Music and Audio

10 แผ่นเสียงที่บันทึกเสียงดีที่สุดตลอดกาลจาก Audiophile ตัวจริง

7 April 2021

บทความโดย Kasidet Maleehom, Features Editor, W. MINISTRY
ภาพถ่ายโดย Paphaon Amatyakul, Photographer, W. MINISTRY

ยกมาให้ครบเซตทั้งแผ่นหายาก แผ่นสามัญประจำบ้านและแผ่นสุดฮิตที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพ

Story Advised by Vudhigorn Suriyachantananont
Audiophile Connoisseur
Meet all the W. MINISTRY Aficionados here

Audiophile ทุกคนล้วนมีฐานมาจากการเป็น Music Lover

ขอแนะนำให้ผู้อ่านรู้จักกับคุณวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ ออดิโอไฟล์ตัวจริงผู้นี้อีกสักครั้ง เขาคือนักเล่นเครื่องเสียงผู้คร่ำหวอดและเป็นที่ยอมรับในวงการเครื่องเสียงของเมืองไทย ในโอกาสนี้คุณวุฒิกรจะหยิบแผ่นเสียงที่บันทึกเสียงดีที่เยี่ยมยอดที่สุดในใจของเขามาเล่าสู่กันฟัง

แต่ก่อนจะไปพบกับลิสต์อัลบั้มที่เตรียมมา จำเป็นอย่างมากที่เราจะต้องเข้าใจถึงคำว่า ‘Audiophile’ ในมุมเดียวกันก่อน มักมีคำกล่าวหนึ่งของ Alan Parsons นักแต่งเพลงและโปรดิวเซอร์ที่มีผลงานระดับอมตะอย่าง The Dark Side of The Moon อัลบั้มสุดฮิตของ Pink Floyd และกับ The Beatles ในอัลบั้ม Abbey Road และ Let It Be ที่คุณวุฒิกรมักจะยกมาอธิบายตัวตนของเขาในโลกออดิโอไฟล์ “ออดิไฟล์เขาไม่สนใจหรอกว่าเพลงที่พวกคุณทำมันจะดีหรือดังแค่ไหนพวกเขาสนใจแค่ว่าเสียงที่ออกมาจากชุดเครื่องเสียงของเขามันดีพอรึยัง” 

คำกล่าวด้านบนเป็นจริงไม่น้อย และเป็นถ้อยคำที่ช่วยให้เห็นภาพได้ชัดเจนเลยทีเดียวสำหรับใครที่ยังสับสนว่าจริง ๆ แล้วชาวออดิโอไฟล์นั้นมีนิสัยการฟังเพลงอย่างไร ใช่ครับ พวกเขาใช้แผ่นเสียงที่บันทึกดีเยี่ยมตามคำบอกจากหลายสถาบัน มาตกแต่งและตรวจสอบชุดเครื่องเสียงของพวกเขา ไล่ฟังมิติตั้งแต่ล่างขึ้นบน จัดเวที หาช่องไฟของชิ้นดนตรี

อีกเรื่องที่คุณวุฒิกรอยากจะถ่ายทอดให้เราฟังก่อนที่จะเริ่มวางแผ่นเสียงที่เขาคัดมาบนเทิร์นเทเบิล คือเรื่องของชาวออดิโอไฟล์บางกลุ่มที่คอยจะตัดขาดตนจากกลุ่มคนชอบฟังเพลงหรือที่เรียกอีกอย่างว่ามิวสิค เลิฟเวอร์ ด้วยนานาเหตุผลแต่ข้อหลักก็คือความแตกต่างของคุณภาพเสียงที่ชาวออดิโอไฟล์เลือกฟัง ที่ทำให้พวกนักเล่นเครื่องเสียงทั้งหลายชอบแผ่นเสียงที่บันทึกดีเยี่ยม ที่บางครั้งแผ่นพวกนั้นก็ไม่ใช่เพลงที่เพราะ ซึ่งนับวัน ๆ ชาวหูทิพย์เหล่านี้ก็ค่อย ๆ ตีตัวออกห่างราวกับตนไม่เคยผ่านจุดนั้นมาก่อน จุดที่ทำให้พวกเขาหลงรักในเสียงเพลง คำถามต่อมาแล้วเราจะสามารถหาสมดุลของเรื่องราวตรงนี้อย่างไรดี เพราะคนที่จะก้าวเข้ามาเป็นออดิโอไฟล์ได้นั้น ทุกคนก็ต้องมีพื้นฐานเริ่มจากการชอบฟังเพลง “คุณเป็นออดิโอไฟล์คุณต้องยอมรับว่าคุณต้องชอบฟังเพลงไม่งั้นคุณคงไม่เล่นเครื่องเสียง”


