระองค์ทรงรู้สึกทึ่งกับเสียงและความเร็วของรถแข่งที่แล่นฉิวผ่านตัวพระองค์แต่ละรอบ หลังจากนั้นสองพี่น้องก็ได้ไปทอดพรเนตรการแข่งรายการ RAC Tourist Trophy ที่สนาม Ards ในไอร์แลนด์ตอนเหนือ ซึ่งต่อมาพระองค์ได้มีโอกาสทรงพูดคุยกับเอ็ดเวิร์ด ‘เอ็ดดี้’ แรมส์เดน ฮอลล์ (Edward ‘Eddie’ Ramsden Hall) นักแข่งรถชาวอังกฤษผู้มีชื่อเสียงในเวลานั้น หลังจากนั้นต่อมาพระองค์ทรงตัดสินใจได้ว่าตัวเองนั้นต้องการที่จะเป็นนักแข่งรถ

 

 

จากแรกเริ่มที่เป็นผู้อุปถัมภ์ พระองค์เจ้าจุลกลายเป็นผู้ชักนำพระองค์เจ้าพีระเข้าสู่โลกแห่งความเร็วอย่างเต็มตัว และบ่มเพาะประสบการณ์ให้เติบใหญ่แข็งแรง ทั้งที่ตอนแรกพระองค์เจ้าจุลก็ยังไม่กล้าเพราะเป็นห่วงด้านความปลอดภัย หลายต่อหลายครั้งที่ต้องยอมให้พระองค์เจ้าพีระลงแข่งในหลายรายการอย่างไม่ค่อยสบายใจมากนัก แต่ถึงอย่างไรก็ตามพระองค์เจ้าพีระได้ซื้อรถ Riley Imp เป็นรถครั้งแรกของพระองค์และได้ความยินยอมจากพระองค์เจ้าจุลในที่สุด พระองค์เจ้าจุลนั้นเป็นทั้งนายทุนและเป็นผู้จัดการคอยดูแลสิ่งต่างๆ ทั้งเรื่องในและนอกสนาม ที่ทรงจัดตั้งทีมส่วนตัวที่มีนามว่า White Mouse Racing หรือ คอกหนูขาว ที่มีช่างมากฝีมือเข้ามาร่วมสังกัดจากแฮมเมอร์สมิธ มาช่วยตัดแต่งเจ้า Imp ให้กลายเป็นรถที่พร้อมสำหรับในการแข่ง ทั้งนี้พระองค์ยังทรงบริหารงานได้อย่างไม่บกพร่องและทรงเลือกตารางแข่งที่พอดี ทุกครั้งที่พระองค์เจ้าพีระลงแข่ง พระองค์เจ้าจุลจะคอยสั่งการอยู่ในข้างสนามเสมอ บ่อยครั้งในคำบอกเล่าที่กล่าวถึงภาพที่เห็นเป็นประจำเมื่อพระองค์เจ้าพีระแล่นผ่านเส้นจุดเริ่มเมื่อไหร่ทั้งสองพระองค์จะสบตากันตลอด ซึ่งพระองค์เจ้าจุลจะเป็นผู้คอยให้สัญญาณทุกครั้งด้วยป้ายที่เขียนด้วยภาษาไทยเช่น “เร็วขึ้นอีก” และ “เหลืออีกห้ารอบเท่านั้น” เป็นต้น

สีรถที่ใช้ในการแข่งแต่ละครั้งหาใช่สีขาวตามชื่อทีมคอกหนูขาว แต่เป็นสีฟ้าขลิบเหลือง ที่มาของสีฟ้านั้นมีเรื่องเล่าว่ามาจากสีของชุดหญิงสาวเดนิชคนนึงผู้เป็นสหายของพระองค์เจ้าจุลทรง ที่เธอสวมใส่ในการรับประทานอาหารร่วมกันกับพระองค์ในค่ำคืนนึง (แรกเริ่มพระองค์ทรงโปรดสีฟ้าของเสื้อคนขี่ม้าแข่งของสมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ซึ่งสีของชุดเดรสที่หญิงสาวนั้นสวมใส่ตรงกันตามประสงค์ของพระองค์พอดี) ที่ต่อมาในวงการจะยกย่องสีนี้ว่า ‘Bira Blue’ สีฟ้าสดที่คาดด้วยสีเหลือง (ซึ่งสีเหลืองนั้นต้องการสื่อแทนถึงสีสัญลักษณ์ของราชยานยนต์สมาคมแห่งสยาม) แต่ครั้งนั้นยากที่จะอธิบายถึงสีเหลืองเดียวกันได้ พระองค์เจ้าจุลจึงได้ตัดสินใจเทียบเคียงสีเหลืองของชาติสวีเดนที่คนยุโรปจะคุ้นชินมากกว่า

