บทความโดย Priewpan Saenlawan, Senior Writer, W. MINISTRY

ภา่พประกอบโดย Kasidit Taranabhaiboon, Illustrator, W. MINISTRY

Watches

THE ROLEX MURDER : คดีฆาตกรรมปริศนากลางทะเลที่ถูกไขด้วยนาฬิกา Rolex

23 January 2021

เมื่อเบาะแสเดียวที่มีคือนาฬิกา Rolex

ในยุคที่สามารถดูเวลาได้เพียงแค่หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา แต่ทำไมนาฬิกาข้อมือถึงยังเป็นไอเท็มชิ้นสำคัญที่แทบทุกคนต้องมีติดตัว?

นอกจากจะมีสถานะเป็นเครื่องประดับ และเป็นเครื่องมือบ่งบอกถึงฐานะและรสนิยมแล้ว เรื่องราวที่เราหยิบยกมาเล่าในบทความนี้น่าจะเป็นอีกหนึ่งคำตอบที่ดี

“A Crown For Every Achievement”  คือสโลแกนอย่างเป็นทางการของ Rolex แบรนด์นาฬิการะดับตำนานจากประเทศสวิสเซอร์แลนด์ และไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าครั้งหนึ่งนาฬิกา Rolex รุ่น Oyster จะกลายเป็นกุญแจสำคัญในการไขคดีฆาตกรรมปริศนา

เกิดอะไรขึ้นกันแน่?

Chapter 1: ศพปริศนากลางทะเล

28 กรกฏาคม ปี 1996

ภายใต้ท้องฟ้ามืดสนิทยามรุ่งสาง ท่ามกลางอากาศอบอุ่นแห่งฤดูร้อน ห่างจากชายฝั่งท่าเรือเดวอน เมืองเอสเซกซ์ ประเทศอังกฤษ ออกไปประมาณ 6 ไมล์ทะเล จอห์น โคปิก ชาวประมงท้องถิ่น พร้อมเพื่อนอีกหนึ่งคน ได้ล่องเรือหาปลาและสัตว์ทะเลตามปกติ

เวลาผ่านไป 1 ชั่วโมงหลังจากที่ทั้งคู่หย่อนอวนลงไปใต้พื้นน้ำ ก็ได้เวลาแล้วที่จะลากมันขึ้นมา 

“หนักขนาดนี้ สงสัยน่าจะได้ปลาติดขึ้นมาเยอะแน่ๆ” โคปิก คิดในใจ ในตอนนั้นไม่มีแม้เสี้ยวความคิดว่าจะเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นกับตัวเอง

ทว่าเมื่อลากอวนขึ้นมาวางบนกลางลำเรือได้สำเร็จ ทั้งคู่ก็ต้องตกตะลึงกับสิ่งที่เห็น เพราะไม่ใช่แค่ปลาและสัตว์น้ำเท่านั้นที่ติดมากับอวน แต่ยังมีศพมนุษย์สภาพค่อนข้างเน่าเปื่อยศพหนึ่งติดมาด้วย เมื่อ โคปิก ยืนยันจนมั่นใจแล้วว่ามันคือศพมนุษย์จริงๆ เขาก็ไม่รอช้าที่จะโทรศัพท์แจ้งตำรวจชายฝั่งให้ทราบเรื่อง 

The Rolex Oyster Murder Case 1996

เมื่อตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุ และลงมือสำรวจศพดังกล่าว ก็ได้ข้อมูลเพิ่มเติมมาว่าศพดังกล่าว เป็นศพชายวัยกลางคน อายุประมาณ 40-50 ปี สภาพศพสวมเสื้อเชิ้ตลายตารางสีฟ้าขาว กางเกงสีเทา รัดเข็มขัดหนังสีน้ำตาล บริเวณมือรอยสักรูปดวงดาว ตามร่างกายมีบาดแผลหลายแห่ง สะโพกด้านซ้ายมีแผลฉกรรจ์ และหลังท้ายทอยมีรอยแผลเหมือนโดนตี

นี่คือข้อมูลทั้งหมดที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถบอกได้ ด้วยสภาพศพที่ค่อนข้างเน่าเปื่อย เนื่องจากคาดการณ์ว่าน่าจะเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 1 สัปดาห์ จึงทำให้เป็นเรื่องยากที่จะระบุว่าศพดังกล่าวคือใคร มีหน้าตาเป็นอย่างไร 

