News

Patchwork จากภูมิปัญญาชาวบ้านสู่งานศิลป์บนเสื้อผ้าวินเทจที่บอกเล่าความสวยงามในความไม่สมบูรณ์

1 September 2021

บทความโดย กษิดิ์เดช มาลีหอม, Features Editor, W. MINISTRY

เพราะอะไรเหล่าดีไซเนอร์จึงกลับมาใช้เทคนิค "การต่อผ้า" เมื่อ 5,000 ปีที่แล้ว ในการนำเสนอไอเดียอันสดใหม่ของพวกเขา?

งาน Patchwork ตัวแรกที่ผมได้เคยเห็นน่าจะย้อนไปตอนที่ได้เคยอ่านหนังสือที่เล่าเรื่องยีนส์รุ่นต่าง ๆ ที่เป็นตำนานแห่งโลกใบนี้ไม่ว่าจะเป็น Lee 101 Rider, Wrangler 13mwz และ Levi’s 501 โดยตอนท้ายเล่มผมมาสะดุดกับภาพผลงานที่ถูกออกแบบโดย Junya Watanabe กับยีนส์ที่เต็มไปด้วยชิ้นผ้าหลากสีสันแปะต่อกัน (สารภาพตามตรงว่าตอนนั้นยังไม่เข้าใจงานประเภทนี้สักเท่าไหร่)  

ความชอบในการปะติดปะต่อเรื่องราวบนผ้าต่างที่มาของผมมันมาพร้อมกับช่วงเวลาที่ตัวเองนั้นเริ่มเปิดใจรับงาน Abstract Art เข้ามาสู่อ้อมอกเมื่อสองปีก่อน 

จะว่าไปทุกครั้งที่ได้เจองาน Patchwork ของกางเกงยีนส์ลีวายส์วินเทจหรือกางเกงเวิร์คแวร์สีน้ำเงิน เราจ้องและเฝ้ามองความสัมพันธ์ของคู่สีและการจัดวางสมดุลของความเนื้อผ้าแต่ละชนิด จนบางครั้งก็เกือบลืมไปว่า นี่มันคือกางเกงนะ ไม่ใช่งานศิลปะในกรอบไม้ 

ถึงตรงนี้ผมก็โกหกทุกคนไม่ได้จริง ๆ ว่า ความมีศิลปะและความสวยงาม คือสัมผัสแรกที่ทำให้ผมหลงรักเสื้อผ้า Patchwork แม้ Slow Fashion จะเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนการใช้ชีวิตของผมในทุกวันนี้อย่างปฏิเสธไม่ได้ก็ตาม

การควิลต์ การต่อผ้าหรือการด้นฝีเข็มลุยไปบนเนื้อผ้าสร้างเป็นลวดลาย แน่นอนว่าไม่ใช่สิ่งใหม่แต่อย่างใด หากสืบค้นลงลึกไปอีกก็จะมีหลักฐานให้เห็นว่าวิธีการนี้มีมาตั้งแต่สังคมอียิปต์โบราณ ซึ่งสำหรับเทคนิค Patchwork จริง ๆ แล้วคือวิถีเพื่อความอยู่รอดของคนในสังคมชนบทของหลายประเทศด้วยซ้ำ โดยเริ่มเข้ามามีอิทธิพลในโลกของเมนส์แวร์ช่วง 1960s กับลุคของชาวฮิปปี้ เพราะฉะนั้นงาน Patchwork ค่อนข้างจะมีความเป็นขบถโดยตัวมันเองแต่แรก

เมื่อห้าปีที่แล้ว ถ้าใครที่อยู่ในวงการเมนส์แวร์มาโดยตลอดน้อยคนที่ไม่รู้จักแบรนด์ Rare Weaves ที่หยิบจับเสื้อผ้าวินเทจและชิ้นผ้าเก่าแก่หายากจากทั่วโลกมานำเสนอในผ่านเทคนิค Patchwork สุดเฉพาะตัวที่มีแฟนตัวยงอย่าง Nick Wooster ที่ใส่ออกงานให้เห็นบ่อยครั้ง 

