The Sounds

RINGO STARR: 8 บทเพลง The Beatles ที่สร้างสรรค์รสชาติโดยมือกลองอารมณ์ดี

บทความโดย Priewpan Saenlawan, Senior Writer, W. MINISTRY

The Sounds

RINGO STARR: 8 บทเพลง The Beatles ที่สร้างสรรค์รสชาติโดยมือกลองอารมณ์ดี

7 July 2020

เต่าทองคนสำคัญที่หลายคนมองข้าม

 

“I love Ringo Starr. Nobody loves Ringo Starr, that’s why I love him.” 

ส่วนหนึ่งของบทสนทนาจากภาพยนตร์เรื่อง 500 Days of Summer ที่น่าจะทำให้แฟนคลับมือกลองแห่งคณะสี่เต่าทองได้ยินแล้วรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะถึงแม้ ริงโก้ สตารร์ จะเป็นคนที่เราชื่นชอบที่สุดในบรรดาสมาชิกทั้งหมดของ The Beatles แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าประโยคที่ตัวละครซัมเมอร์พูดก็มีส่วนที่เป็นความจริง

เมื่อพูดถึงสมาชิก The Beatles ยังไงเสียงชื่อของ พอล แม็กคาร์ตนีย์ กับ จอห์น เลนน่อน ก็ต้องนำโด่งมาแต่ไกล โดยมี จอร์จ แฮริสัน ตามจี้มาติดๆ ในขณะที่ ริงโก้ สตารร์ ตามหลังคนอื่นอยู่ที่ท้ายขบวน 

“ไม่หล่อ ไม่เท่ แถมตีกลองก็ไม่เก่ง”

ความเห็นแบบนี้สามารถพบได้ทั่วไปทั้งในโลกออนไลน์และชีวิตจริง แต่สำหรับเรา ริงโก้ สตารร์ คือ “เต่าทองคนสุดท้าย” ที่เป็นส่วนผสมสำคัญเข้ามาเติมเต็มให้รสชาติของ The Beatles กลมกล่อมยิ่งขึ้น เป็นมือกลองอารมณ์ดีที่มีเอกลักษณ์การตีไม่เหมือนใคร 

 

Ringo Starr and his iconic drumset

 

“มือกลองบางคนอาจจะเต็มไปด้วยเทคนิค แต่มือกลองอีกประเภทเขาแค่นั่งลงและตีไปตามจังหวะอารมณ์เท่านั้น ริงโก้ คือประเภทนี้ เขาคือราชาแห่งการใส่อารมณ์ลงไปในบทเพลง” เดฟ โกรล อดีตมือกลองแห่ง Nirvana และ ฟรอต์แมนแห่ง Foo Fighters กล่าว

เราจึงเขียนบทความนี้ขึ้นมาในโอกาสวันคล้ายวันเกิดอายุครบ 80 ปี ของ ริงโก้ สตารร์ เพื่อต้องการบอกว่ามือกลองคนนี้มีส่วนสำคัญในการสร้างสรรค์รสชาติต่างๆ ของ The Beatles ผ่านบทเพลงเช่นกัน ถึงแม้ว่าเกิน 90% เครดิตการแต่งจะเป็นของ พอล แม็กคาร์ตนีย์ และ จอห์น เลนน่อน ก็ตาม

ครั้งนี้เราได้เลือกมาทั้งหมด 8 เพลง จะเป็นเพลงอะไรกันบ้างไปติดตามกันได้เลย

 


 

Song: What Goes On

 

Album: Rubber Soul (1965)

 

 

“What goes on in your heart?

What goes on in your mind?

You are tearing me apart

When you treat me so unkind

What goes on in your mind?”

 

What Goes On จากอัลบั้ม Rubber Soul คือเพลงเดียวในบรรดานับหลายร้อยเพลงของ The Beatles ที่มีเครดิตการแต่งเป็น Lennon–McCartney-Starkey ซึ่งหมายความว่า ริงโก้ สตารร์ มีส่วนร่วมในการเขียนเนื้อร้องด้วย 

โดยแรกเริ่มเดิมที What Goes On คือเพลงที่ จอห์น เลน่อน เขียนค้างไว้ตั้งแต่สมัยยังอยู่ในวงเก่าอย่าง The Quarrymen แต่มันก็ไม่แล้วเสร็จเสียทีจนเขาเก็บเข้ากรุไป ก่อนจะเปิดลิ้นชักหยิบมันขึ้นมาปัดฝุ่นใช้งานอีกครั้งเนื่องจากก่อนที่อัลบั้ม Rubber Soul จะออกวางจำหน่าย The Beatles กำลังประสบปัญหาแต่งเพลงไม่ทันกำหนดเวลา ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบกับการออกอัลบั้ม ดังนั้นพวกเขาจึงจำเป็นต้องใช้ทุกวัตถุดิบที่มีมาสร้างสรรค์ 