พระองค์เจ้าพีระเรียนรู้ประสบการณ์การขับขี่หลายต่อหลายครั้งกับเจ้า Riley Imp และตลอดช่วงเวลานั้นก็ได้เฝ้าจับตามองคู่แข่งของพระองค์ท่านอยู่เสมอๆ พระองค์เจ้าพีระคอยวิเคราะห์ทั้งไลน์การขับและวิธีบังคับควบคุมพวงมาลัยของพวกเขา รวมถึงอากัปกิริยาท่าทางขณะนั่งอยู่หลังพวงมาลัยและสายตาของพวกนักแข่งเหล่านั้น

หลังจากที่พระองค์ท่านได้มีรถยนต์เป็นของตัวเองคล้ายกับเป็นการเปิดประตูสู่โอกาสที่พระองค์เองใฝ่หามานาน กับการลิ้มรสชาติและสัมผัสถึงความเร็วระดับสูง ภายในระยะเวลาไม่นานการแข่งครั้งแรกก็มาถึง ซึ่งแน่นอนว่าทุกการเดินทางต่อจากนี้ไปของพระองค์เจ้าพีระจะต้องมีองค์เจ้าจุลจักรเสด็จคู่ไปตลอดด้วยกัน เป็นที่รู้กันว่าองค์ชายจากสยามประเทศนั้นคือผู้ที่ใครๆ ก็ต้องยอมรับในเรื่องของฝีมือที่จะหาใครมาทัดทานในเกาะอังกฤษในช่วงเวลาดังกล่าว

 

(ซ้าย) พระองค์เจ้าพีระกำลังพักดื่มน้ำ ณ สนาม Crystal Palace ปี 1937 (ขวา) พระองค์เจ้าพีระกำลังคุยกับช่างที่สนาม Silverstone ปี 1952

 

ลงสนามครั้งแรก

 

ประสบการณ์ประลองความเร็วครั้งแรกของพระองค์ท่านทั้งคู่มาแบบไม่ทันตั้งตัว ที่บอกว่าทั้งคู่เพราะพระองค์เจ้าจุลทรงประทับอยู่ด้วยในรถ Bentley รุ่นโดยสารธรรมดา ในปี 1935 เหตุการณ์สุดแสนจะตื่นเต้นเร้าใจนี้เกิดขึ้นจากการที่ทั้งสองพระองค์ทรงประทับรถ Bentley คันดังกล่าว เพื่อที่จะเสด็จไปสังเกตการณ์รายการ 24 Hours of Le Mans ซึ่งในช่วงเวลาที่ไปถึงเป็นช่วงกลางคืน ทั้งสองมุ่งตรงไปที่เมือง Mulsanne เพื่อต้องการที่จะหาที่จอดรถนั่งดูการฝึกซ้อม แต่ผู้สังเกตการณ์คนอื่นๆ กับนึกว่ารถ Bentley ของพระองค์นั้นเป็นรถแข่งที่กำลังฝึกซ้อมการแข่งขันอยู่ จึงหลบทางให้ กระนั้นจึงทำให้พระองค์เจ้าพีระทรงรู้สึกหึกเฮิม มีความมั่นใจขึ้นมา พระองค์จึงทรงขับเจ้า Bentley ตะลุยสนามสุดขลังแห่งนี้ท่ามกลางความวิตกและหวาดกลัวของพระองค์เจ้าจุลที่นั่งอยู่ข้างๆ

หลังจากได้ผ่านไปห้ารอบ พระองค์เจ้าจุลทรงร้องขอที่จะลงจากลงก่อน เป็นที่เห็นได้ชัดว่านี่คือเหตุการณ์ที่น่าสะพรึงที่สุดในชีวิตของพระองค์เลยก็ว่าได้ หลังจากพระองค์ลงจากรถเสร็จ พระองค์เจ้าพีระก็ทรงลุยต่อกับการเนียนเข้าไปเป็นหนึ่งในผู้เข้าแข่งขัน แม้เพียงรถที่พระองค์ใช้ในวันนั้นจะเป็นเพียงรถยนต์โดยสารธรรมดา แต่ก็สามารถแซงรถแข่งที่อยู่บนถนนได้หลายต่อหลายคันด้วยกัน

