Music and Audio

THAI LOVE SONGS: วิวัฒนาการเนื้อหาเพลงรักไทยจากวันวานจนถึงวันนี้ 

20 February 2020

บทความโดย Nanat Suchiva, Managing Editor, W. MINISTRY
ภาพประกอบโดย Paritat Supaporne, Senior Visual Graphic Designer, W. MINISTRY
กำกับศิลป์โดย Nopphasit Varittinanon, Art Director, W. MINISTRY

ลองตั้งใจฟังดูแล้วจะรู้ว่าเนื้อเพลงรักของไทยแต่ละยุคนั้นมีคาแรคเตอร์เป็นของตัวเอง

อีกด้านของเพลงรักคงไม่ใช่แค่การฟังเพื่อความบันเทิง แต่เป็นการคลุกเคล้าระหว่าง รสชาติของยุคสมัย การแสดงออกทางสังคม ความนิยมของคนแต่ละช่วงชีวิต ถูกบีบอัดแล้วผลิตออกมาเป็น เทป แผ่นเสียง ซีดี สตรีมมิ่ง หรือสื่อทางดนตรีของโลกอนาคตที่เราเองก็ยังไม่สามารถล่วงรู้ได้

แม้ผู้เขียนจะไม่ได้เติบโตมากับเรื่องหวานเลี่ยนในความรัก หรือเจอกับการผิดหวังนั่งอกหัก แต่ทุกๆ ครั้งที่ฟังเพลงรักก็รู้สึกว่าตัวเองหลุดไปอยู่ในโลกของเหล่านักประพันธ์ ดีบ้าง ไม่สมเหตุสมผลบ้าง แต่สิ่งที่สัมผัสได้บางอย่างคือการนำเสนอใจความของเนื้อหาเพลงที่แทบจะไม่เหมือนกันเลยสักยุคเดียว

เพราะหลายเพลงรักของไทย คือปรมาจารย์ชั้นครูที่สะท้อนให้เห็นถึงความคิด ชีวิต และการสร้างแรงบันดาลใจ ในวันนี้เลยอยากชวนผู้อ่านมาร่วมเดินทางไปกับเราในเรื่องราวของ “วิวัฒนาการของเนื้อหาเพลงรัก” ทั้ง 6 ยุคใหญ่ๆ ตั้งแต่รุ่นพ่อยันโลกดนตรีที่ไร้รอยต่อของปี 2020 แล้วมาดูกันว่าเนื้อหาที่สื่อสารออกมาจะเปลี่ยนไปสักแค่ไหน อาจไม่ใช่ในฐานะนักวิจารณ์ แต่ผู้เขียนขอเป็นผู้เชี่ยวชาญการจับนู่นผสมนี่ให้กับเพลงรักจากอดีตจนถึงปัจจุบัน

1960s

“ทั้งโลกนี้มีเราแค่สองคน”

“เพลงสตริง” ของไทยถือเป็นจุดเริ่มต้นของระยะทางกว่า 50 ปีของวิวัฒนาการเพลงรักในบทความนี้ ทำความเข้าใจกันก่อนว่าในช่วงปี 1960s นั้น มีอิทธิพลของเพลงร็อคแอนด์โรล ดิสโก้ โซล จากประเทศตะวันตกหลั่งไหลเข้ามามากมาย 

ผู้เขียนขอรวบรัดตัดตอนเรื่องที่มาของธุรกิจอุตสาหกรรมดนตรีไว้ และคัดเลือกศิลปินในยุคนี้มาเป็นตัวแทนให้ จะเป็นใครไม่ได้นอกจาก ดิ อิมพอสซิเบิ้ล และ ชาตรี ซึ่งขอนิยามเนื้อหาเพลงรักในยุคนี้ว่าเป็น “ความรักที่อยู่ในโลกของเราแค่สองคน”