ดูเหมือนคดีนี้จะมืดแปดด้านเสียแล้ว เพราะท่ามกลางทะเลที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา คงเป็นเรื่องยากยิ่งกว่าการงมเข็มในมหาสมุทรที่จะหาหลักฐาน หรือพยาน มาเป็นเบาะแสไขคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้นกับผู้ชายคนนี้กันแน่ แต่ก่อนที่ความหวังจะดับมอดลง มีสิ่งของชิ้นหนึ่งที่ติดอยู่กับตัวผู้ตาย ที่อาจเป็นกุญแจสำคัญเพียงชิ้นเดียวในการไขปริศนาครั้งนี้ 

สิ่งของชิ้นที่ว่าก็คือนาฬิกา Rolex รุ่น Datejust Oyster Perpetual…ถึงแม้จะจมอยู่ใต้ก้นทะเลมากว่า 1 สัปดาห์ แต่สภาพของมันก็ยังดูสมบูรณ์

หนึ่งในเอกลักษณ์สำคัญของนาฬิกา Rolex คือทุกเรือนจะมี Serial Number เฉพาะตัว และเมื่อตำรวจนำ Serial Number ของนาฬิกา Rolex รุ่น Datejust Oyster Perpetual ที่ติดอยู่กับข้อมือศพปริศนาไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบในระบบก็พบว่า ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ผู้ชายชื่อ โรนัลด์ โจเซฟ แพลตต์ ได้นำนาฬิกาเรือนนี้ไปให้ร้านอัญมณี Harrogate ตกแต่งซ่อมแซม 2 ครั้ง ดังนั้นจึงสามารถสันนิษฐานได้ว่าเขาคือเจ้าของนาฬิกา และไม่แน่ว่าอาจจะเป็นคนเดียวกับศพปริศนา

เมื่อได้ชื่อมาแล้วก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับตำรวจ ใช้เวลาไม่นานพวกเขาก็ได้รู้ว่า โรนัลด์ โจเซฟ แพลตต์ เป็นอดีตทหารผ่านศึกวัย 51 ปี มีบ้านอยู่ในเมืองเอสเซกซ์ รูปพรรณสัณฐานตรงกับศพที่พบแทบทุกประการ และเมื่อส่งรูปรอยสักของศพให้น้องชาย แพลตต์ ดู เขาก็ยืนยันว่าคือพี่ชายของเขาอย่างแน่นอน ก่อนที่เขาจะเล่าต่อว่าพี่ชายของเขาเป็นคนรักสันโดษ ไม่มีญาติหรือเพื่อนฝูงมากมาย ดังนั้นการที่เขาหายตัวไปกว่า 1 สัปดาห์จึงไม่มีใครทราบเรื่อง และไปแจ้งคนหาย 

อีกหนึ่งเบาะแสสำคัญที่ตำรวจได้รับคือ ในเอกสารหลายฉบับของ แพลตต์ มีชื่อของ เดวิด เดวิส ที่ตำรวจก็ไม่ทราบว่าเป็นใครลงนามอยู่ในช่อง “บุคคลที่ติดต่อได้ในกรณีฉุกเฉิน” ตำรวจจึงคาดเดาว่า เดวิส อาจจะเป็นเพื่อนสนิทของ แพลตต์ 

ในตอนนี้ตำรวจสามารถไขปริศนาไปได้แล้วเปราะหนึ่ง ปริศนาต่อไปคือ…ทหารผ่านศึกวัย 51 ปีไปเป็นศพอยู่กลางทะเลได้อย่างไร ไม่แน่ว่าคำตอบของปริศนานี้ ชายที่ชื่อ เดวิด เดวิส อาจจะมีคำตอบดีๆ ให้

Chapter 2: ความไม่ชอบมาพากล

บ้านของ เดวิส ตั้งอยู่ในชนบท ห่างออกไปไม่ไกลจากตัวเมืองเอสเซกซ์ และมีชื่อเรียกว่า London Farm House ตำรวจจึงรีบรุดไปที่นั่นในทันที แต่เมื่อไปถึงบริเวณที่คาดว่าบ้านของ เดวิส จะตั้งอยู่ กลับมีบ้านเรือนประมาณ 4-5 หลัง อยู่ในบริเวณดังกล่าว ตำรวจจึงไปเคาะประตูบ้านหลังหนึ่งเพื่อสอบถามว่าบ้านของ เดวิส คือหลังไหนกันแน่ 