มีครั้งหนึ่งพระองค์เขียนไว้ว่า “ตอนนั้นพวกเขาต้องสงสัยเป็นอย่างแน่แท้ว่าข้าพเจ้าเป็นใคร และมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการพวกเขาต้องเผชิญหน้ากับรถแข่งที่ไม่มีหมายเลขในสนาม” ซึ่งหนึ่งในคู่แข่งของค่ำคืนในวันนั้นคือรถแข่งชื่อดังสัญชาติอิตาลีอย่าง  Alfa Romeo แม้รถของพระองค์จะเสียเปรียบในทางตรงแต่ก็มาสูสีได้ตลอดในรอบช่วงเข้าโค้งของแต่ละรอบ ตอนจบได้นำรถเข้าพิทเป็นที่เรียบร้อยแล้วพระองค์จึงสังเกตได้ว่า นักแข่งที่พระองค์ขับเคี่ยวมาตลอดทางนั้นคือ เรย์มอนด์ ซอมเมอร์ (Raymond Sommer) ผู้ที่เป็นแชมป์การแข่งขันที่ทรหดด้วย  Alfa Romeo ในปี 1932 และ 1933

 

 

ชัยชนะครั้งใหญ่หนแรก

 

ปี 1935 เป็นปีแรกที่พระองค์เริ่มได้นับหนึ่งการรายการแข่งขันระดับทางการ ด้วยพระชันษาเพียง 21 ปี นักแข่งหนุ่มอ่อนประสบการณ์ ไม่ธรรมดาเลยกับการจบอันดับที่สองกับรายการ Grand Prix de Dieppe และ Berne ชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ของพระองค์ก็ได้มาถึงในปี 1936 ในสนาม Coupe du Prince Rainier de Monaco รายการที่จัดเป็นตัวส่งให้ไปสู่ถึงการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่และเส้นทางที่สวยงามที่สุดอย่าง Monaco Grand Prix เป็นชัยชนะที่กว่าจะได้มาต้องผ่านความเสี่ยงอย่างมากเพราะเป็นการใช้สมรรถภาพเจ้า Romulus รถแข่ง ERA R2B คู่บุญอย่างสุดแรงม้าเกินลิมิตของมันก่อนทิ้งจะทิ้งคู่แข่งเข้าสู่เส้นชัย “ความคิดที่จะทำเรื่องโง่ๆ และเรื่องของการที่เสียตำแหน่งผู้นำมันทำให้ข้าพเจ้าต้องพยายามไปให้ถึงที่สุด” ต่อจากนั้นพระองค์ได้เขียนถึงชัยชนะครั้งนี้ว่า “เป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมแต่มันช่างบ้าระห่ำซะเหลือเกิน แต่ผลของมันช่างยิ่งใหญ่มากเสียจริง จนทำให้หัวใจของข้าพเจ้าเต้นแรงไม่หยุด” เช่นเดียวกับการแข่งขันในรายการ JCC International Trophy, Grand Prix de Picardie และ Albi Grand Prix ซึ่งทำให้พระองค์นั้นมีชื่อเสียงที่โด่งดังและถือว่ารุ่งโรจน์อย่างสุดๆ

ด้วยความสำเร็จที่ชิงชัยได้มาจากหลายสนาม ทางทีมก็คิดว่าควรค่าได้เวลาที่จะอัพเกรดอาวุธของตัวเองให้ดีขึ้น ในปี 1937 ทางทีมได้สูญเสียค่าใช้จ่ายไปอย่างมหาศาลกับรถคันใหม่ ที่เริ่มตั้งแต่การซื้อ ERA R2B คันที่สอง นามว่า Remus ต่อจาก Romulus (ที่ครั้งนั้นหันมาใช้ ERA R2B เพราะเจ้า Imp นั้นไม่สามารถให้สมรรถนะที่ต้องการได้อีกต่อไป) และมี ERA R12B ที่มีชื่อว่า Hanuman ที่ต่อมาจะเพิ่ม Maserati 8CM และกับคันที่กลายเป็นประเด็นเรื่องค่าใช้จ่ายอย่าง Delage 15 S8 เพราะว่าถ้าเทียบกับสิ่งที่ได้กลับมาที่ไม่ได้ใกล้เคียงตอบต่อความคาดหวังอันสูงส่งของพวกเขาสักนิด ในช่วงเวลาดังกล่าวพระองค์ทรงทำผลงานได้ไม่ค่อยโดดเด่นในเวทีสากล แต่ในระดับประเทศยังถือว่าเป็นหัวเสืออยู่