เพราะเนื้อหาของเพลงในยุค 1960s จะมีเพียงเรื่องราวของหนุ่มสาวสองคนที่เพ้อรำพันถึงความรักของกันและกันราวกับว่าโลกนี้ช่างสวยงามและอะไรก็ดูจะเป็นสีชมพูไปเสียทั้งหมด หรือจะพูดว่าอยู่ในโลกของความรักแบบวรรณกรรม แฟนตาซีก็คงจะไม่ผิดนัก อาจจะเป็นเพราะในยุคที่ผ่านมาให้หลัง 10 ปีกว่าๆ จากสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้นผู้คนในบ้านเรามีความสุขมากขึ้น เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว ความบันเทิงจึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งชีวิตประจำวัน 

ภาษาที่ใช้นั้นมีความดูดดื่ม นุ่มนวล สัมผัสสละสลวย ยกตัวอย่างเช่น เพลงดังของวงสตริงคอมโบที่นำโดย อาต้อย เศรษฐา อย่างวง ดิ อิมพอสซิเบิ้ล ที่มีท่อนฮุกติดหูที่ว่า “หากฉันมีสิบหน้าอย่างทศกัณฐ์ สิบหน้านั้นฉันจะหันมายิ้มให้เธอ สิบลิ้น สิบปาก อยากฝากคำพร่ำเพ้อ ว่ารักเธอ รักเธอ เป็นเสียงเดียว” 

อีกท่อนของเนื้อเพลงจากวง ชาตรี อย่างเพลงรักครั้งแรกที่ว่า “แอบมองไปเจอฉับพลันนั้นเธอก็เหม่อมองสบสายตา เธอต้องอุราให้ฉันคิดรักเธอในแรกเราพบกัน ใจตรงกับใจ สายตาที่บอก คิดยืนยันแอบรักเมื่อวันก่อน เกิดเป็นความรัก ความรักเมื่อแรกเจอ จิตใจละเมอติดยังฝังตรึง” ก็เป็นอีกเนื้อหาเพลงที่สะท้อนเพลงรักยุค ‘60s ของไทยได้เป็นอย่างดี


1970s

“รักบริสุทธิ์”

ในยุคที่เพลงบัลลาดร็อคทั่วโลกรุ่งเรืองนั้น ประเทศไทยได้มีวงดนตรีหน้าใหม่ถือกำเนิดขึ้นมากมายนับไม่ถ้วน แต่ในกรณีนี้ ผู้เขียนขอยกตัวอย่างวงสตริงที่ล้วนมีกลิ่นอายของอิทธิพลเพลงร็อคแอนด์โรลจากยุคก่อนหน้ามาเป็นกรณีศึกษา อย่างวง แกรนด์เอ็กซ์, ดิ อินโนเซนท์ และ พิงค์ แพนเธอร์

ทั้ง 3 วงเป็นศิลปินที่น่าจะเป็นตัวแทนช่วยฉายภาพเนื้อหาเพลงรักของยุค ‘70s ได้อย่างลงตัวที่สุด ซึ่งผู้เขียนขอนิยามเนื้อหาเพลงรักของยุคนี้ว่า “ความรักที่แสนจริงใจและห่วงหาอาวรณ์”

เนื้อหาโดยรวมของเพลงรักในยุคนี้ มีการใช้เนื้อหาที่ตรงตัว จริงใจ ซื่อสัตย์ในความรัก และมองคู่รักว่าเธอ (หรือเขา) คือรักแท้ที่ถูกกามเทพลิขิตให้รักกันมาแต่ชาติปางก่อนอะไรทำนองนั้น แต่จะอยู่กับความเป็นจริงกับโลกปัจจุบันมากกว่ายุค ‘60s บ้างเล็กน้อย อาจจะเป็นเพราะเริ่มมีวิวัฒนาการทางด้านการสื่อสาร การแสดงออกของสื่อในยุคนั้นที่เริ่มมีอิทธิพลของหนัง เพลง ภาพยนตร์จากตะวันตกมากขึ้น