อย่างไรก็ตามเมื่อมีนักข่าวไปถาม ริงโก้ สตารร์ ว่าเขามีส่วนช่วยอย่างไรในการเขียนเพลงนี้ ริงโก้ ก็ตอบกลับมาเพียงสั้นๆ พร้อมกับเสียงหัวเราะในสไตล์ของเขาว่า 

“ผมช่วยเขียนไปแค่ 5 คำเท่านั้นเอง”

นั่นทำให้จนถึงทุกวันนี้ก็ยังคงเป็นปริศนาว่าประโยคไหนหรือท่อนใดที่เป็นของ ริงโก้ 

แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะไม่ว่ายังไง ริงโก้ ก็มีบทบาทสำคัญในเพลงนี้อยู่แล้วในฐานะมือกลองและนักร้องนำ ซึ่งด้วยน้ำเสียงของเขา รวมถึงอารมณ์ที่ถ่ายทอดออกมา ทำให้เพลงบัลลาดเนื้อหาเศร้านี้ กลับฟังดูเป็น การอกหักแบบมองโลกในแง่บวก ที่ไม่ฟูมฟาย ไม่เสียใจจนเกินไป พร้อมจะมอบรอยยิ้มให้ ก่อนจะเดินจากไปแบบเงียบๆ 

 


 

Song: Boys

 

Album: Please Please Me (1963)

“Well, I talk about boys (yeah, yeah, boys)

Don’t ya know I mean boys (yeah, yeah, boys)

Well, I talk about boys, now (yeah, yeah, boys)

Aah, boys (yeah, yeah, boys)”

 

Boys คือบทเพลงของ The Beatles ที่หลายคนอาจจะลืมเลือนไปแล้ว เนื่องจากมันคือเพลงเก่าที่อยู่ในอัลบั้มแรกอย่าง Please Please Me นอกจากนั้นยังเป็นเพลงที่คณะสี่เต่าทองไม่ได้เลือกไปเล่นในการแสดงสดเท่าไรนัก

อย่างไรก็ตามในฐานะมือกลองของ The Beatles Boys คือบทเพลงที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากมันคือเพลงแรกของวงที่เปิดโอกาสให้มือกลองที่นั่งอยู่ด้านหลังสุดได้รับแสงสปอตไลต์ในฐานะนักร้องนำบ้าง ตั้งแต่สมัย พีท เบสต์ มือกลองคนเก่า จนกระทั่ง ริงโก้ เข้ามาแทนที่ Boys ก็ยังคงทำหน้าที่นี้อยู่ 

นอกจากนั้น Boys ยังเป็นเพลงที่ ริงโก้ เลือกนำมาร้องบ่อยครั้งในฐานะศิลปินเดี่ยวหลังจากที่ The Beatles แยกย้ายไปแล้ว แม้แต่ในงานสำคัญอย่าง The Beatles: The Night That Changed America เมื่อปี 2014 ซึ่งเป็นงานฉลองครบรอบ 50 ปี The Beatles บุกอเมริกาด้วยการแสดงสดในรายการ Ed Sullivan Show ก็เช่นกัน

 


 

Song: With a Little Help from My Friends

 

Album: Sgt. Pepper’s Lonely Hearts Club Band (1967)

 

“Oh, baby I get by (Ah, with a little help from my friends)

All I need is my buddies (Ah, with a little help from my friends)

I say I’m gonna get high (Ah, with a little help from my friends)”

 

เมื่อพูดถึง ริงโก้ สตารร์ ในฐานะสมาชิก The Beatles ยังไงก็ต้องพูดถึงเพลง With a Little Help from My Friends จากอัลบั้ม Sgt. Pepper’s Lonely Hearts Club Band เพราะถึงแม้เพลงนี้จะเป็นฝีมือการประพันธ์ของคู่หู Lennon–McCartney แต่ผู้ที่รับบทร้องนำคือ ริงโก้ สตารร์ และนี่ถือเป็นเพลงของ The Beatles ที่มีชื่อเสียง ประสบความสำเร็จที่สุดที่ ริงโก้ เป็นคนร้อง