 

พระองค์เจ้าพีระกับรถ Maserati 4CLT/48

 

โค้งสุดท้ายก่อนเข้าสู่สงคราม

 

เกิดขึ้นในปี 1939 รายการ Sydenham Trophy ที่สนาม Crystal Palace ครั้งนั้นพระองค์เจ้าพีระได้เผชิญหน้ากับฮานส์ รอยซ์ (Hans Ruesch) นักแข่งผู้ที่ขับรถ Maserati แบบจัดเต็ม โดยมีเครื่องยนต์ใหญ่กว่าเจ้า Romulus ถึงสองเท่า แน่นอนว่า Maserati นั้นได้เปรียบและทำความเร็วได้มากกว่าในระยะทางตรง แต่ด้วยระยะความห่างของล้อหน้าและล้อหลังที่ยาว ทำให้เมื่อถึงเวลาเข้าหัวมุมที่มีโค้งกระชั้นมากที่สุด รถแทบจะแน่นิ่งไปเลย ต่างกับเจ้า Romulus ที่ถูกสร้างด้วยการขับเคลื่อนล้อหลัง ซึ่งเป็นความคิดของชายที่ชื่อจอร์จ อาเบคาซิส (George Abecassis) แห่ง Alta ทำให้รถเคลื่อนที่ได้สุดอหังการ ส่งผลให้พระองค์เจ้าพีระสามารถขึ้นนำและชนะการแข่งไปในที่สุด

“ผู้สังเกตการณ์ต่างต้องพากันฉงนสงสัยและแปลกใจอย่างยิ่งเมื่อเห็นรถสีฟ้าขลิบเหลืองวิ่งเข้าเส้นชัย แต่ข้าพเจ้าพนันได้เลยว่า ไม่มีใครในที่แห่งนั้นจะรู้สึกแปลกใจเท่ากับข้าพเจ้าอีกแล้ว” คำกล่าวของพระองค์ท่านหลังจากทรงแข่งเสร็จ

เนื่องจากโลกต้องประสบปัญหาจากภาวะสงครามโลกครั้งที่สองทำให้การเดินหน้าบนเส้นทางนักแข่งรถของพระองค์เจ้าพีระต้องถูกหยุดไว้ก่อนเช่นเดียวกับทีมหนูขาว ทั้งที่ช่วงเวลานั้นเจ้าตัวกำลังประสบความสำเร็จอย่างสุดขีด เป็นที่รู้จักทั่วหล้าแห่งเกาะอังกฤษ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้เป็นผลดีต่อพระองค์เจ้าทั้งสองสักเท่าไหร่ เพราะเมื่อมีภาวะสงครามเกิดขึ้น สิ่งที่ตามมาคือเงินทุนที่ถูกส่งมาจากประเทศไทยก็น้อยลงตามไป และทั้งสองพระองค์ทำได้เพียงแค่มองสงครามอย่างเงียบๆ จากใน Cornwall หลังจากนั้นเรื่องราวก็เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ

 

การแข่งสนามสุดท้ายของพระองค์ในนิวซีแลนด์ ปี 1955

 

หลังสงครามจบลงพระองค์ถึงได้กระโดดขึ้นกลับไปในตำแหน่งที่คุ้นเคยอีกครั้ง  กลับมามองที่ตัวผลงานในช่วงเวลาหลังสงครามโลกครั้งที่สองของพระองค์เจ้าพีระเอง แม้จะไม่โดดเด่นเท่าก่อนหน้านี้ แต่ท่านก็ยังทำผลงานได้สม่ำเสมอ จนมาถึงวันที่ได้เป็นหนึ่งในตำนานแห่งยิ่งใหญ่ของการเข้าร่วมการแข่งขันรถสูตรหนึ่งชิงแชมป์โลก ที่ Silverstone ในปี 1950 ซึ่งผลงานในปีนั้นของแชมป์เปี้ยนชิพ ท่านจบอันดับที่ 8 นอกจากนั้นยังคว้าชัยกับอีกสองรายการ The Richmond Trophy ในปี 1951 และ Grand Prix des Frontières ในปี 1954 ซึ่งในช่วงเวลานั้นไม่มีคำว่า White Mouse Racing ต่อไปแล้ว