แผ่นเสียงที่บันทึกเสียงดีคืออะไร

“เมื่อเราฟังออกมาแล้วมันให้ความรู้สึกเหมือนเสียงจริงมากที่สุด (Hi-Fidelity) ฟังแล้วสามารถแยกเครื่องดนตรีแต่ละชนิดออกจากกันมีรายละเอียดชัดเจนสมมติอย่างเสียงเปียโนเราต้องได้ยินถึงขนาดเสียงที่กระแทกเกิดเป็นแรงสั่นที่มาจากค้อนกระทบสายสตริงหรือถ้าเป็นเครื่องเป่าก็ต้องได้ยินเสียงลมไล่ผ่านตามท่อของเครื่องเป่าชิ้นนั้นถ้าเป็นนักร้องต้องได้ยินเสียงลมผ่านริมฝีปากเสียงกระดกลิ้น”  ถึงจะหลับตาหรือไม่หลับตาเสียงที่เราได้ยินทั้งหมดนั้นต้องเหมือนราวกับว่ามีวงดนตรีมาเล่นให้ฟังอยู่ข้างหน้า คุณวุฒิกรตบท้าย

ฉะนั้นลิสต์แผ่นเสียงทั้งหมด 10 แผ่นที่เรานำเสนอในบทความนี้จะมีทั้งแผ่นหายากที่มีเก็บไว้เพื่อทดสอบสมรรถนะของชุดเครื่องเสียงโดยเฉพาะ จนไปถึงแผ่นสามัญประจำบ้านที่หากไม่มีคงเรียกตัวเองว่าออดิโอไฟล์ได้ไม่เต็มปาก และแผ่นอัลบั้มสุดฮิตคุณภาพคับแก้วน่าฟังน่าสะสม ทั้งหมดเกิดจากการผสมและตกตะกอนทั้งประสบการณ์และความคิดจากการท่องโลกของคุณวุฒิกรในฐานะนักเล่นแผ่นเสียงหรือนักเล่นเครื่องเสียงก็ดี ที่สุดท้ายเขาอยากจะชวนชาวออดิไฟล์ ลองถามตัวเองสักครั้งหนึ่งว่า “ทุกวันนี้เราซื้อเครื่องเสียงมาทำไม”


Belafonte At Carnegie Hall – Harry Belafonte

แม้จะเป็นอัลบั้มที่ถือว่าไม่ได้หายากจนเกินไป แต่เป็นอัลบั้มที่ถือว่าเก๋าที่สุดในบรรดาการบันทึกการเล่นสดทั้งหมดทั้งมวลและเป็นแผ่นสามัญประจำบ้านที่ต้องมีติดไว้ “เหมือนการดูดนตรีสดมากกว่าการฟังเพลง” คุณวุฒิกรโฆษณาให้เราฟังก่อนจะยกโทนอาร์มไปวางที่แผ่น 

เสียงร้องและท่วงทำนองที่เกิดขึ้นภายในอัลบั้มนี้ปลุกเร้าจิตวิญญาณของเราให้ตื่นเต้นตลอด ระหว่างที่เขาร่ายมนต์ด้วยน้ำเสียงไปนั้น เขาเดินไปเดินมา จากฝั่งซ้ายของเวทีไปฝั่งขวา หยอกล้อกับคนฟัง เต็มเปี่ยมไปด้วยอรรถรสที่เป็นธรรมชาติ

Harry Belafonte เขาคือแกรนด์มาสเตอร์ในการสะกดคนดูได้อย่างอยู่หมัด ทั้งลีลา ท่าทางและฝีปากของเขาทำให้อัลบั้มบันทึกสดนี้กลายเป็นหมุดหมายทางประวัติศาสตร์ดนตรีที่สำคัญ คุณวุฒิกรเสริมว่าจุดนี้คือสิ่งที่เหล่าออดิโอไฟล์เลือกนำอัลบั้มนี้นำมาทดสอบมิติเสียง “เราจะเห็นการเคลื่อนไหวของเขาหน้าเวทีมันเหมือนเรานั่งอยู่ท่ามกลางผู้คนมันจะมีเสียงคนที่อยู่ในคาร์เนกีฮอลล์ในเวลานั้นโดยเฉพาะกับบรรยากาศของเพลง Matilda”

Recommended Track – Matilda

ด้วยความยาวกว่า 12 นาที แล้วก็มีการร้องสลับกับการพูดคุยกับคนดูและนักดนตรีบนเวทีแล้วก็หยุดเป็นช่วง ๆ แล้วก็ร้องต่อ บรรยากาศมันธรรมชาติมากและพลังเสียงที่ Belafonte ใส่เข้ามาในเพลงยากที่จะหาใครต้านทาน และเหตุการณ์ในครั้งนั้นก็กลายเป็นการสร้างมาตรฐานของการดึงคนดูให้มีอารมณ์ร่วมระหว่างขณะแสดงคอนเสิร์ตจนถึงทุกวันนี้