With a Little Help from My Friends ได้รับเลือกให้อยู่ในอันดับที่ 311 จาก 500 อันดับเพลงที่ดีที่สุดของนิตยสาร Rolling Stone และยังถือเป็นหนึ่งในบทเพลงเกี่ยวกับมิตรภาพระหว่างเพื่อนที่อมตะที่สุดตลอดกาล ถึงขั้นเป็นเพลงชาติของเทศกาลดนตรี Woodstock เลยทีเดียว

หนึ่งในโมเมนต์ที่น่าประทับใจที่สุดเกี่ยวกับเพลงนี้คือการที่ พอล กับ ริงโก้ ได้กลับมาขับร้องบรรเลงร่วมกันอีกครั้งหลังจากเวลาผ่านไปนับ 40 ปี ในงาน Changes Begin Within เมื่อปี 2009 เป็นช่วงเวลาที่แสดงให้เห็นถึงมิตรภาพอันเหนียวแน่นเหนือกาลเวลาของสองสมาชิกสี่เต่าทอง ที่อาจทำให้ใครหลายคนน้ำตารื้นเลยทีเดียว

 


 

 

Ringo Starr and his smile

 

 


 

Song: Yellow Submarine

 

Album: Revolver (1966)

 

“We all live in a yellow submarine

yellow submarine, yellow submarine

We all live in a yellow submarine

yellow submarine, yellow submarine”

 

อีกหนึ่งบทเพลงที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงของ The Beatles และก็เช่นเคยว่าเนื้อร้องของมันถูกสร้างสรรค์ขึ้นโดยคู่หู Lennon–McCartney อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าสำหรับเพลงนี้ส่วนของการประพันธ์นั้นจะไม่สำคัญเท่ากับส่วนที่ถ่ายทอดมันออกมา ซึ่งเป็นหน้าที่ของ ริงโก้ สตารร์ โดยเรื่องนี้ พอล แม็กคาร์ตนีย์ หนึ่งในผู้ประพันธ์ ได้กล่าวออกมาด้วยตัวเอง

“ผมคือคนที่แต่งเนื้อร้องส่วนใหญ่ของ Yellow Submarine แต่ในเพลงนี้ผมเลือกที่จะใช้แค่คำง่ายๆ ไม่ซับซ้อน เนื่องจากต้องการให้เพลงนี้เป็นเพลงของเด็ก ดังนั้นนักร้องนำคงไม่มีใครเหมาะกว่า ริงโก้ อีกแล้ว เขาคือคนอารมณ์ดี และสามารถถ่ายทอดออกมาผ่านน้ำเสียงได้ เพลงนี้ถูกแต่งขึ้นมาเพื่อเขาก็ว่าได้”

ถึงแม้ พอล จะตั้งใจแต่งให้กับเด็กๆ แต่ปรากฏว่า Yellow Submarine ประสบความสำเร็จมหาศาล ขึ้นอันดับหนึ่งทุกชาร์ตเพลงในประเทศอังกฤษ เข้าถึงผู้ฟังได้ทุกเพศวัย พร้อมเป็นการยืนยันไปในตัวว่า ริงโก้ สตารร์ เองก็ร้องเพลงฮิตได้เหมือนกัน

 


 

Song: Goodnight

 

Album: White Album (1968)

 

“Good night sleep tight

Dream sweet dreams for me

Dream sweet dreams for you.”

 

ถึงแม้ว่าเครดิตในการประพันธ์เพลง Goodnight เพลงนี้จะเป็นของคู่หู Lennon–McCartney แต่จริงๆ แล้วเนื้อเพลงเกือบทั้งหมดเขียนขึ้นโดย จอห์น เลน่อน โดยมี พอล คอยแต่งเติมเพื่อให้มันสมบูรณ์เท่านั้น จอห์น ตั้งใจจะเขียนเพลงนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นเพลงกล่อมนอนแก่ “จูเลี่ยน เลนน่อน” ลูกชายของเขาซึ่งตอนนั้นอยู่ในวัย 5 ขวบ เขาอยากให้เพลงนี้ออกมานุ่มนวล ชวนฝัน และผ่อนคลายที่สุดเท่าที่จะทำได้ 

หลังจากที่พยายามกันอยู่นาน สุดท้ายเพลง Goodnight ก็ลงตัวด้วยเสียงร้องนำของ ริงโก้ สตารร์ ซึ่งมีพรสวรรค์อยู่แล้วเรื่องการถ่ายทอดอารมณ์ด้านบวกผ่านบทเพลง

