Frank Sinatra Mafia Swing Jazz

บทความโดย Priewpan Saenlawan, Senior Writer, W. MINISTRY

People

ชีวิตใต้ร่มเงามาเฟียของ “แฟรงก์ ซินาตร้า” ราชาสวิงแจ๊ส

24 February 2021

“ผมอยากเป็นหัวหน้าแก๊งมาเฟียมากกว่าเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเสียอีก”

หนึ่งในฉากที่น่าจดจำที่สุดของ The Godfather (1972) ภาพยนตร์มาเฟียอมตะตลอดกาล ผลงานการกำกับของ ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา คือฉากที่ แจ็ค วอลส์ โปรดิวเซอร์รุ่นใหญ่แห่งฮอลลีวูดตื่นขึ้นมาบนเตียง ก่อนที่เขาจะตกตะลึงหัวใจแทบวายเมื่อพบว่าเตียงขนาดคิงไซส์ที่เขานอนอยู่ชุ่มไปด้วยเลือดสีแดงฉาน ซึ่งไหลออกมาจากศีรษะม้าที่ถูกตัดมาวาง…แน่นอนว่ามันคือศีรษะของม้าตัวโปรดที่เขาเลี้ยงไว้

นี่คือการข่มขู่อย่างไร้ความปราณีจาก “ดอน วีโต คอร์เลโอเน” หัวหน้าแก๊งมาเฟียตระกูลคอร์เลโอเนผู้ทรงอิทธิพล เนื่องจาก วอลส์ ดันไปปลด “จอห์นนี่ ฟอนเทน” ลูกทูนหัวคนโปรดของ ดอน วีโต ออกจากการรับบทในภาพยนตร์ ในขณะเดียวกันก็เป็นการส่งสาสน์เตือนว่าถ้าไม่คืนบทให้ ฟอนเทน ศีรษะต่อไปที่จะหลุดออกจากบ่าจะไม่ใช่แค่ศีรษะม้า แต่เป็นศีรษะของ วอลส์ เอง 

จอห์นนี่ ฟอนเทน ใน The Godfather คือดาวจรัสฟ้าของฮอลลีวูด เขาเป็นทั้งนักแสดงและนักร้องที่มีชื่อเสียง ซึ่งต่อให้ มาริโอ พูโซ ผู้เขียน The Godfather จะไม่เคยออกมากล่าวตรงๆ แต่ทุกคนก็ลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่าต้นแบบของ จอห์นนี่ ฟอนเทน ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น แฟรงก์ ซินาตร้า ราชาเพลงสวิงแจ๊สนั่นเอง

เพราะนอกจากบทบาทการเป็นศิลปินแล้ว ตลอดชีวิตของ แฟรงก์ มีหลักฐานมากมายที่บ่งบอกว่าเขามีความใกล้ชิดกับกลุ่มมาเฟียผู้ปกครองประเทศสหรัฐอเมริกา และที่สำคัญเขาอาจจะเป็นสมาชิกของกลุ่มเลยทีเดียว

บทเพลง Theme From New York, New York ของ แฟรงก์ อาจจะเต็มเปี่ยมด้วยความสนุกสนาน แต่ถ้าหากลองแหวกม่านไปดูชีวิตอีกด้านหนึ่งของเขา แฟรงก์ คือหนึ่งในบุรุษผู้มีชีวิตดำมืดที่สุด นอกจากนั้นครั้งหนึ่งเขายังเคยกล่าวว่า

“ผมอยากเป็นหัวหน้าแก๊งมาเฟียมากกว่าเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเสียอีก” 

เรื่องราวทั้งหมดเป็นอย่างไรกันแน่?