Jazz at the Pawnshop

“นี่คือแผ่นเพลงแจ๊สที่ผมชอบที่สุด” ไม่ง่ายเลยที่บรรดานักเล่นเครื่องเสียงจะอินและซึมซึบกับลีลาสำเนียงแจ๊สที่แตกต่างจากไปสมูทแจ๊ส ซึ่งสำหรับผลงานชุด Jazz at the Pawnshop จะจัดหนักในแบบสวิงและบีบ็อพ อัลบั้มนี้ออกมาในปี 1977 เล่นและบันทึกเสียงกันที่แจ๊สคลับ ชื่อ Stampen ตามที่ปรากฏอยู่บนปก และในอดีตที่ตรงนั้นเคยเป็นโรงรับจำนำ จึงเป็นที่มาของชื่ออัลบั้ม Jazz at the Pawnshop อัลบั้มนี้เป็นที่ยอมรับกันว่านี่คือหนึ่งในอัลบั้มแจ๊สที่บันทึกเสียงได้ดีที่สุดในศตวรรษที่ 20 

โดยทางพูดถึงคุโณปการทางดนตรีแจ๊สแล้วนั้น อัลบั้มนี้เสมือนเป็นการประกาศให้โลกได้รู้ซึ้งถึงฝีมือลายมือและขนบทางดนตรีแจ๊สในยุโรป ภายใต้การนำทัพของ Arne Domnérus และ Lars Erstrand สองนักดนตรีแจ๊สชาวสวีเดนผู้โด่งดัง

มีคนได้บรรยายไว้ว่าหากแผ่นเสียงอัลบั้มนี้ถูกเปิดผ่านชุดเครื่องเสียงอันทรงพลัง เราจะไม่ได้ยินแค่เสียงดนตรี แต่เราจะได้ยินตั้งแต่เสียงคนที่กำลังกินอาหาร หรือกำลังยกแก้วเบียร์ขึ้นซด และแม้กระทั่งสามารถจินตนาการได้เลยว่าชายคนนั้นกำลังเคี้ยวไส้กรอกอยู่อย่างเอร็ดอร่อย 

แผ่นเสียงปั๊มแรกผลิตขึ้นในประเทศสวีเดน ซึ่งออกมาเป็น 2 LP ยิ่งกว่านั้นในแต่ละหน้าอัดแค่เพียง 3 เพลงและในเวลาต่อมาถูกผลิตออกมาเป็นจำนวนไม่ต่ำกว่า 4 ครั้ง อัลบั้มนี้จัดได้ว่าอยู่ในแผ่นสามัญประจำบ้านที่ต้องมีติดไว้เช่นกัน

Recommended Track – High Life 

High Life เป็นแทร็คที่สนุกและใส่ความเป็นอัฟริกันได้เข้ามาอย่างลึกซึ้ง ช่วงต้นเพลงจะปูด้วยเสียงอัลโตแซกโซโฟนของ Arne Domnérus เพื่อเปิดแสงสว่างให้แก่ค่ำคืนสุดวิเศษ ตามด้วยการบรรเลงเปียโนด้วยทำนองมากเสน่ห์ให้กลิ่นอายความอัฟริกันเหมือนมาริมบ้า โดยเฉพาะการรัวโซโล่กลองในตอนท้ายด้วย

Hell Freezes over – Eagles

แผ่นสามัญประจำบ้านลำดับที่ 3 ของลิสต์นี้เป็นอัลบั้มการแสดงสดของเหล่า 4 พญาอินทรี ในวาระการกลับมารวมตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ปี

เมื่อไหร่จะกลับมาเล่นด้วยกันอีก.. เมื่อปี 1980 Don Henley หัวหน้าวง ตอบคำรบเร้าของนักข่าวไปด้วยทีเล่นทีจริงว่า “ไม่มีทางเกิดขึ้นอย่างแน่นอนหรือถ้ามีโอกาสก็คงรอจนกว่านรกทั้งขุมจะเย็นกลายเป็นธารน้ำแข็ง” ทั้งหมดนี้จึงเป็นที่มาของชื่ออัลบั้ม Hell Freezes Over หลังจากที่พวกเขากลับมาผงาดอีกครั้งในการแสดงสดที่ MTV ปี 1994 ซึ่งอัลบั้มนี้จะเป็นการรวมเพลงที่ถูกบันทึกขณะแสดงสด 11 เพลง และเพลงใหม่ที่บันทึกเสียงในสตูดิโอ 4 เพลง เช่น Get Over it และ Love Will Keep Us Alive เป็นต้น