Goodnight อาจจะไม่ใช่เพลงที่มีชื่อเสียงโด่งดังของ The Beatles แต่สำหรับมันคือเพลงที่ ริงโก้ สตารร์ ส่งผ่านอารมณ์ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมและลึกซึ้งที่สุด

 


 

Song: I Wanna Be Your Man

 

Album: With The Beatles (1963)

 

“I wanna be your lover, baby

I wanna be your man

I wanna be your lover, baby

I wanna be your man”

 

นี่คือบทเพลงแรกของ The Beatles ที่ ริงโก้ ได้ขับร้องออกมาในสไตล์ร็อกแอนด์โรลขนานแท้ และแทบจะเป็นเพลงเดียวเลยด้วยซ้ำ เพราะเพลงอื่นๆ ที่ ริงโก้ รับบทบาทเป็นนักร้องนำมักจะมาในแนวบัลลาด นั่นทำให้ในเพลง I Wanna Be Your Man ริงโก้ ได้แสดงตัวตนและจิตวิญญาณของตัวเองออกมาให้ทุกคนได้ประจักษ์…ว่าเขาเองก็มีความเป็นร็อกแอนด์โรลไม่แพ้ใครเหมือนกัน

นอกจากนั้นด้วยเนื้อหาของเพลงที่มีความซื่อๆ เล่าถึงผู้ชายคนหนึ่งที่พยายามจะแสดงความรักต่อผู้หญิงอย่างตรงไปตรงมาไม่มีอ้อมค้อม ก็ช่างเข้ากับบุคลิกของ ริงโก้ เสียเหลือเกิน ทำให้ผู้ฟังรู้สึกเข้าถึงได้ และสัมผัสได้ถึงความจริงใจที่ส่งผ่านบทเพลงออกมา

 


 

Song: Don’t Pass Me By

 

Album: White Album (1968)

 

“Don’t pass me by, don’t make me cry, don’t make me blue.

‘Cause you know darling, I love only you.

You’ll never know it hurt me so,

I hate to see you go.

Don’t pass me by, don’t make me cry.”

 

หลังจากที่อยู่ในวงมาเกือบ 10 ปี ในที่สุด ริงโก้ สตารร์ ก็มีเพลงที่ได้เป็นพระเอกเต็มตัวเสียที นั่นก็เพราะ Don’t Pass Me By คือเพลงที่ ริงโก้ มีส่วนในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเขียนเนื้อ ซึ่งเขาเป็นคนเขียนเองทุกประโยค ทุกคำ รวมถึงการเรียบเรียงดนตรี ที่ไม่ใช่แค่กลอง แต่เขาเล่นมันเองเกือบทุกชิ้น และแน่นอนว่าในส่วนการร้องนำก็เช่นกัน 

ถึงแม้ Don’t Pass Me By จะอยู่ในอัลบั้ม White Album ปี 1968 แต่แท้จริงแล้ว ริงโก้ เริ่มเขียนเพลงนี้มาตั้งแต่ปี 1962 ก่อนที่เขาจะเข้ามาเป็นสมาชิก The Beatles เสียอีก แต่มันก็ไม่เสร็จสมบูรณ์เสียที โดยในปี 1964 พอล แม็กคาร์ตนีย์ ได้กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับสถานีวิทยุในประเทศนิวซีแลนด์ว่า

“ริงโก้ได้เขียนเพลงชื่อ Don’t Pass Me By มันมีท่วงทำนองที่ไพเราะ และเป็นความพยายามครั้งแรกในการแต่งเพลงของ ริงโก้”

ก่อนที่หลังจากนั้น ริงโก้ จะออกมาให้สัมภาษณ์ว่า

“ในทุกครั้งที่มีการประชุมเริ่มอัลบั้มใหม่ ผมพยายามผลักดันเพลงนี้เข้าไปตลอด แต่มันก็ไม่เคยถูกยอมรับเสียที”

จนกระทั่งในช่วงที่ The Beatles เดินทางไปยังประเทศอินเดีย ริงโก้ ก็ใช้เวลาในช่วงดังกล่าวขัดเกลาเติมแต่งจน Don’t Pass Me By เสร็จสมบูรณ์และในที่สุดก็ได้ถูกบรรจุรวมเข้าไปใน White Album 

ท้ายที่สุดถึงแม้ Don’t Pass Me By จะไม่ใช่เพลงที่ประสบความสำเร็จ หรือขึ้นหิ้งเป็นเพลงยอดเยี่ยม แต่อย่างน้อยเพลงบัลลาดเนื้อหาซื่อๆ เพลงนี้ก็ได้ทำหน้าที่ในการถ่ายทอดตัวตนของ ริงโก้ ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุดแล้ว