My Kind Of Town

หากจะถามว่าชีวิตของ แฟรงก์ ซินาตร้า เริ่มเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับโลกมืดมาเฟียตั้งแต่เมื่อไร…คำตอบคือตั้งแต่ก่อนที่เขาจะลืมตาดูโลกเสียอีก

ฟรานเชสโก้ ซินาตร้า คุณปู่ของแฟรงก์เกิดและเติบโตมาในย่าน Lercara Friddi บนเกาะซิซิลี ดินแดนแห่งมาเฟีย และถึงแม้จะไม่มีหลักฐานใดๆ แต่การที่บ้านของ ฟรานเชสโก้ ตั้งอยู่ห่างจากบ้าน “ลูเซียโน่” หนึ่งในตระกูลมาเฟียซิซิลีอันโด่งดังที่สุด ก่อนที่จะย้ายไปขยายอิทธิพลยังมหานครนิวยอร์กในภายหลัง เพียงไม่กี่ไมล์ ทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่า ฟรานเชสโก้ น่าจะมีความสัมพันธ์กับตระกูลลูเซียโน่ไม่มากก็น้อย

Frank Sinatra Mafia Swing Jazz

ฟรานเชสโก้ พร้อมภรรยาและลูกๆ 5 คน อพยพไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาในปี 1900 ก่อนจะลงหลักปักฐานในเมืองโฮโบเกน รัฐนิวเจอร์ซี่ย์ ซึ่งถือเป็นย่านที่เหล่าอาชญากรจากทั่วทุกสารทิศจะมารวมตัวกัน

ชีวิตของตระกูลซินาตร้า ณ แผ่นดินอเมริกา ก็ไม่ได้แตกต่างจากครอบครัวผู้อพยพครอบครัวอื่น พวกเขาคือภาพสะท้อน “ชนชั้นแรงงานอิตาเลียนอเมริกันผู้ยากลำบาก” โดยอาชีพที่ ฟรานเชสโก้ เลือกใช้หาเลี้ยงชีพคือการเปิดบาร์เล็กๆ ซึ่งลูกค้าก็หนีไม่พ้นสมาชิกแก๊งอาชญากรรมต่างๆ ที่มักจะใช้ร้านของเขาเป็นสถานที่รวมตัวสังสรรค์

…หลังจากนั้น 15 ปี แฟรงก์ ซินาตร้า ก็ลืมตาดูโลก…

แฟรงก์ เป็นลูกคนเดียว ไม่มีพี่น้อง อีกทั้งพ่อแม่ของเขายังต้องทำงานหนักเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว ดังนั้นชีวิตในวัยเด็กของ แฟรงก์ จึงถูกฝากไว้ให้ปู่กับย่าดูแลเป็นหลัก 

“ในตอนเด็กๆ ผมหวังว่าผมจะมีพี่ชายคอยปกป้องผม หรือมีน้องสาวให้ผมปกป้องเช่นเดียวกับคนอื่นๆ บ้าง” แฟรงก์ กล่าวกับ นิตยสาร VQR

เวลาในแต่ละวันของเด็กชายแฟรงก์หมดไปกับการวิ่งเล่นในบาร์เหล้า ที่รายล้อมด้วยเหล่าวายร้ายแห่งโลกมืด เรียกได้ว่า แฟรงก์ เป็นเด็กเพียงคนเดียวในโลกของผู้ใหญ่ เขาจึงได้รับการเอ็นดูจากบรรดาลูกค้า นอกจากนั้น แฟรงก์ ยังมีพ่อทูนหัวชื่อ วิลลี มอเร็ตติ สมาชิกระดับสูงของแก๊ง Genovese 

ด้วยเหตุนี้ แฟรงก์ จึงมีชีวิตที่เกี่ยวข้องกับวิถีแห่งแก๊งมาเฟียอย่างลึกซึ้งมาตั้งแต่วัยเยาว์ ทว่าพระเจ้าก็ไม่ได้ใจร้ายกับเขาเกินไป ถึงแม้ชีวิตของ แฟรงก์ จะดำมืดกว่าเด็กทั่วไป แต่เขาก็มีพรสวรรค์ด้านเสียงดนตรีเข้ามาทดแทน 