“แอบรักเธอ อยู่ในใจเก็บหัวใจ ไว้ที่เธอ วันทั้งวัน ฉันมองเหม่อ คิดถึงเธอ ทุกคืนวัน…ขอรักจริง รักเพียงเธอ”
ท่อนหนึ่งของเพลง รักในซีเมเจอร์ของวงแกรนด์เอ็กซ์ทำให้เห็นว่าชายหนุ่มยุคนั้นมีความโรแมนติกแบบจริงใจและมุ่งมั่นที่จะรักหญิงสาวแค่คนๆ เดียว แค่ได้อยู่ด้วยกันก็มีความสุขมากพอแล้ว 

หรือจะเป็น เพลงฝากรัก จากวง ดิ อินโนเซนท์ที่ว่า “อยากจะจองตัวเธอเป็นของฉันคนเดียวเปล่าเปลี่ยวอยู่นานเท่าไหร่ เห็นเธอก็อยากสมัครใจ ขอโปรดทราบเอาไว้ดวงใจฉันให้เธอครอง” ก็น่าจะเป็นตัวอย่างที่เห็นภาพได้ชัด 

และที่ขาดไม่ได้เลยคือเนื้อเพลงของวง พิงค์ แพนเธอร์ กับเพลงรักฉันนั้นเพื่อเธอ ที่ร้องว่า “กาลเวลาหรือจะมาเกี่ยว ใจฉันยังเด็ดเดี่ยวอยู่เสมอ ฉันยังซึ้งถึงวัน ที่เธอกับฉันพร่ำรักรำพันเพียงเราสอง…รักฉันนั้นเพื่อเธอ” ก็เป็นเนื้อหาที่เป็นตัวแทนนิยามความรักที่แสนจริงใจสำหรับเพลงรักในยุค ‘70s นี้ได้ค่อนข้างตรงตัว


1980s

“เฉิ่มเชยแต่เหนือกาลเวลา” 

ส่วนตัวผู้เขียนเชื่อว่าเพลงรักในยุค “แปดศูนย์” นี้มีเนื้อหาที่ “เหนือกาลเวลา” มากที่สุด ในความไพเราะของเนื้อเพลงผสมกับทำนองที่มีเอกลักษณ์นี้สามารถฟังได้ทุกช่วงวัย ไม่ถึงขนาดหวานเลี่ยนแต่ยังพอมีความน่ารักปนขี้เล่นนิดๆ ที่ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ก็เข้าใจความหมายของเพลงแบบที่ไม่ต้องตีความมากนัก และในยุค 1980s นั้นถือว่าเป็นยุคที่เพลงป๊อบของไทยรุ่งเรืองมากที่สุดยุคหนึ่ง เพราะวงดนตรีในตำนาน นักแต่งเพลงมือฉมัง ล้วนเกิดขึ้นในยุคนี้แทบจะทั้งนั้น 

คงไม่มีใครไม่เคยฟังซุปเปอร์สตาร์เพลงป๊อบอันดับ 1 ตลอดกาลอย่าง พี่เบิร์ด ธงไชย และเพลงของเขาในยุคนี้อย่าง หมั่นคอยดูแลและรักษาดวงใจ เป็นเนื้อหนึ่งในเนื้อเพลงรักไทยที่ผู้เขียนคิดว่าเนื้อหาดีที่สุดในแง่ของการสื่อสารให้คู่รักอิ่มเอมใจ 

“แต่เรายังมีใจกันไว้ไม่หวาดหวั่นจะไม่เหลือดวงใจที่คิดเผื่อใคร สิ่งที่ฉันต้องการก็คือให้เราคอยดูเสมอ หากเราเผลอลืมไปแล้วดวงใจจะหาย หมั่นคอยดูแลและรักษาดวงใจเก็บเอาไว้จนวันที่ฉันเคียงคู่เธอ”