“แน่นอนว่ามันเป็นการเล่นกันเต็มวงครั้งแรกในรอบ 14 ปีและเขาบันทึกเสียงดีมากทุกอย่างทั้งไดนามิกเองมันออกมาแบบเต็มอิ่ม” คุณวุฒิกรบรรยายความสุดยอดของดิ อีเกิลส์บวกกับการบันทึกเสียงที่สมบูรณ์ส่งให้อัลบั้มนี้ขึ้นชั้นไปเป็นแผ่นทดสอบเครื่องเสียง ซึ่งปั๊มแรกถูกผลิตที่ประเทศเนเธอร์แลนด์

Recommended Track – Hotel California 

Hotel California ฉบับอะคูสติก เพลงที่ต้องถูกเปิดทุกครั้งเมื่อมีงานโชว์เครื่องเสียง เพราะแค่เสียงกลองตอนเริ่มก็กินขาด ทั้งเสียงกีตาร์และเสียงร้องพอมาผ่านความอะคูสติก มันได้ความเป็นธรรมชาติของเสียงที่ดีมาก “จริงๆแผ่นนี้สะท้อนคำพูดของ Alan Parsons ได้ชัดเจนมากๆที่บอกซื้อแผ่นไว้ลองเครื่อง” คุณวุฒิกรย้ำถึงประโยคช่วงต้นบทสนทนา

แม้จะมีเพลงกลิ่นบัลลาดอย่าง Love Will Keep Us Alive ที่ถามใครใครก็รัก หรือเพลงสไตล์คันทรี่อย่าง Learn to Be Still หรือไม่ว่าจะเป็นเสียงเปียโนที่จับใจ Desperado คุณวุฒิกรก็ต้องยอมหลีกทางให้ Hotel California เป็นแทร็คตัวแทนเพื่อนของอัลบั้มนี้จริง ๆ

MTV Unplugged in New York- Nirvana

วงกรันจ์ที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดบนโลกใบนี้ ขณะเดียวกันพวกเขาก็เป็นผู้ค้นพบและสร้างแนวดนตรีในสไตล์ใหม่ ยิ่งกว่านั้น Kurt Cobain ฟร้อนท์แมนของวงที่กลายเป็นสไตล์ไอคอนให้กับวัยรุ่นในยุคสมัยนี้ด้วย 

มีนักวิจารณ์ดนตรีผู้หนึ่งกล่าวไว้ทำนองว่า ถ้าอัลบั้ม In Utero เป็นเหมือนจดหมายลาตาย อัลบั้ม MTV Unplugged in New York ก็เป็นข้อความสุดท้ายที่เขาอยากจะให้คนตระหนักหลังจากเขาจากไปแล้ว การแสดงสดในครั้งนี้เป็นเหมือนถ้อยคำที่รวบรัดสรุปถึงความสามารถและความทุกข์ทนในจิตใจของ Kurt Cobain ได้ออกมาอย่างน่าสะพรึง เรื่องแปลกอีกอย่างหนึ่งแม้ดนตรีและการบันทึกเสียงของอัลบั้มนี้จะดีเยี่ยมแค่ไหน แต่เราสาบานเลยว่าคุณไม่สามารถฟังมันวนไปวนมาได้ทั้งวันแน่ ๆ 

อัลบั้มนี้ถือเป็นม้านอกสายตาของรอบนี้กันเลยทีเดียว เพราะคุณวุฒิกรบอกกับเราตรง ๆ ว่าคงไม่มีออดิโอไฟล์คนไหนที่ฟัง “ผมชอบลักษณะทางดนตรีของเขาที่เป็นอันเดอร์กราวด์เป็นกรันจ์ร็อคและที่สำคัญชอบความเป็นอันปลั๊กได้เสียงสดๆรายละเอียดเสียงบันทึกดีจากค่ายเกรฟเฟนเรคคอร์ดคือในออดิโอไฟล์ไม่มีใครเล่นแต่ผมเป็นคนที่เปิดรับได้”

อัลบั้มนี้เป็นการบันทึกการแสดงสดที่ Sony Studios ในมหานครนิวยอร์ก ปี 1993 และเปิดตัวครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน ปี 1994 สิ่งที่ทำให้อัลบั้มนี้พิเศษด้วยตัวของมันเองที่ต่างจากสตูดิโออัลบั้มก็คือ เพลงที่วง Nirvana เล่นในเหตุการณ์ครั้งนั้นส่วนมากเป็นเพลงโคฟเวอร์จากศิลปินอื่น เช่น David Bowie, The Vaselines และ Lead Belly

Recommended Track – The Man Who Sold the World 

เพราะไม่มีใครเล่นโคฟเวอร์ The Man Who Sold the World ของ David Bowie ได้สบายอารมณ์และต่อกรกับต้นฉบับได้ไปมากกว่าพวกเขาอีกแล้ว ความสามารถของเขาในการเล่นเพลงนี้ทำให้ใครหลายคนรู้ซึ้งถึงพรสวรรค์ของ Kurt Cobain ว่าผู้ที่ไม่ค่อยมีอารมณ์ขัน ชายซึ่งมักปรากฏตัวพร้อมคาร์ดิแกนและลีวายส์ 501 ผู้นี้คือหนึ่งใน 50 ศิลปินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล 