“ก๊อก ก๊อก”

สิ้นเสียงเคาะ ประตูบ้านหลังดังกล่าวก็เปิดออก เผยให้เห็นหญิงชราคนหนึ่ง 

“ไม่ทราบว่าบ้านของ เดวิด เดวิส หรือ London Farm House คือหลังไหนครับ?”

หญิงชราตอบกลับมาว่า London Farm House คือบ้านหลังถัดไป แต่คนที่อยู่อาศัยไม่ใช่ เดวิด เดวิส แต่เป็น โรนัลด์ แพลตต์ เขาอาศัยอยู่ร่วมกับภรรยาคนหนึ่งที่อายุน้อยกว่ามากๆ และลูกๆ อีก 2 คน 

เมื่อได้ยินเช่นนี้ฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจถึงกับมึนตึ๊บ ก็ในเมื่อศพที่พบในทะเลคือ โรนัลด์ แพลตต์ แล้วเขาจะมาอาศัยอยู่ที่บ้านหลังนี้ได้อย่างไร

The Rolex Oyster Murder Case 1996

ตำรวจได้พบกับ เดวิด เดวิส ที่ London Farm House โดยเขาได้บอกว่าเขากับ โรนัลด์ แพลตต์ เป็นเพื่อนสนิทกัน เนื่องจากพวกเขาเป็นคนแคนาดาที่ย้ายมาอาศัยในประเทศอังกฤษเหมือนกัน แต่ โรนัลด์ ได้ย้ายกลับประเทศแคนาดากว่า 3 ปีแล้ว หลังๆ จึงไม่ค่อยได้ติดต่อกันเท่าไรนัก บ้านหลังนี้ก็เป็นบ้านของ แพลตต์ จริงๆ แต่ แพลตต์ เป็นคนอนุญาตให้เขากับครอบครัวมาอาศัย…นั่นคือข้อมูลที่ เดวิส บอกกับตำรวจ เขาไม่ทราบเลยว่าทำไม แพลตต์ ถึงกลายเป็นศพในทะเลประเทศอังกฤษได้

อ่านมาถึงตรงนี้เชื่อว่าทุกคนคงรู้สึกเหมือนกันว่าชายที่ชื่อ เดวิด เดวิส มีอะไรที่ไม่ชอบมาพากล ฝ่ายตำรวจก็คิดเช่นนั้น พวกเขาจึงลงมือสืบว่า เดวิส กับ แพลตต์ รู้จักกันได้อย่างไร จนได้ทราบข้อมูลว่า ทั้งคู่รู้จักกันผ่านอดีตภรรยาของ แพลตต์ โดย เดวิส เคยติดต่อให้เธอมาทำงานที่บริษัทของเขาซึ่งเป็นบริษัทบัญชี 

อดีตภรรยาของ แพลตต์ เคยทำงานเป็นพนักงานประจำงานประมูลศิลปะ เดวิส บอกว่าเขาเห็นศักยภาพในตัวเธอว่าน่าจะทำงานให้กับบริษัทเขาได้ดี จึงได้ชักชวน ความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนระหว่าง แพลตต์ กับ เดวิส จึงได้เริ่มต้นขึ้น

หลังจากที่ทำงานร่วมกันได้สักพักหนึ่ง ด้วยความที่ เดวิส เป็นคนอัธยาศัยดี มีวาทศิลป์ในการพูดจาหว่านล้อม ภาพลักษณ์ดูเป็นคนภูมิฐานน่าเชื่อถือ พวกเขาจึงสนิทสนมกันมากขึ้น กระทั่งวันหนึ่ง เดวิส ก็ไดชักชวน แพลตต์ กับอดีตภรรยาของเขาให้มาลงทุนทำธุรกิจร่วมกัน