“ถ้าไม่มีดนตรี ผมคงกลายเป็นอาชญากรไปแล้ว” ครั้งหนึ่ง แฟรงก์ เคยกล่าวเอาไว้

แฟรงก์ หลงใหลในบทเพลงแจ๊สของ Gene Austin, Rudy Vallée, Russ Colombo, Bob Eberly และ Bing Crosby โดยเฉพาะรายสุดท้ายที่ แฟรงก์ แทบจะบูชาเป็นศาสดาประจำตัว ก่อนที่เขาจะเริ่มหัดร้องเพลงตั้งแต่ช่วงวัยรุ่น โดยทั้งหมดเป็นกาเรียนรู้ด้วยตัวเอง เขาไม่เคยเข้าเรียนดนตรีอย่างจริงจังเลยสักครั้ง

Frank Sinatra Mafia Swing Jazz

แฟรงก์ เรียนไม่จบ เขาออกจากรั้วมหาวิทยาลัยมาทำงานที่อู่ต่อเรือของ แฟรงก์ การ์ริก พ่อทูนหัวอีกคนหนึ่งของเขา แต่ก็ทำไม่ได้นานเพราะหลังจากนั้น แฟรงก์ ตัดสินใจเดินทางเข้ามหานครนิวยอร์ก เพื่อไขว่คว้าตามหาฝันเฉกเช่นอเมริกันชนทั่วไป

ในปี 1935 หลังจากเป็นนักร้องตามร้านอาหารและบาร์ต่างๆ มาได้ไม่นาน แฟรงก์ ก็แจ้งเกิดเข้าสู่วงการนักร้องอาชีพด้วยการชนะเลิศรายการประกวด Major Bowes Amateur Hour…ดูเหมือนว่าหนทางการเป็นศิลปินแจ๊สของเขาจะสดใส แต่อย่าลืมว่านี่คือบทความเล่าเรื่องด้านมืดของ แฟรงก์ ซินาตร้า ไม่ใช่ด้านสว่างสดใสในฐานะศิลปินดัง 

ดังนั้นเรื่องราวทั้งหมดเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น

High Hopes

เมื่อเข้าสู่วงการดนตรี ชื่อเสียงของ แฟรงก์ ซินาตร้า ก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ในขณะเดียวกันข่าวลือเกี่ยวกับพฤติกรรมมาเฟียของเขาก็เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน เช่นครั้งหนึ่ง แฟรงก์ ขว้างโทรศัพท์ใส่นักธุรกิจ ณ โรงแรมเบเวอร์ลีฮิลส์ ทำเอาผู้เคราะห์ร้ายคนดังกล่าวถึงกับกะโหลกร้าว แต่ แฟรงก์ กลับไม่โดนดำเนินคดีใดๆ 

หรืออีกครั้งหนึ่งที่เขาทะเลากับ บ็อบบี้ เบิร์นส์ ผู้จัดการส่วนตัว ถึงขั้นลงไม้ลงมือ แต่เรื่องทั้งหมดก็จบลงเมื่อ แฟรงก์ ได้ซื้อรถคาดิแลคคันใหม่ให้ เบิร์นส์ แทนคำขอโทษ 

Frank Sinatra Mafia Swing Jazz Tommy Dorsey

แต่หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่เป็นการยืนยันได้อย่างชัดเจนว่า แฟรงก์ ซินาตร้า คือมาเฟียในคราบศิลปินแจ๊สเกิดขึ้นในช่วงปี 1942 โดยเวลาดังกล่าวชื่อเสียงของ แฟรงก์ กำลังรุ่งโรจน์สุดขีด ภายใต้การดูแลของ ทอมมี่ ดอร์ซีย์ หัวหน้าวง 

ทว่าด้วยชื่อเสียงที่โด่งดังเกินไปของตัวเอง แฟรงก์ จึงเริ่มคิดที่อยากจะสยายปีกออกมาเป็นศิลปินเดี่ยว ที่จะได้ทั้งชื่อเสียง เงินทอง และเกียรติยศ มากกว่า เพียงแต่ว่าระหว่างเขากับ ดอร์ซี่ย์ มีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจนขวางทางอยู่ 

เมื่อไม่รู้จะทำเช่นไร แฟรงก์ จึงตัดสินใจโทรหาหนึ่งในคนที่เขาไว้วางใจมากที่สุดในชีวิต และคิดว่าน่าจะช่วยจัดการปัญหานี้ได้…วิลลี มอเร็ตติ พ่อทูนหัวของเขา 

มอเร็ตติ กับ ดอร์ซี่ย์ ได้พบกันผ่านการประสานงานของแฟรงก์ และไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าผลลัพธ์ของเหตุการณ์นี้คือ แฟรงก์ เป็นอิสระจากสัญญาฉบับดังกล่าว โดยที่ มอเร็ตติ จ่ายเงินให้กับ ดอร์ซี่ย์ เพียง 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ!