The Freewheelin’ Bob Dylan – Bob Dylan

The Freewheelin’ Bob Dylan อาจจะไม่ใช่ผลงานที่เป็นที่สุดของศิลปินระดับตำนานผู้นี้ แต่เป็นอัลบั้มที่เป็นมิตรต่อผู้ที่กำลังจะยื่นมือเข้ามาทักทายสำเนียงทางดนตรีของเขา และเป็นอัลบั้มที่ก้าวข้ามเส้นแบ่งและอยู่เหนือกาลเวลาทั้งปวง ที่มีอิทธิพลต่องานดนตรีในยุคสมัยหลังขณะเดียวก็เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเปลี่ยนโฉมหน้าและนิยามใหม่ของลักษณะทางดนตรี

Bob Dylan คือศิลปินที่เราพูดอะไรไปก็ดูเหมือนอวยเขา แต่ข้อเท็จจริงคือเขาเป็นมนุษย์ผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยความสามารถจริง ๆ เขาคือที่สุดในเรื่องของชั้นเชิงการแต่งเพลง ดินแดนแห่งจินตนาการที่น้อยคนจะเข้าไปสัมผัสถึงได้เหมือนอย่างที่เขาได้ทำให้เราเห็น 

หาก Louis Armstrong และ Elvis Presley คือตัวแทนของจินตนาการทางดนตรีของจิตวิญญาณความเป็นอเมริกัน สิ่งที่ Bob Dylan ได้ทำออกมานั้นถือว่าเทียบเท่าได้เลยด้วยกีตาร์และฮาร์โมนิก้าและเสียงที่แหบพร่าของเขา 

การบันทึกเสียงอัลบั้มนี้ถ้าในแง่ของดนตรีอาจจะยังไม่โดดเด่นมากหากเทียบกับแผ่นอื่นที่เรายกขึ้นมาแนะนำ แต่พอไปฟังเสียงร้อง จะรับรู้ได้ถึงเนื้อเสียงที่สัมผัสได้ มีความโปร่งและมีรายละเอียด ราวกับ Bob Dylan ร้องอัดใส่ไมค์อยู่ในห้องเดียวกับคุณเลย 

Recommended Track – Blowin’ in the Wind 

Blowin’ in the Wind เป็นเพลงที่เหมือนลมนำทางของขบวนการเคลื่อนไหวในสมัยที่เพลงโฟลค์ได้เข้าไปอยู่ในหัวใจของจิตวิญญาณเสรีชนและชาวโบฮีเมียนเข้าสู่การประท้วงต่อความปั่นป่วนและบิดเบี้ยวของสังคมอเมริกาในขณะนั้น  

The Dark Side of The Moon – Pink Floyd

แทบไม่ต้องบรรยายสรรพคุณของอัลบั้มนี้ สำหรับตำราพิชัยยุทธทางดนตรีร็อคแห่งช่วงทศวรรษ ’70s นอกจากฝีมือของ Alan Parsons โปรดิวเซอร์ที่ควบคุมคุณภาพการผลิตให้เกิดมิติเสียงที่โดดเด่น อีกสาเหตุที่คุณวุฒิกรเลือกจะหยิบยกขึ้นมาพูดถึง The Dark Side of The Moon เพราะความยิ่งใหญ่ทางดนตรีที่อัลบั้มนี้ได้สร้างเอาไว้ให้กับโลกใบนี้มันเกินที่จะบรรยายได้ และเป็นอัลบั้มที่เขารักมากเป็นอันดับหนึ่งในบรรดาผลงานของ Pink Floyd อีกด้วย เพราะไม่มีอัลบั้มไหนที่จะเทียบเคียงคุณภาพการบันทึกเสียงได้เท่าอัลบั้มนี้ ซึ่งผลิตโดย Harvest Records บันทึกเสียงกันที่ Abbey Road Studio ในกรุงลอนดอน อัลบั้มนี้นับเป็นจุดสูงสุดบนยอดภูเขาของความสำเร็จของพวกเขา ทั้งแง่การตลาดและทางดนตรี โดยแผ่นเสียงอัลบั้มนี้ถูกปล่อยมาครั้งแรกในเดือนมีนาคม ปี 1973 