แม้ปัจจุบัน Hartley Goldstein Jr. จะไม่ได้ปรากฏตัวให้เราเห็นโดยง่าย (จากเดิมที่ก็ยากอยู่แล้ว) โดยในอินสตราแกรมก็ทิ้งรูปไว้ให้ดูต่างหน้าอยู่รูปเดียว ย้อนไปในปี 2016 เจ้าตัวจะมีเรื่องพิพาทกับ J.Crew โดยบอกว่าอีกฝั่งนั้นได้คัดลอกผลงานของตนไป ที่ต่อมากลายเป็นประเด็นในวงสนทนาของแวดวงชาวเมนส์แวร์ว่าจริง ๆ งาน Patchwork นี้ไม่น่าที่จะมีใครสามารถมาเคลมได้ว่าเป็นของตัวเองโดยแท้จริง เพราะเทคนิคดังกล่าวก็มีมานานแล้ว

หากจะว่าด้วยเรื่องของเทคนิคมันไม่ได้มีอะไรที่ใหม่ไปจากเดิม แต่สิ่งที่ต่างไปก็คือบริบทที่สวมทับลวดลายพวกนั้นบนเสื้อผ้าทั้งหลายที่ผ่านความคิดและประสบการณ์ส่วนตัวของผู้คนหรือดีไซเนอร์ ซึ่งสำหรับผม คนพวกนี้มีฐานะเท่ากับศิลปินคนหนึ่งที่กำลังสร้างงานศิลปะเพื่อบอกอะไรบางอย่างต่อผู้คนและสังคม

ไม่ว่าจะเป็น Comme des Garcons, Vetements, Ralph Lauren และอีกมากมาย ก็ต่างมีผลงาน Patchwork ประดับแบรนด์ตัวเอง แต่น้อยโอกาสที่เราจะได้ฟังความคิดของพวกเขา ถึงแรงใจที่สำคัญต่อกระบวนการสร้างสรรค์ที่กว่าจะออกมาเป็นเสื้อผ้าชิ้นพิเศษแต่ละตัวได้อย่างไร

เจ้าฝีมือที่จะเอ่ยนามถึงพวกเขาต่อไปในบทความนี้ แม้ความคิดและแรงพลักดันในการสร้างงานของพวกเขาจะแตกต่างกัน แต่พวกเขาเชื่อในอย่างเดียวกันก็คือ งาน Patchwork ที่ดี จะต้องมีลวดลวยที่สัมผัสได้ถึงเอกลักษณ์อย่างชัดเจน ไม่ใช่การจับฉ่ายที่จะเอาอะไรมาใส่ก็ได้ ที่มีทั้งในแง่ของการรังสรรค์สิ่งใหม่ที่บอกเล่าได้ถึงความศรัทธาต่อการทำงานศิลปะ หรือเป็นการแปรธาตุภูมิปัญญาพื้นบ้านโบราณให้กลายเป็นซอฟต์พาวเวอร์เข้าถึงคนได้ทั่วโลก หรือจะเป็นสัญญะของการการต่อต้านระบบอุตสาหกรรมเสื้อผ้าแบบเดิม ๆ สุดท้ายกับความเชื่อในการสร้างผลงานจากวัตถุดิบในยุคเดียวกันเท่านั้นที่จะบอกเล่าตัวตนของชิ้นผ้าเหล่านั้นได้ดีที่สุด 

Kapital

ใครหลายคนคงทราบดีถึงกิตติศัพท์ของแบรนด์ญี่ปุ่นในการสร้างสรรค์ผลงานเสื้อผ้าในแนวทางตะวันตก โดยเฉพาะยีนส์เจ้าตำนานอย่างลีวายส์ 501 และมีไม่กี่เจ้าที่เล่าเรื่องได้แหวกขนบได้เท่ากับสิ่งที่ Kapital ทำ

Kapital ขับเคลื่อนโดยสองพ่อลูกที่การทำเสื้อผ้าคือลมหายใจของพวกเขา โทชิคิโยะและคิโระ ฮิราตะ มีต้นกำเนิดจากเมืองโคจิม่า ชื่อของเมืองหลวงเดนิมนี้เกี่ยวข้องกับชื่อแบรนด์โดยตรง 