“วิลลี่ ใช้ปืนฟาดผม และพูดกับผมว่าเขาจะดีใจมากถ้าผมยอมปล่อย แฟรงก์ ออกจากสัญญา”

“ผมทำอะไรไม่ได้นอกจากยอมรับมัน” ทอม ดอร์ซี่ย์ กล่าวในภายหลัง

หลังจากนั้นเป็นต้นมา แฟรงก์ ก็เริ่มถลำลึกสู่โลกแห่งความมืดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2  มีข่าวลือว่าเขาใช้เส้นสายกับแก๊งมาเฟีย พร้อมจ่ายเงิน 40,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อแลกกับการไม่ต้องถูกเกณฑ์ไปร่วมรบ 

ในทศวรรษที่ 40 ความสัมพันธ์ระหว่าง แฟรงก์ กับ Giacalones แก๊งมาเฟียชื่อดังแห่งเมืองดีทรอยต์เริ่มฉายแววชัดเจน โดยในรายงาน FBI ระบุว่าทุกครั้งที่ แฟรงก์ มาเยือนดีทรอยต์ Giacalones จะส่งรถมารับเขาถึงสนามบิน 

“ปีละ 2-3 ครั้งที่ผมต้องสะกดรอยตาม Giacalones เมื่อเขาไปรับ แฟรงก์ ที่สนามบิน พวกเขาใช้เวลาช่วงสุดสัปดาห์ร่วมกันในการสังสรรค์ แฟรงก์ รู้ดีว่าเพื่อนของเขาทุกคนคือฆาตกรมือเปื้อนเลือด แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่สนใจ” แซม รัฟฟาโล เจ้าหน้าที่ตำรวจประจำเมืองดีทรอยต์กล่าว

แฟรงก์ และวงดนตรี Rat Pack ของเขาใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในเมืองคนบาปลาสเวกัส และที่นั่นเองทำให้เขาได้รู้จักกับอีกหนึ่งมาเฟียคนดังแห่งยุคอย่าง “แซม จิอันคานา” พวกเขาใช้เวลาไม่นานในการกลายเป็นเพื่อนรักกัน นั่นทำให้ FBI จับตามองพวกเขาเป็นพิเศษ

Frank Sinatra Mafia Swing Jazz Bugsy

นอกจาก แซม แล้ว แม้แต่มาเฟียตัวเอ้แห่งยุคอย่าง เบนนี่ ซีเกิล หรือที่ทุกคนรู้จักในชื่อ “Bugsy” แฟรงก์ เองก็สนิทสนมด้วยเช่นกัน โดยรายงาน FBI ระบุว่าพวกเขาไปออกรอบตีกอล์ฟด้วยกันหลายต่อหลายครั้ง 

ถึงตรงนี้การที่ แฟรงก์ มีความสัมพันธ์สนิทสนมกับเหล่ามาเฟียผู้ปกครองโลกมืดแห่งสหรัฐอเมริกาคือเรื่องจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ แต่อีกหนึ่งสิ่งที่ต้องพิสูจน์คือ เขาเป็นเพียงมิตรสหายหรือเป็นหนึ่งในสมาชิกองค์กรด้วย เพราะสองสิ่งนี้ความหมายของมันต่างกันมากทีเดียว

My Blue Heaven

ในทุกๆ ปีบรรดาแก๊งมาเฟียที่มีอิทธิพลในสหรัฐอเมริกาจะมีการประชุมเพื่อหาแนวทางร่วมกันในเรื่องต่างๆ รวมถึงจัดสรรผลประโยชน์ให้ลงตัว โดยการประชุมนี้เรียกว่า “The Chairman of the Board” จะมีแต่สมาชิกระดับสูงเท่านั้นที่สามารถเข้าร่วมได้ 