“สิ่งที่เรียกว่าอีกฟากฝั่งความมืดของดวงจันทร์ก็แค่คำพูดที่สร้างขึ้นมาเพราะความจริงที่นั่นไม่เคยมีแสงสว่างเลย” Roger Waters สมาชิกวง Pink Floyd เคยพูดไว้ คุณวุฒิกรเสริมต่อว่าโปรเจ็กต์อัลบั้มนี้ไม่ได้ต้องการจะเล่าถึงเรื่องดาราศาสตร์อะไรทั้งนั้น แต่เป็นเรื่องของสังคม สังคมที่เติบโตได้ด้วยมนุษย์ และก็สามารถเปลี่ยนแปลงมนุษย์ได้เช่นกัน ซึ่งแสงสีขาวที่ทะลุพีระมิดและกระจายออกมาเป็นสเปกตรัมนั้นเปรียบได้คือมนุษย์  “เขาบอกว่าพีระมิดคือสังคมคนคือแสงสีขาวเมื่อเข้าไปอยู่สังคมแล้วจะเกิดการแบ่งแยกกันนี่คือความหมายที่เขาออกแบบมามันก็เป็นเรื่องราวของชีวิตที่เกิดแก่เจ็บตาย” 

Pink Floyd ทำได้ดีมาก ๆ ในการจัดสรรวางพื้นที่ให้กับเสียงหลากหลายแบบและเรียบเรียงออกมาได้ลื่นไหลไปกับอารมณ์ พลังที่แท้จริงที่ขับเคลื่อนอัลบั้มนี้ก็คือเนื้อหนังมังสาทางดนตรีที่มาจากโครงสร้างของบูลส์ร็อคกับโปรเกรสซีฟร็อค ไปจนถึงฟิวชั่นแจ๊ส ทั้งหมดทั้งมวลกลายเป็นความมืดอันนิรันดร์เคลื่อนที่ด้วยจังหวะไม่รีบเร่งแต่ยิ่งใหญ่

Recommended Track – Speak to me 

เสียงหัวใจที่ดังขึ้นต่อเนื่องไปเวลาหนึ่งนาทีตอนเริ่มแทร็คท่ามกลางเสียงแอมเบียนต์รอบข้าง โดยชาวออดิโอไฟล์มักนำมาใช้ทดสอบเสียง เพลง Speak to me ถือว่าเป็นทั้งแก่นและบทสรุปของทั้งอัลบั้ม ก่อนที่จะเริ่มไล่เรื่องราวต่อไปที่เพลง Breathe (In The Air)

Hope – Hugh Masekela

Hugh Masekela นักดนตรีแจ๊สผู้เป็นเพื่อนรักของ Belafonte เขาผู้นี้มีพลังเสียงระดับพระกาฬฉบับที่ว่าเนื้อร้องที่เขาขับออกมานั้นราวกับเป็นเวทมนตร์สะกดคนฟังตกอยู่ในภวังค์ นอกจาก Belafonte และ Masekela จะขึ้นชื่อเรื่องเนื้อเสียงที่ยิ่งใหญ่เหมือนกัน เรื่องการใช้ดนตรีเพื่อสื่อสารถึงเรื่องการเมืองและสังคมก็เป็นของถนัดของพวกเขาทั้งคู่เช่นกัน

Hope เป็นการบันทึกแสดงสดที่คลับ Blues Alley ในเมืองวอชิงตัน ดีซี ปี 1993 อัลบั้มนี้เปรียบเหมือนความฝันของเขาที่ต้องการจะเห็นรากเหง้าของดนตรีอัฟริกันได้ถูกนำมาทำให้ร่วมสมัย เพลงส่วนใหญ่ในอัลบั้มนี้มาจากเหตุการณ์ในช่วงชีวิตที่สำคัญของตัวเอง

อัลบั้มนี้รวบรวมทั้งอารมณ์แห่งความหนักแน่นจริงจังและช่วงเวลาแห่งการผ่อนคลาย สองสิ่งที่ดูเหมือนจะไม่เข้ากันแต่ Masekela ทำออกมาได้อย่างดีเยี่ยม “ดนตรีสนุกมากสไตล์อัฟริกันแจ๊สพวกเพอร์คัชชั่นก็โดดเด่นและเป็นแผ่นที่บันทึกเสียงได้ดีมากๆ” คุณวุฒิกรพูดไปขณะที่กำลังจะวางเข็มลงบนร่องแทร็คสุดท้ายที่เรากำลังจะพูดถึงต่อไป 

Recommended Track – Stimela (The Coal Train) 

แทร็คสุดท้ายของอัลบั้มนี้เป็นเหมือนบาดแผลในชีวิตของเขา เพลงนี้เขาจะร้องสลับกับพูด ตามด้วยเสียงหวีดร้องที่เขย่าโสตประสาททุกช่วงจังหวะ ไดนามิกที่หลากหลายและทรงพลังจะเร่งอารมณ์ผู้ฟังขึ้นไปเรื่อย ๆ รวมถึงการบันทึกที่ยอดเยี่ยมและการจัดเต็มของวงดนตรีที่เล่นเหมือนราวกับจะไม่มีวันพรุ่งนี้ ที่สำคัญเพลงนี้ Masekela ได้โชว์โซโล่ฟลูเกิลฮอร์นเต็ม ๆ