นับเป็นแบรนด์ที่ดำรงอยู่ด้วยเรื่องราวของประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างแท้จริง พวกเขาเริ่มต้นจากการเป็นผู้ผลิตเสื้อผ้ารีโปรแนวอเมริกันวินเทจ โดยตอนนี้พวกเขาผันตัวมาเป็นแบรนด์เสื้อผ้าที่นำเสนอรากวัฒนธรรมดั้งเดิมของสังคมญี่ปุ่นมาผสานกับไอเดียสมัยใหม่และนำเสนอมันออกมาได้อย่างสุดอาวอง การ์ด

ทุกวันนี้ลายเซ็นต์ของ Kapital ได้รับการเคารพอย่างมาก โดยเฉพาะความงดงามของเทคนิคการต่อผ้าแบบ Boro มิติสีน้ำเงินครามที่ไล่เฉดตามกาลเวลาจากรากเหง้าวิถีชนบทญี่ปุ่นศตวรรษที่ 17
Boro คือสิ่งที่เราสามารถเรียกได้เต็มปากเต็มคำว่าภูมิปัญญาชาวบ้าน แต่ถ้าจะให้ฟังดูจริงกว่านั้น นี่คือการซ่อมเสื้อผ้าแบบตามมีตามเกิดของชาวนาในชนบทญี่ปุ่นในยุคเอโดะ ไม่ใช่ผืนผ้าหรูหราที่ทำด้วยชั้นเชิงขั้นสูงเป็นของเก่าหายาก 

ด้วยความ Boro มีความเรียบง่ายและแฝงตัวอยู่ในชีวิตประจำวันมาตลอด คิโระจึงมองว่าสิ่งนี้แหละที่ควรค่าแก่การนำมาต่อยอดสร้างสรรค์ใหม่ให้กับคนในยุคของเขาผ่านความเป็นตัวตนของเขาเอง หรือจะเป็นเทคนิค Sashiko หรือการด้นตะลุยทำลวดลายซ้ำๆ ตลอดทั้งตัวของกางเกง ที่จะพบได้ในไลน์ผลิตชื่อ Century Denim กางเกงที่แบรนด์เคลมว่าใส่ได้นานถึง 100 ปี 

แม้ว่าผลงานของคิโระและแบรนด์จะนำเสนอผ่านคุณค่างานฝีมือ ความตั้งใจ และตัวตน ที่ฟังดูอย่างไรก็คือญี่ปุ่นขนานแท้ แต่เจ้าตัวกลับบอกเองว่าจริง ๆ แล้วแบรนด์ของเขามีความเป็นญี่ปุ่นที่พวงกับการตีความกับวัฒนธรรมอื่น ๆ อยู่เสมอ ทั้งเรื่องภูมิศาสตร์และวัฒนธรรม 

ยกตัวอย่างครั้งหนึ่งเขาเคยจัดโชว์ครั้งแรกที่อนุสรณ์สถานในเมืองฮิโรชิม่า ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สื่อถึงความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่น โดยมี Eric Kvatek ช่างภาพคู่บุญที่ร่วมงานกันมาตั้งแต่ 45rpm บุคคลที่มีส่วนสำคัญในการถ่ายทอด Kapital ได้ออกมาอย่างดุเด็ด ทั้งเขาและคิโระรักการเดินทางและชอบศึกษาวัฒนธรรมต่าง ๆ จะเห็นได้จาก lookbook ของพวกเขาที่ไม่เคยธรรมดา บ่อยครั้งเราได้รับกลิ่นอายความเป็นฮิปปี้อยู่ในงานของ Kapital เพราะ Eric ได้สารภาพว่าเจ้าตัวนั้นศรัทธาความเป็นโบฮีเมี่ยน

การที่แบรนด์ได้นำเทคนิคญี่ปุ่นทั่วไปอย่าง Shisiko and Boro มาสวมใส่ในบริบทแบบใหม่ ตีความให้ต่างจากเดิม ความเป็นญี่ปุ่นในนามของคิโระจึงกลายเป็นสิ่งที่เข้าไปในใจใครหลายคน  ในด้านหนึ่งนอกจากจะสร้างความแปลกใหม่แล้วยังเป็นการสื่อสารความเป็นขบถออกมาอย่างมีชั้นเชิง ซึ่งเสื้อผ้าที่ทรงพลังเหล่านี้จะไม่มีวันทำให้คุณดูแย่แต่ก็จะไม่ประจบสอพลอคุณอย่างแน่นอน