“แต่ฉันตัดสินใจแล้วว่าเร็วๆ นี้จะเดินทางไปอาศัยอยู่ที่ประเทศแคนาดา คงไม่เหมาะที่จะเริ่มทำธุรกิจเท่าไร” คำตอบของ แพลตต์ แต่สุดท้ายด้วยคำหว่านล้อมของ เดวิส ที่บอกว่าธุรกิจที่จะทำต่อให้อยู่ต่างประเทศก็ไม่ใช่ปัญหา สามารถทำได้สบายๆ เดี๋ยวเขาจะเป็นคนจัดการเรื่องต่างๆ ในประเทศเอง ให้ แพลตต์ ถึงเอกสารต่างๆ ไว้ก็พอ แล้วเขาจะจ่ายกำไรให้เป็นงวดๆ ไป

เมื่อได้ยินเช่นนั้น แพลตต์ ก็ตกลงที่จะลงทุนทำธุรกิจร่วมกับ เดวิส ก่อนที่เขาจะเดินทางไปประเทศแคนาดา 

ตำรวจยังได้สืบทราบอีกว่าแทบจะทันทีที่ แพลตต์ ออกนอกประเทศไป บัตรเครดิตของ แพลตต์ ก็โดน เดวิส นำมารูดใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลากว่า 3 ปี ราวกับว่าเขากำลังสวมรอยเป็น แพลตต์ ดังนั้นจึงมีโอกาสเป็นไปได้สูงเลยทีเดียวที่ เดวิด เดวิส จะเป็นคนร้ายในคดีนี้ เขามีแรงจูงใจในการฆาตกรรมอย่างเต็มเปี่ยม

โรนัลด์ แพลตต์ มีบันทึกมาเขาเดินทางเข้าประเทศอังกฤษมาในปลายปี 1995 ก่อนที่เขาจะกลายเป็นศพหลังจากนั้นไม่นาน แต่ เดวิส ก็ยืนยันว่าเขาไม่รู้จริงๆ ว่า แพลตต์ เดินทางเข้ามาในอังกฤษแล้ว พวกเขาไม่ได้ติดต่อกันเลย 

แน่นอนว่าตำรวจไม่เชื่อคำให้การดังกล่าว

Chapter 3: หลักฐานมัดตัว

ในตอนนี้ตำรวจแทบจะมั่นใจแล้วว่าตัวการของเรื่องราวทั้งหมดน่าจะเป็นชายที่ชื่อ เดวิด เดวิส เพียงแต่พวกเขายังขาดหลักฐาน…หลักฐานที่จะมัดตัวเขาให้ดิ้นไม่หลุด

เพื่อจะหาหลักฐาน ตำรวจจึงกลับมาที่เบาะแสสำคัญเบาะแสแรกอีกครั้ง…นาฬิกา Rolex Oyster  เนื่องจากนาฬิการุ่นนี้มีความพิเศษอยู่อย่างหนึ่ง คือถ้าไม่มีการเขย่าเกินกว่า 44 ชั่วโมง พลังงานสะสมในตัวเรือนจะหมด และมันจะหยุดเดิน

ด้วยข้อมูลนี้ ในเมื่อวันที่บนหน้าปัดนาฬิกาหยุดอยู่ที่ 22 กรกฏาคม หากลบออกไป 44 ชั่วโมงหรือประมาณ 2 วันก็คือวันที่ 20 กรกฏาคม ตำรวจคาดว่าวันดังกล่าวน่าจะเป็นวันที่ โรนัลด์ แพลตต์ เสียชีวิต พวกเขาจึงเริ่มลงมือสืบเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนั้น

“ในวันดังกล่าวผมอาศัยอยู่ที่บ้าน ไม่ได้ไปที่ท่าเรือหรือบริเวณชายฝั่งเลย” เดวิส ยังคงยืนยันในความบริสุทธิ์ของตัวเอง

ทว่าตำรวจกลับพบว่าในวันดังกล่าว เดวิส  มีการใช้โทรศัพท์โทรจากบริเวณท่าเรือเดวอนหลายครั้ง นอกจากนั้นยังมีพยานหลายคนบอกตรงกันว่าเห็นเขาเดินไปเดินมาแถวท่าเรือเดวอน และเห็นเรือยอร์ชของเขาจอดเทียบท่าอยู่ด้วย ซึ่งขัดกับคำให้การของ เดวิส โดยสิ้นเชิง 