The Hunter – Jennifer Warnes   

ในวงการออดิโอไฟล์บ้านเราไม่มีใครไม่รู้จักเธอคนนี้เจ้าของรางวัลแกรมมี่สาขาเพลงป็อปดูโอสองสมัยเจ้าของพลังเสียงทรงพลังที่เคยร่วมงานกับศิลปินระดับไอคอนมามากมายรวมถึง Leonard Cohen ด้วยการเคยเป็นนักร้องแบคอัพให้ศิลปินแนวคันทรี่ผู้ยิ่งใหญ่ในช่วงทศวรรษ ’70s และเธอได้มีผลงานอัลบั้ม Famous Blue Raincoat ที่เป็นการนำเพลงของ Leonard Cohen มาขับร้องใหม่และที่ถือว่าเป็นหนึ่งในชุดผลงานประสบความสำเร็จของเธออย่างยิ่งใหญ่ 

โดย 5 ปีต่อมาก็ได้ออกผลงานชุด The Hunter ที่ถือเป็นอีกหนึ่งอัลบั้มน่าสะสมของชาวออดิโอไฟล์ เพื่อการทดสอบคุณภาพเสียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพลังเสียงต่ำจากแทร็ค Way Down Deep โดยคุณวุฒิกรกำชับว่า “ปั๊มแรกปกสีขาวจาก Private Music ที่ผลิตในประเทศเนเธอร์แลนด์นั้นให้เสียงได้ดีที่สุด” โดยปั๊มหลังในอเมริกาจะเป็นปกสี ซึ่ง The Hunter เป็นอัลบั้มยอดนิยมอันดับหนึ่งของศิลปินหญิงชาวอเมริกันผู้นี้ด้วย ที่สำคัญผลงานชุดนี้เพลงจำนวนครึ่งอัลบั้มเธอเป็นคนแต่งเอง

Recommended Track – The Hunter 

The Hunter เป็นแทร็คที่สง่างามและเต็มไปด้วยตัวตนของ Jennifer Warnes จริง ๆ มีไดนามิกครบถ้วน รายละเอียดสวยงามและที่สำคัญบันทึกเสียงได้ยอดเยี่ยม 

 

Unplugged – Eric Clapton

อัลบั้มบันทึกการแสดงสดที่ยอดเยี่ยมที่สุดและประสบความสำเร็จมากที่สุดของ Eric Clapton หนึ่งในมือกีตาร์แนวบลูส์ร็อคไร้เทียมทาน จากอัลบั้มที่ถูกขนามนามว่าล้ำค่าดุจดั่งเพชรด้วยการประเดิมยอดขาย 10 ล้านก้อปปี้ในสหรัฐอเมริกา แต่เมื่ออัลบั้มนี้ออกเดินทางไปทั่วโลกได้กลายเป็นสิ่งล้ำค่ายิ่งกว่าเพชรเสียอีกการันตีด้วยยอดขาย 26 ล้านก้อปปี้

ส่วนตัวคุณวุฒิกรโหวตให้กับปั๊มแรกที่ออกมาภายใต้สังกัด Duke Records ในปี 1992 มากกว่าโดยให้เหตุผลว่ามองเห็นชิ้นดนตรีได้ชัดเจนและแยกแยะตำแหน่งของชิ้นดนตรีได้ดีกว่า “ผมชอบเสียงกีตาร์อะคูสติกในสไตล์การเล่นของเขาปั๊มแรกมีสเปซของดนตรีมากกว่าและเสียงโปร่งกว่าปั๊มที่สองมีไดนามิกที่ดีกว่าเหมือนตัวคนฟังได้เข้าไปอยู่ในบรรยากาศวันนั้น” 

ดังที่เราทราบกันดีว่าในปี 1991 Eric Clapton ต้องเผชิญกับโศกนาฏกรรมเศร้าสลดกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับลูกชายเขา ที่หลังจากนั้นเขาจึงได้แต่งเพลง Tears in Heaven เพื่ออุทิศให้กับคอเนอร์ลูกชายคนเดียวของเขา ซึ่งเพลงดังกล่าวภายหลังกลายเป็น 1 ใน 6 รางวัลที่เขาได้รับในปีนั้น 

การที่เขาได้มาเล่นในรายการ MTV ปี 1992 นั้นเหมือนกับเป็นการฟื้นฟูจิตวิญญาณและกลับคืนสู่เส้นทางดนตรีอีกครั้ง ที่ต่อมากลายเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เพลง Tears in Heaven ถูกเปิดตัวอย่างทางการต่อหน้าแฟนเพลง หากย้อนกลับไปดูเจตนารมณ์ของ MTV Unplugged จะทราบว่านี่คือพื้นที่ของการให้ศิลปินมาแสดงตัวตนในลักษณะที่แตกต่างจากที่เคยเป็นและได้กำหนดนิยามให้ตัวเองใหม่ ซึ่งเจ้าของฉายา Slowhand ผู้นี้ทำได้ในระดับที่สมบูรณ์มากที่สุดเท่าที่มีคนเคยทำไว้