Atelier & Repairs

ก่อนหน้านี้เราได้แนะนำ ชื่อ Maurizio Donadi และ Atelier & Repairs ไปแล้วบ้างในหลากหลายบทความเรื่องยีนส์กับผลงานเล่นแร่แปรธาตุของเขา แต่ยังไม่เคยได้พูดถึงความคิดที่เขามองต่ออุตสาหกรรมเสื้อผ้าและหลักการทำงานของเขาจริง ๆ เลยสักที ว่าอะไรกันที่ทำให้อดีตขุนศึกบนหลังม้าในสนามรบแฟชั่น ที่เคยรับใช้แบรนด์หัวใหญ่อย่าง Armani, Ralph Lauren และ Levi’s เป็นเวลามากกว่า 30 ปี ยอมออกจากวงการมาชุบชีวิตเสื้อผ้าเก่าด้วยเทคนิค Patchwork

เหตุการณ์แรกที่ทำให้เขาตาสว่างเกิดขึ้นในปี 1992 วันที่เขาได้เดินออกจาก Benetton หลังจากการไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนว่าทั้งที่เขาได้ขายทุกสิ่งอย่างเท่าที่มันจะสามารถขายได้แล้วแต่ทำไม่ไม่มีวี่แววความก้าวหน้าในสายตาเขาเลย จนเขารู้สึกอิ่มตัว และสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกคลื่นไส้ทุกครั้งที่ได้ยินคนในทีมคุยกันถึงการครอบงำโลกนี้ทั้งใบ 

หลังจากนั้นวลี WASTE LESS, REIMAGINE MORE จึงอุบัติขึ้น

ในอดีตช่วงวัยรุ่นของเขา คำว่าสไตล์สำหรับเขามันคือคำที่สะท้อนการมีอยู่ในภาวะจำกัดโดยงบประมาณ และพอยิ่งผลันนึกย้อนกลับไปในหลายครั้งเขาเองรู้สึกสนุกทุกครั้งในการได้ขุดคุ้นหาเสื้อผ้าราคาถูกในร้านของมือสอง

เขามองว่าการซ่อมแซมเสื้อผ้า มันเป็นสิ่งที่ทุกครัวเรือนในประเทศทำเหมือนกันหมดโดยเฉพาะ ครอบครัวที่ไม่ได้มีฐานะดีในสังคมบริโภคนิยม  เขาเล่าผ่านบทสัมภาษณ์กับ GQ ว่า เขาจำได้แม่นเลยตอนเด็กแม่และยายของเขามักจะซ่อมถุงเท้าให้อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งมันเป็นเรื่องปกติ แม้ตอนนี้โลกมันเปลี่ยนไปแล้วก็จริง แต่ถึงยังไงซะเขาก็คิดว่ามันต้องมีวิธีที่จะยืดอายุเสื้อผ้าให้นานขึ้น 

ส่วนตัวเขามองว่าซื้อให้น้อยชิ้นลงแต่ลงทุนให้มากขึ้น แทนที่จะซื้อสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขได้เลยตอนนี้ ซื้อสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขไปตลอดอีกสิบปี ไม่ดีกว่าหรอ 

โปรเจกต์ในนาม Atelier & Repair ที่นำเสื้อผ้า deadstock หรือที่มีรอยฉีกขาด นำมาซ่อมและทำขึ้นใหม่ให้กลายเป็นเสื้อผ้าที่พิเศษที่มีเรื่องราวเฉพาะของตัวเอง 

ผมเห็นอะไรบางอย่างในตัว Maurizio ที่คล้ายกับ Giorgio Armani ไม่ใช่เพียงว่าเขาเป็นชาวอิตาเลียนเหมือนกัน มองดูแบรนด์ Armani ที่ขึ้นชื่อเรื่องสูท Smart Casual เปลี่ยนสิ่งที่ดูทางการให้ผ่อนคลายแต่ก็ยังคงเปี่ยมไปด้วยรสชาติที่หรูหรา เช่นเดียวกับ Atelier & Repairs ของเขาที่ก็มีสิ่งแบบนั้นเช่นกัน เขาหลอมละลายความหมายสารตั้งต้นเดิมและขึ้นรูปใหม่ได้อย่างเหลือเชื่อ 