อย่างไรก็ตามพระองค์ยังทรงดำเนินทำการแข่งขันต่อไปภายใต้นามทีมอื่นและหลากหลายรุ่นประเภทเครื่องยนต์ แม้ว่าช่วงโค้งสุดท้ายของชีวิตนักแข่งของพระองค์ท่านในปี 1955 ก็ยังสามารถคว้าแชมป์ให้กับพระองค์เองได้ในสนามสุดท้ายกับรายการ New Zealand Grand Prix ใน Auckland

 


 

มีนักเขียนคนหนึ่งเคยพูดถึงพระองค์เจ้าพีระในทำนองที่ว่า ชีวิตของพระองค์เปรียบเสมือนวันหยุดสุดสัปดาห์ที่แสนรื่นรมย์ ทั้งการแต่งตัวที่ดีและอารมณ์ที่ไม่เคยหม่นหมอง นักแข่งรถร่างเล็กผู้อยู่ภายใต้ชุดผ้าไหมไทยสีฟ้าสุดแฟนซี พร้อมด้วยผ้าพันคอลายจุด และพระองค์ไม่ได้โปรดปรานเฉพาะเรื่องของการต่อสู้ในสนามแข่งเท่านั้น แต่ทรงบรรจงใส่ใจต่อรายละเอียดการทำงานกับทีมช่างของคอกหนูขาวทั้งกับสแตน โฮเกสต์ (Stan Holgate) และลอฟตี้ อิงแลนด์ (Lofty England) บ่อยครั้งที่ใครต่อใครจะเห็นพระองค์เคี้ยวหมากฝรั่งยี่ห้อ P.K. และใช้เวลาว่างอยู่กับเจ้าโจแอนนี่ สุนัขพันธุ์เทอเรียร์ในเวลาว่าง

ภาพจำแต่ละภาพที่แสดงออกจากตัวตนของพระองค์นั้นช่างเป็นนักแข่งสุภาพบุรุษตัวจริงที่แสนจะนอบน้อมถ่อมตน และเป็นหนึ่งฟันเฟืองสำคัญที่มีส่วนช่วยสร้างประวัติศาสตร์ให้แก่วงการกีฬาเจ้าความเร็ว สิ่งที่พระองค์เจ้าพีระนั้นได้ทิ้งไว้เป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง เพราะวิถีของการขับขี่ที่พระองค์ทรงใช้ในการแข่งขัน คือพระองค์จะไม่ทรงพยายามเร่งเครื่องยนต์ให้ร้อนจนเกินไป และจะไม่ทรงพยายามเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงในจังหวะที่อันตรายที่หลายครั้งเกิดขึ้นกับเพื่อนร่วมอาชีพของพระองค์ โดยพระองค์ทรงมีมอตโตที่ใช้เพื่อยืนหยัดต่อความเชื่อและการกระทำของตัวพระองค์เองมาตลอด

“จงสนุกกับชีวิตและอย่าละสายตาจากเส้นทางของตัวเอง
เพราะการแข่งขันมักจะมาหาเราแบบไม่ทันตั้งตัว!”

Related Stories

The Inspirations

TAKING NOTES FROM LEGENDARY THAI ACTORS

ย้อนเวลากลับไปหาดาราไทยในอดีต สไตล์ที่จัดเจนกับความเก๋าที่ไม่มีวันหมดอายุ

Read

Automobiles

VINTAGE MOTORCYCLE 101: คู่มือการเล่นมอเตอร์ไซค์วินเทจสำหรับมือใหม่

พูดคุยกับคุณสันต์ พร้อมเยี่ยมชมคลังรถมอเตอร์ไซค์คลาสสิกส่วนตัวที่ Smiths Vintage Club

Read

Automobiles

WHAT’S A COUPE?

รถ “คูเป้” เกิดขึ้นมาได้อย่างไร และทำไม จึงเรียกด้วยชื่อนี้ มันมีคำอธิบายอยู่

Read

0Shares
preloader