ปกติแล้วการประชุม The Chairman of the Board จะจัดขึ้นภายในโรงแรมหรูสักแห่งภายในสหรัฐอเมริกา ทว่าหลังจากที่ ชาร์ล “ลัคกี้” ลูเซียโน่ ผู้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของเหล่ามาเฟียทั้งปวงถูกรัฐบาลเนรเทศออกนอกประเทศไป ในปี 1946 การประชุมนี้จึงถูกจัดขึ้น ณ โรงแรม Hotel Nacional ฮาวาน่า ประเทศคิวบา ห่างจากเขตแดนสหรัฐอเมริกาไม่ไกล

Frank Sinatra Mafia Swing Jazz

เมื่อถึงวันประชุม เหล่าบรรดาสมาชิกระดับพระกาฬของแก๊งต่างๆ ก็ทยอยปรากฏตัว แต่ที่คาดไม่ถึงคือ แฟรงก์ ซินาตร้า เองก็เดินทางมาที่นี่ด้วยเช่นกัน

“การปรากฏตัวของ แฟรงก์ ที่นั่น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ทุกคนรู้ว่ามีชื่อของเขาอยู่ในรายชื่อมาล่วงหน้าแล้วหลายเดือน”

“ไม่ใช่แค่มาเพื่อร้องเพลง หรือมอบความบันเทิง แต่ ซินาตร้า ปรากฏตัวในห้องประชุมที่ว่าด้วยเรื่องความเป็นความตายของผู้คนด้วย ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ใช่องค์ประชุมก็ตาม” หนึ่งในพยานที่ไม่ระบุชื่อให้การไว้ในแฟ้มคดีของ FBI

ตลอดระยะเวลา 4 วันของการประชุม แฟรงก์ สนุกสนานอย่างสุดเหวี่ยงเต็มที่ไปกับเครื่องบรรณาการที่ ลัคกี้ ลูเซียโน่ จัดมาปรนเปรอเขา ไม่ว่าจะเป็นเหล้า ยาเสพติด และสตรี 

นักข่าวหลายคนจับภาพความสนิทสนมระหว่าง แฟรงก์ กับเหล่าสมาชิกแก๊งได้อย่างชัดเจน จนในวันถัดมาหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับพร้อมใจกันพาดหัวข่าวว่า

“Shame on you, Sinatra”

เรื่องวุ่นๆ ยังไม่จบลงเพียงเท่านี้ เมื่อ FBI ได้รับรายงานว่า แฟรงก์ ได้รับเงินจาก ลัคกี้ ลูเซียโน่ มูลค่ากว่า 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยให้เขาทำหน้าที่เป็นคนส่งของ นำเงินจำนวนนี้ไปชำระหนี้ให้กับกลุ่มมาเฟีย Fischettis

ดังนั้นเมื่อ แฟรงก์ เดินทางกลับจากคิวบา ทันทีที่เท้าของเขาสัมผัสกับแผ่นดินสหรัฐอเมริกา เจ้าหน้าที่ FBI จึงเข้าไปตรวจค้นทันที และก็พบว่าในกระเป๋าของ แฟรงก์ มีเงินสดจำนวน 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อยู่จริงๆ อย่างไรก็ตามด้วยสถานการณ์ที่วุ่นวาย สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดจลาจล ตำรวจจึงจำเป็นต้องปล่อยตัว แฟรงก์ ไปก่อน และจะมาสู้คดีในชั้นศาลกันภายหลัง

“ผมคงปฏิเสธไม่ได้ว่าผมอยู่ที่นั่น แต่ผมไปที่นั่นผ่านการแนะนำให้ไปทำงาน ผมแทบไม่รู้จักชื่อของคนในงานเลยด้วยซ้ำ”

“กับ ลัคกี้ ลูเซียโน่ ใช่ ผมจำชื่อเขาได้ แต่ผมก็พูดคุยกับเขาไม่เกิน 15 นาทีเท่านั้นก่อนที่ผมจะกลับห้องพักไป” 