ทั้งนี้เสื้อผ้าของเขาจึงมีความฟังก์ชันอยู่ในตัวแต่ขณะเดียวกันก็ได้รื้อถอนโครงสร้างเดิมออกไปด้วย เช่น การนำแจ็คแก็ตกองทัพสหรัฐฯ มาปักด้วยด้ายและผ้ากิโมโนจากญี่ปุ่น เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงการต่อสู้ในอดีตของทั้งสองผ่าย ที่ปัจจุบันเขาต้องการให้สองสิ่งนี้อยู่ร่วมกัน ซึ่งเสื้อผ้าทหารแต่ละชิ้นที่เขาทำก็ไม่ได้ออกแบบให้ดูบู๊อะไรมากมาย เพราะเขาอยากมันให้เสิร์ฟต่อไลฟ์สไตล์ปัจจุบัน สังเกตที่ลายพรางจะลดความเกรี้ยวกราดลงไปมาก ที่คุณสามารถใส่ได้ในวันหยุดทำงานในสวนหลังบ้านได้สบาย ๆ 

หลักสำคัญของ Atelier & Repairs คือการตั้งใจทำสิ่งที่พิเศษที่สุด แม้ว่าในส่วนของกระบวนการมันจะสาหัสเพียงใด เพราะ Maurizio รู้ตัวเองดีว่าไม่สามารถทำตัวเป็นห้องแต่งตัวโลกที่รองรับทุกคนได้ และเขาก็ไม่ต้องการผลิตอะไรออกมาที่กลายเป็นขยะของโลกต่อไป แต่หลักคิดนี้มันก็มั่นคงในการทำงานศิลป์จากความสุขที่ได้ซื่อตรงต่อความคิดตัวเองและทำมันออกมาได้อย่างสม่ำเสมอ

Jak Jean

หากคุณต้องการที่จะศึกษาหรือหากางเกงแปะ Patchwork สักตัว Jak Jean คือร้านเสื้อผ้าวินเทจสัญชาติไทยที่เราภูมิใจแนะนำ สำหรับผมแล้วนั้นฝีมือและลวดลายที่ปรากฏในงาน Patchwork ของพี่จักรถือว่าเป็นลายเซ็นต์หาตัวจับยากคนหนึ่ง  การันตีได้จากที่ทุกวันนี้ที่มีลูกค้าทั้งชาวเอเชียและยุโรปหลั่งไหลเข้ามาหาเขา

สองปีที่แล้ว เราเคยได้ไปนั่งคุยกับพี่จักร – จักรชัยภูมิ พงษ์พันธ์ ถึงเรื่องความเป็นไปของวงการเสื้อผ้าวินเทจ นอกจากคุยเรื่องอดีตและทิศทางของวงการ สิ่งที่เราได้มามากกว่านั้นก็คือได้เข้าใจวิธีการสร้างสรรค์เสื้อผ้างาน remake 

ความไม่สมบูรณ์คือเสน่ห์ของเสื้อผ้าวินเทจ พี่จักรเชื่ออย่างนั้นซึ่งเราเองก็เช่นกัน กางเกงยีนส์ที่มีรอยเฟด มีคราบสีเปื้อน มีขาดในจุดที่แสดงถึงสภาพการใช้งานจริง เรื่องราวพวกนี้ที่ติดตัวมากับเสื้อผ้าวินเทจต่างทำให้ใคร ๆ ก็หลงใหล 

ในอีกมุมหนึ่งของความไม่สมบูรณ์ดังกล่าวสำหรับพี่จักรนั้น ได้กลายมาเป็นพื้นที่ในการสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นลายเซ็นต์ของเขาได้อย่างโดดเด่น ใครจะรู้ว่าพ่อค้าที่นั่งขายของอยู่ในดงยีนส์ อดีตจะเคยเป็นอาร์ตไดเรกเตอร์ของบริษัทมีชื่อแห่งหนึ่ง มันทำให้เราไม่ได้แปลกใจนักถึงเซ้นส์ศิลปะที่มองเห็นได้จากการใช้คู่สี แพทเทิร์นในการออกแบบบนเสื้อผ้าวินเทจของเขา 