The Rolex Oyster Murder Case 1996

นอกจากนั้นเมื่อนำเส้นผมที่พบอยู่ในเรือยอร์ชส่วนตัวของ เดวิส ไปตรวจสอบ ก็พบว่ามันคือเส้นผมของ แพลตต์ รวมถึงพบใบเสร็จซื้อสมอเรือขนาด 4.5 ปอนด์ จากร้านค้า ซึ่งเป็นสมอเรือแบบเดียวกับที่ตำรวจคาดว่าเป็นอาวุธที่ฝากรอยแผลไว้บนตัวศพ

“อีกหนึ่งหลักฐานสำคัญคือ GPS ของเรือยอร์ชลำดังกล่าวที่บ่งบอกอย่างชัดเจนว่าในวันที่ 20 กรกฏาคม เรือได้แล่นออกไปในบริเวณเดียวกับที่มีการพบศพคุณ แพลตต์”

จากหลักฐานทั้งหมดในตอนนี้ที่มีก็เพียงพอแล้วที่จะออกหมายจับ เดวิด เดวิส โดยตำรวจตั้งข้อสันนิษฐานเอาไว้ว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันที่ 20 กรกฏาคม น่าจะเป็นแบบนี้

การเปลี่ยนใจกลับมาอาศัยอยู่ในอังกฤษ และเดินทางเข้ามาในปลายปี 1995 ของ แพลตต์ น่าจะเป็นสิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมายของ เดวิส ดังนั้นเขาจึงจำเป็นต้องหาทางกำจัด แพลตต์ ให้เร็วที่สุด ไม่เช่นนั้นเรื่องราวที่เขาสวมรอยเป็น แพลตต์ และยักยอกใช้เงินไปมหาศาลคงแดงขึ้นมาในสักวัน

ในวันที่ 20 กรกฏาคม เดวิส จึงออกอุบายชวน แพลตต์ ออกไปล่องเรือตกปลากันตามปกติ ก่อนที่เขาจะลงมือสังหาร และทิ้งร่างของชายที่เขาหลอกใช้ถ่วงลงทะเลไปพร้อมกับสมอขนาด 4.5 ปอนด์ 

แพลตต์ เป็นคนรักสันโดษ เขาหย่าร้างกับภรรยาไปแล้ว และแทบไม่มีเพื่อนฝูงหรือญาติพี่น้อง อีกทั้งเขายังทิ้งศพอยู่ในที่ห่างไกลผู้คนขนาดนี้ เดวิส คงลำพองใจเป็นอย่างมากว่าคงไม่มีใครหาศพเจอ หรือถึงจะเจอก็คงอีกนานมากๆ ศพก็น่าจะเหลือแค่โครงกระดูก ไม่สามารถสืบได้ว่าเป็นใครมาจากไหน 

การที่มีชาวประมงลากศพติดอวนขึ้นมาในระยะหลังจากนั้นเพียงแค่ 1 สัปดาห์ พร้อมกับหลักฐานชิ้นสำคัญอย่าง Rolex Oyster จึงเป็นสิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมายของ เดวิส โดยสิ้นเชิง

Chapter 4: โฉมหน้าที่แท้จริง

เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัว เดวิด เดวิส พร้อมครอบครัวได้ที่บ้านพัก แต่เมื่อนำตัวไปสอบสวนอย่างละเอียดก็ตกตะลึงอีกคำรบ เพราะคดีฆาตกรรม โรนัลด์ แพลตต์ เป็นเพียงปลายยอดภูเขาน้ำแข็งของชายคนนี้เท่านั้น

เดวิด เดวิส คือชื่อปลอม โดยชื่อที่แท้จริงของเขาคือ อัลเบิร์ต จอห์นสัน วอล์กเกอร์ เป็นอาชญากรข้ามชาติชาวแคนาดา โดยหนีคดีมาอาศัยอยู่ที่ประเทศอังกฤษกว่า 6 ปี แล้ว เขาเป็นที่ต้องการตัวอย่างมากของตำรวจแคนาดาและตำรวจสากล 