“ถ้าผมรู้ว่าที่นั่นคือการประชุมของมาเฟีย ผมไม่มีวันไปที่นั่นอย่างแน่นอน” แฟรงก์ กล่าวกับศาล 

ท่าทีของ แฟรงก์ ซินาตร้า ในวันพิจารณาคดีต่างไปจากที่ผ่านอย่างชัดเจน เขาหมดสิ้นความหยิ่งผยอง ความกลัวสะท้อนผ่านแววตาออกมา และมีอาการตัวสั่นเล็กน้อย 

“เขาเหมือนลูกแมวที่กำลังหลงทาง และจำเป็นต้องสูบบุหรี่เพื่อคลายกังวลตลอดเวลา” โจเซฟ เนลลิสทนายความของคณะกรรมการสืบสวนกล่าว

Frank Sinatra Mafia Swing Jazz Lucky Luciano

สุดท้ายด้วยหลักฐานที่ไม่แน่นหนาพอ ประกอบกับความเก่งกาจของทนายฝั่ง แฟรงก์ ที่เล่นแร่แปรธาตุรูปคดีจนทำให้ แฟรงก์ ดูเหมือน “เหยื่อ” คนหนึ่งที่ถูกหลอกได้สำเร็จ แฟรงก์ จนหลุดพ้นข้อกล่าวหา อย่างไรก็ตามภาพลักษณ์ที่ แฟรงก์ เป็นส่วนหนึ่งในแก๊งอาชญากรก็ไม่เคยเลือนหายไปจากสายตาประชาชนเลยนับแต่นั้นเป็นต้นมา

ถึงแม้ว่าในปี 1950 แฟรงก์ จะพยายามแสดงความบริสุทธิ์ใจอีกครั้งด้วยการขอเข้าพบ เจ เอดการ์ ฮูเวอร์ หัวหน้าหน่วยสืบสวนของ FBI เพื่อจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับสมาชิกแก๊ง แต่ ฮูเวอร์ กลับตอบกลับมาเพียงสั้นๆ ว่า

“เราไม่ต้องการอะไรจากคุณ”

My Way

ต้นทศวรรษที่ 50 เป็นช่วงเวลาที่ลาสเวกัสกำลังเฟื่องฟูขึ้นเรื่อยๆ คาสิโนหลายแห่งผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ด และหนึ่งในนั้นก็คือ Sands Hotel and Casino คาสิโนที่มีชื่อของ แฟรงก์ ซินาตร้า เป็นหุ้นส่วนคนสำคัญ

แฟรงก์ ตั้งใจที่จะใช้ภาพลักษณ์และความโด่งดังของเขาเป็นแม่เหล็กดึงดูดผู้คนให้เดินทางเข้าสู่นครแห่งคนบาป ทว่าหลังจากที่เขาถูกจับภาพคู่กับ แซม จิอานคานา ได้ที่ Sands Hotel and Casino แฟรงก์ ก็ถูกเพิกถอนใบอนุญาตไป

อย่างไรก็ตามเส้นทางแห่งความทรงอิทธิพลของ แฟรงก์ ซินาตร้า ยังไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะเป้าหมายต่อไปของเขานั้นยิ่งใหญ่กว่าเดิมเสียอีก 

Frank Sinatra Mafia Swing Jazz JFK

แฟรงก์ มีภาพลักษณ์ชัดเจนว่าเขาสนับสนุนพรรคเดโมแครตมาโดยตลอด ก่อนที่เขาจะได้รู้จักกับ จอห์น เอฟ เคนเนดี้ ผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในเวลานั้นผ่านทางน้องสาวของเขา

เจเอฟเค รู้สึกชื่นชมในตัวของ แฟรงก์ เขาคิดว่าผู้ชายคนนี้มีเสน่ห์อย่างมาก อีกทั้งยังเป็นที่รักของประชาชน ดังนั้นในช่วงเวลาแห่งการหาเสียงอันดุเดือด แฟรงก์ จึงเปรียบเสมือนอาวุธลับชิ้นสำคัญที่ เจเอฟเค จะใช้ช่วงชิงคะแนนเสียงมาได้ แฟรงก์ จึงกลายเป็นหนึ่งในทีมงานช่วยหาเสียงของ เจเอฟเค 