 


 

Song: Octopus’s Garden

 

Album: Abbey Road (1969)

 

“I’d like to be under the sea

In an octopus’ garden in the shade

He’d let us in, knows where we’ve been

In his octopus’ garden in the shade

I’d ask my friends to come and see

An octopus’ garden with me”

 

ปิดท้ายบทความนี้ด้วยเพลงที่ถือเป็นผลงาน “มาสเตอร์พีซ” ของ ริงโก้ สตารร์ ซึ่งจะเป็นเป็นเพลงไหนไปไม่ได้นอกจาก Octopus’s Garden จากอัลบั้ม Abbey Road

Octopus’s Garden คืออีกหนึ่งบทเพลงของ The Beatles ที่เครดิตการประพันธ์เป็นของ Richard Starkey หรือ ริงโก้ สตารร์ เพียงคนเดียว นอกจากนั้นเขายังรับบททั้งการร้องนำ รวมถึงมีส่วนสำคัญในการเรียบเรียงดนตรี และเลือกใช้ซาวเอฟเฟ็กต์อีกด้วย 

ถึงจะไม่ใช่ยอดฝีมือในการแต่งเพลง แต่สำหรับ Octopus’s Garden ริงโก้เขียนมันออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม สามารถเทียบเคียงเพลงอื่นของ The Beatles ได้อย่างสบายๆ ถึงขั้นที่ว่าเพลงนี้คือหนึ่งในเพลงโปรดของ จอร์จ แฮริสัน เลยด้วยซ้ำ

“ผมค้นพบว่าความหมายที่ซ่อนอยู่ในเพลงนี้ลึกซึ้งมาก มันคือบทเพลงแห่งความสงบสุข” จอร์จ แฮริสัน กล่าว

โดย ริงโก้ ได้ไอเดียในการเขียนเพลงนี้จากตอนที่ The Beatles อยู่ในช่วงพักก่อนเริ่มต้นทำอัลบั้ม White Alum ระหว่างนั้น ริงโก้ ได้เดินทางไปพักผ่อนล่องเรือกับครอบครัวที่ประเทศอิตาลี ก่อนจะได้เรียนรู้วิถีชีวิตของหมึกยักษ์จากชาวประมงละแวกนั้น

“เขาบอกผมเกี่ยวกับชีวิตของหมึกยักษ์ ว่ามันแหวกว่ายไปรอบๆ ทะเล ก่อนจะหยิบหินหรือวัตถุแวววาวมาสร้างสวนของตัวเอง”

“ผมคิดว่ามันยอดเยี่ยมมาก เพราะตอนนั้นผมกำลังเหนื่อยกับอะไรหลายอย่างจนอย่างลงไปพักผ่อนใต้ทะเลเหมือนกัน”

นี่แหละแนวคิดเรียบง่ายในแบบของ ริงโก้ สตารร์ ที่เป็นจุดเริ่มต้นของหนึ่งในเพลงที่ยอดเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์

Related Stories

The Sounds

The Beatles: สี่เต่าทองสร้างสรรค์ดนตรีอย่างไรให้เป็นอมตะ แม้ผ่านกาลเวลากว่าครึ่งศตวรรษ

ไม่ว่าจะยุคไหน สมัยใด แต่บทเพลงของสี่เต่าทองก็ยังตรึงใจผู้ฟังได้เสมอ

Read

The Sounds

SID VICIOUS: ไอคอนคนสำคัญแห่งประวัติศาสตร์พังก์ ผู้เล่นดนตรีแทบไม่เป็น

ผ่านมาครึ่งศตวรรษ แต่ทำไม ซิด วิดเชียส ถึงยังเป็นไอคอนแห่งพังก์อย่างไม่เสื่อมคลาย

Read

The Sounds

RYUICHI SAKAMOTO: เบื้องหลัง 4 สกอร์หนังรางวัล ผลงานอันเลื่องชื่อของนักประพันธ์เพลงชาวญี่ปุ่นระดับตำนาน

ย้อนดูเส้นทางสู่ยุคทองของ ริวอิจิ ซากาโมโตะ ปรมาจารย์ผู้ประพันธ์ดนตรีประกอบภาพยนตร์ชื่อดังอย่าง Merry Christmas, Mr. Lawrence The Last Emperor The Sheltering Sky และ The Revenant

Read

0Shares
preloader