ณ ประเทศแคนาดา วอล์กเกอร์ ได้เปิดบริษัทบัญชี ก่อนที่เขาจะฉ้อโกงเงินลูกค้ากว่า 18  ราย รวมมูลค่ากว่า 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากนั้นจึงได้หนีออกนอกประเทศพร้อมลูกสาวหนึ่งคน…ใช่ ลูกสาวคนที่ว่าก็คือภรรยาอายุน้อยของเขานั่นแหละ เมื่อย้ายมาอยู่ที่อังกฤษ วอล์กเกอร์ ก็ได้เปลี่ยนชื่อเป็น เดวิส และได้เปลี่ยนสถานะลูกสาว ให้กลายเป็นภรรยา ก่อนจะให้กำเนิดทายาทกับลูกสาวแท้ๆ 2 คน

The Rolex Oyster Murder Case 1996

จากนั้น วอล์กเกอร์ ก็ได้พบกับ โรนัลด์ แพลตต์ และตามสัญชาตญาณคนโกง วอล์กเกอร์รู้ทันทีว่าสักวันหนึ่งเขาน่าจะหลอกลวงหาผลประโยชน์จากเขาได้ มิตรภาพปลอมๆ จึงเกิดขึ้น ก่อนที่สุดท้ายจะนำมาสู่โศกนาฏกรรมในครั้งนี้

“เป็นเวลา 6 ปีที่เขาสามารถหลบเลี่ยงการจับกุมได้ เขาฉลาดมากและน่าจะเป็นนักต้มตุ๋นที่สามารถโน้มน้าวใจคนที่เก่งที่สุดตั้งแต่ผมเคยเจอมา แต่นั่นก็หมายความคดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้น วอล์กเกอร์ คงคิดไตร่ตรองมาเป็นอย่างดีก่อนที่เขาจะลงมือเช่นกัน ดังนั้นโทษที่เขาได้รับจึงเหมาะสมแล้ว” โรเจอร์ ซินค็อก หนึ่งในนายตำรวจทีมสืบสวนกล่าว

โทษที่ว่าคือ วอล์กเกอร์ ถูกศาลพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต โดยรัฐบาลแคนาดาได้ทำคำขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน นั่นทำให้ วอล์กเกอร์ ต้องใช้ทุกลมหายใจที่เหลือในชีวิตหลังกำแพงเรือนจำบริติชโคลัมเบีย บ้านเกิดของตัวเอง

ส่วนอดีตภรรยาของ แพลตต์ เมื่อได้ทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้นเธอก็รู้สึกเสียใจ และได้กล่าวทิ้งท้ายไว้สั้นๆ ว่า

“โรนัลด์ ไม่ใช่คนร่ำรวย เขากัดฟัดสู้ หาเงินเลี้ยงชีพตัวเองมาตลอด นาฬิกา Rolex Oyster เรือนนั้นคือรางวัลแห่งความสำเร็จในชีวิตที่เขามอบให้กับตัวเอง เขารักมัน ภูมิใจกับมันมากๆ และในตอนนี้คงพูดได้ว่าตัวนาฬิกาก็ได้ตอบแทนเจ้าของอย่างคุ้มค่าที่สุดแล้วเช่นกัน”

Related Stories

Blancpain Fifty Fathoms Day Date
Watches
BLANCPAIN FIFTY FATHOMS: “จับเรือนจริงชนสไตล์” นาฬิกาดำน้ำพลิกประวัติศาสตร์ ที่เหล่านักสะสมต่างตามหา
จุดเริ่มต้นของนาฬิกาดำน้ำแบบร่วมสมัยรุ่นแรกของโลก ที่กำหนดนิยามของเครื่องบอกเวลาใต้น้ำจวบจนปัจจุบัน
Read More
Watches
PAUL NEWMAN & ROLEX DAYTONA: นาฬิกาที่ภรรยาใช้บอกพระเอกจอมซิ่งว่า “ขับรถช้าลงหน่อย”
ความรัก ความห่วงใย และความทรงจำที่ฝังอยู่ในเรือนเวลา
Read More
Automobiles
B. BIRA: ตำนานนักแข่งรถฟอร์มูล่าวันคนแรกแห่งเอเชีย ‘พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีรพงศ์ภาณุเดช’
15 กรกฎาคม 2563 รำลึก 106 ปีถึงพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีรพงศ์ภาณุเดช “เจ้าดาราทอง” สุภาพบุรุษเจ้าความเร็ว
Read More
©️ 2021 W Trading Co., Ltd.