หลักการทำงาน custom ในลักษณะนี้พี่จักรจะมีกฎตายอยู่ข้อเดียว คือ วัสดุทุกชิ้นไม่ว่าจะผ้า กระดุม เป๊ก ซิป ต้องมาจากยุคเดียวกัน เพราะมันสำคัญต่อเรื่องที่เขากำลังจะเล่าถึงที่มาที่ไปได้ของผลงานอย่างทรงพลัง ในชนิดที่ว่าถ้าจะทำกางเกงผ้าอเมริกาก็จะใช้ผ้าญี่ปุ่นมาต่อไม่ได้ 

โดยวิธีคิดดังกล่าวไม่ได้มีเพื่อการออกแบบผลงานอย่างเดียว แต่เป็นสิ่งสะท้อนตัวตนให้ลูกค้าที่เข้ามาหาเขาได้มั่นใจถึงอุดมการณ์ที่ยึดมั่นในจุดยืนที่ชัดเจน ซึ่งตรงนี้มันก็ทำให้งานของเขามีความชัดเจนในตัวไปโดยปริยาย 

การจะเริ่มทำงานสักชิ้นหนึ่งของเขา โดยก่อนหน้าที่เราจะได้คุยกับพี่จักร ได้คิดไปต่าง ๆ นานาว่าต้องมีขั้นตอนความคิดที่สลับซับซ้อน แต่เอาเข้าจริง พี่จักรบอกว่า ถึงเวลาเขาก็แค่มองหากางเกงที่เขายังรู้สึกว่ามันธรรมดาไป ที่มองแล้วรู้สึกว่ามันน่าจะไปต่อได้มากกว่านี้ ซึ่งสิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่การลงมือทำ แต่เป็นการสะสมอารมณ์ให้ถึงก่อนจะเริ่มต่างหาก 

เขานับถือประสบการณ์พอ ๆ กับคุณค่าของเก่าที่เขาเคารพเหมือนอาจารย์ เพราะประสบการณ์ต่าง ๆ ที่เจ้าตัวเคยสัมผัส เคยเห็น เคยลองผิดลองถูก เป็นเหมือนเครื่องมือชนิดหนึ่งที่ทำงานร่วมกับจักรของเขาได้เป็นอย่างดี วัสดุที่ตรงยุคทุกชิ้นอาจจะไม่อาจจะไม่มีค่าอะไรเลยก็ได้ หากขาดคนที่เล่าเรื่องได้อย่าง Jak Jean 

ขอทิ้งท้ายด้วยประโยคคลาสสิกจากพี่จักร ศิลปินในร่างพ่อค้า “ของเก่ามันเป็นเหมือนอาจารย์ ถ้าเราไม่ได้ศึกษาเรื่องราวของมันมาก่อน เราก็ไม่มีทางรู้หรอกว่ากางเกงตัวหนึ่งมันจะต้องทำยังไง”

Related Stories

Red Rabbit_Native American Jewelry_Feature Image_W. MINISTRY
The Buyer’s Guide
Red Rabbit มนต์ขลังของเครื่องประดับเงินแนว Native American ที่ละเมียดในเนื้องานตามกรรมวิธีแบบโบราณ
อีกบทสนทนากับ Talisman ถึง Red Rabbit แบรนด์เครื่องประดับเงินนอกกระแสที่เดิมพันด้วยคุณภาพงาน
Read More
News
ยีนส์ญี่ปุ่นหายไปไหน ทำไมลีวายส์วินเทจถึงกลับมา
เมื่อวัยรุ่นสมัยนี้อยากมีลุคที่เท่เซอร์เหมือนอย่าง Kurt Cobain และอยากมีความคิดที่แหลมคมเหมือน Steve Jobs
Read More
People
JAK JEAN OPENS UP ABOUT VINTAGE CLOTHING
คุยกับ “พี่จักร” พ่อมดแห่งวงการค้าผ้าเก่าที่ประสบการณ์ของเขาคลุกเคล้าเข้ากับความงดงามของเนื้อผ้าจนสุกงอม
Read More
©️ 2021 W Trading Co., Ltd.