Recommended Track – Tears in Heaven

Tears in Heaven บทสนทนาระหว่างเขากับลูกชายบนสรวงสวรรค์ คือเพลงที่โด่งดังที่สุดของเขาและเป็นการขับกล่อมทางดนตรีที่สมบูรณ์ที่สุดที่โลกเคยมีมา

 Felipe De La Rosa – Flamenco Fever

น้อยคนที่จะรู้จักอัลบั้มนี้ แต่ในวงการออดิโอไฟล์ถือว่าคือสมบัติล้ำค่าที่ต้องตามหามาเก็บเป็นเจ้าของให้ได้ ขึ้นชื่อว่าเป็นแผ่นเสียงที่บันทึกแบบ Direct to Disc (จากเสียงตรงสู่แผ่น ไม่ผ่านการดัดแปลงใด ๆ) แน่นอนดีกรีย่อมไม่ธรรมดา ซึ่ง Felipe De La Rosa เป็นอัลบั้ม Direct to Disc ที่เยี่ยมยอดที่สุดจากทรรศนะของคุณวุฒิกร ผลิตโดย M&K Realtime Records ออกวางตลาดในปี 1978 ซึ่งในหน้าปกโชว์ให้เห็นเครื่องบันทึกเสียงวางอยู่ให้รู้ถึงความจริงจัง

โดยแผ่นนี้จะเข้าข่ายแผ่นเสียงที่บันทึกได้ดีเยี่ยมแต่เพลงไม่ติดหูหรือฟังยากตามที่เกริ่นไปตอนต้น โดยคุณวุฒิกรเสริมดีกรีของแผ่นนี้ต่อว่า “เป็นแผ่นหายากเอาไว้โชว์พลังเครื่องเสียงเท่านั้นปีๆนึงคงหยิบมาฟังแค่รอบเดียว” คล้าย ๆ กับว่าของมันต้องมี 

สาเหตุที่ชาวออดิโอไฟล์ต้องตามล่ามาเก็บไว้นอกจากประเด็นเรื่องคุณภาพเสียงที่บันทึกได้สมจริงสมจังแล้วนั้น ลักษณะการแสดงบนเวทีก็คือประเด็นหลักที่น่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะอัลบั้มนี้ดนตรีจะหนักไปทางแนว ละติน โฟลค์ และฟลาเมงโกที่ผสมผสานกับการเต้น ฉะนั้นเพลงจะเน้นจังหวะไปที่เสียงกระทืบเท้าของนักเต้น เวลาที่ได้ฟังนั้นให้ความรู้สึกเหมือนเรานั่งอยู่ที่เก้าอี้ตัวหน้าสุดของแถวติดขอบเวที ถ้าตามภาษาออดิโอไฟล์แบบคุณวุฒิกรจะบอกว่า “แทบจะไม่มีความรู้สึกของการอัดมา” รวมถึงไดนามิกที่ฉับไวและเบสที่หนักแน่นและสเปซของดนตรีที่กว้างทำให้แผ่นนี้ควรค่าแก่การตามล่าหามาครอบครอง

อัลบั้มนี้ไม่มีแทร็คที่แนะนำเป็นพิเศษ แต่มีเรื่องข้อควรระวังในการปรับระดับเสียง เพราะอัลบั้มนี้ผ่านการบันทึกแบบไม่ได้มีซาวด์เอนจิเนียร์มาปรับแต่งไดนามิก จึงทำให้ค่าเสียงเกินในระดับปกติที่บันทึกกันอาจทำให้ลำโพงเสียงแตกได้

Related Stories

Music and Audio
SEVEN JAZZ ALBUMS FOR BEGINNERS
7 อัลบั้มอมตะที่จะเป็นใบเบิกทาง สู่การเริ่มต้นฟังดนตรีเพลงแจ๊ส
Read More
Music and Audio
THE SOUNDS THAT PLAY FOR THE SOUL
จากความสุขเล็กๆ ของเด็กผู้ชายที่รักเสียงเพลง 
สู่ความหลงใหลที่ท่องไปในโลกของ Audiophile
Read More
Music and Audio
FOUR UNDERPLAYED DISCO ALBUMS WORTH LISTENING
สี่อัลบั้มเพลงดิสโก้ที่ไม่ได้ยินบ่อย แต่น่าลองฟังดูสักครั้ง
Read More
©️ 2021 W Trading Co., Ltd.