เพลง High Hopes ของ แฟรงก์ ได้กลายมาเป็นเพลงธีมหาเสียงอย่างเป็นทางการของเจเอฟเค…ทว่ามิตรภาพอันสวยงามคงอยู่ได้เพียงชั่วครู่เท่านั้น

หลังการเลือกตั้งและชัยชนะของ เจเอฟเค ทาง FBI ก็ได้รายงานว่า แฟรงก์ ยังคงมีสายสัมพันธ์ที่แน่นเฟ้นอยู่กับ แซม จิอานคานา มาเฟียตัวอันตราย นอกจากนั้นยังมีเทปเสียงลับที่เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญในการฝังกลบ แฟรงก์ อีกด้วย 

เทปลับดังกล่าวเป็นการบันทึกสนทนาระหว่าง แฟรงก์ กับ แซม โดยเนื้อหาสำคัญคือการที่ แฟรงก์ ยอมมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับ แพท น้องสาวของประธานาธิบดีเจเอฟเค เพื่อจุดประสงค์สกปรก

“ใช้อิทธิพลของพี่ชายของเธอให้เป็นประโยชน์ ป้องกันไม่ให้พวกตำรวจมายุ่งกับแก๊ง” ประโยคที่ แฟรงก์ กล่าว

ด้วยเหตุนี้ แฟรงก์ จึงโดนอัปเปหิออกมาจากการเป็นคนสนิทของ เจเอฟเค นับแต่นั้นมา 

ถึงแม้ว่า FBI จะตามติดความสัมพันธ์ระหว่าง แฟรงก์ กับองค์กรอาชาญากรรมมากว่า 40 ปี และมีเอกสารที่เกี่ยวข้องมากกว่า 1,000 หน้ากระดาษ แต่สุดท้าย แฟรงก์ ก็ไม่เคยโดนดำเนินคดีใดๆ ในเรื่องนี้เลยสักครั้งเดียว ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตลงในวัย 82 ปี ด้วยอาการหัวใจวาย ในปี 1998

“ฉันแพ้แล้ว” ประโยคสุดท้ายที่ แฟรงก์ กล่าวกับภรรยาและลูกๆ ก่อนที่เขาจะหมดลมหายใจ 

นี่คือบทสรุปของเรื่องราวอีกด้านหนึ่งของชีวิต แฟรงก์ ซินาตร้า สุดท้ายแล้วเขาจะถูกจดจำอย่างไร ราชาเพลงสวิงแจ๊ส หรือชายผู้มาพร้อมความมืดดำของชีวิต ก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน

Frank Sinatra Mafia Swing Jazz

Related Stories

Gangster Rules Mafia Yakuza
Etiquette & Culture
GANGSTER RULES: กฎเหล็กของใครจะโหดกว่า ระหว่างยากูซ่ากับแก๊งสเตอร์อเมริกัน
ความแตกต่างในความเหมือนของผู้ทรงอิทธิพลนอกกฎหมายจากคนละฟากโลก
Read More
People
SERGE GAINSBOURG: สไตล์ไอคอนแห่งยุค ‘60s พ่วงด้วยดีกรีนักรัก นักกวี นักปรัชญา และนักประพันธ์เพลง
หนุ่มฝรั่งเศสหน้าตาไม่พิมพ์นิยมแต่ลงตัวด้วยส่วนผสมของสเน่ห์ผู้ชายอันเหลือร้าย
Read More
Sid Vicious the icon of punk
People
SID VICIOUS: ไอคอนคนสำคัญแห่งประวัติศาสตร์พังก์ ผู้เล่นดนตรีแทบไม่เป็น
ผ่านมาครึ่งศตวรรษ แต่ทำไม ซิด วิดเชียส ถึงยังเป็นไอคอนแห่งพังก์อย่างไม่เสื่อมคลาย
Read More
©️ 2021 W Trading Co., Ltd.