ผู้เขียนเคยถามผู้ใหญ่รุ่นราวคราวเดียวกับพ่อแม่ว่า หากพวกเขาเปิดเพลงนี้ฟังกันสมัยวัยรุ่น แต่อีก 30 ปีถัดมาเขายังนั่งฟังกันอยู่ผ่าน Spotify เนื้อหาที่สื่อออกมาและความรู้สึกเหมือนเดิมอยู่ไหม คำตอบคือใช่แบบไม่ต้องคิด

จะมีเนื้อเพลงไทยสักกี่เพลงที่ดูทะนุถนอมเท่ากับเพลง หลับตา จากนักร้องเสียงนุ่ม ชรัส เฟื่องอารมณ์ ที่รับประกันว่าเด็ก ผู้ใหญ่ หรือผู้สูงวัยได้ยินก็ต้องพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ซึ้ง” และไม่ว่าจะฟังตอนไหนก็ยังจะรู้สึกแบบนั้นเพราะความเหนือกาลเวลาของเนื้อเพลง “หลับตาสิที่รัก ในวงแขนของฉัน จะไม่มีผู้ได้คิดทำร้ายเธอได้ หลับตาสิที่รัก ขอเธอนอนหลับฝัน เพื่อพรุ่งนี้ได้พบวันใหม่กับฉัน” 

http://www.youtube.com/watch?v=_7U7_pyYQeo

หรือจะเป็น “ใจฉันมีแต่เธอ มีแต่เธอคนเดียว นอกจากเธอไม่แลเหลียวใคร ส่วนใจฉันก็มีแต่เธอมีแต่เธอทุกห้องดวงใจ จะอย่างไรไม่แปรฤทัยเปลี่ยนผัน” ของวงดูโอ้ชายหญิง 18 กะรัต ก็ชี้ให้เห็นชัดว่าวัฒนธรรมการเกี้ยวพาราสีของหนุ่มสาวยุคนี้ มีความเพ้อรำพันแต่เมื่อกลับมาฟังเมื่อไหร่ก็ยังถูกใจคนทุกวัยได้แบบเหนือกาลเวลา


1990s

“ใกล้ชิดกันมากกว่าเดิม”

เนื้อเพลงสมัยนี้จะเริ่มกลับมาสู่ความเป็นจริงโดยใช้ภาษาพูดมากกว่าภาษากวีในเนื้อเพลงยุคที่ผ่านๆ มาและถ้าหากสังเกตดีๆ ในยุคที่เป็นจุดเริ่มต้นของเทคโนโลยีของเมืองไทย เพลงรักนี่แหละเป็นตัวสะท้อนสังคมแบบ “พูดกันแบบตัวต่อตัว” เพราะเราเริ่มมีการสื่อสารที่เป็น Two-Way Communication กันมากขึ้น มีโทรศัพท์มือถือ มีเพจเจอร์ มีการริเริ่มโปรแกรมแชทอย่างพวก ICQ ให้ได้เห็นกันบ้างแล้ว

แค่เธอรักฉันแค่นั้นที่ใจต้องการ แม้วันเวลาเนิ่นนานเพียงใด แค่เธอรักฉันอย่างนี้ทุกวันเรื่อยไป เหมือนเดิมและตลอดไป นี่แหละแบบที่หัวใจฉันต้องการ” เนื้อเพลงประกอบหนังดังของวัยรุ่นยุค “เก้าศูนย์” ของ ทาทา ยัง อย่างโอเนกาทีฟ รักออกแบบไม่ได้ เพลงนี้ผู้เขียนเชื่อว่าเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับการตีความของยุค 

“เธอสวย ทุกนาทีที่เคยสัมผัส รู้ทันทีว่าเธอคือคนพิเศษที่ฉันรอมานาน ที่ฟ้าให้มาเจอกัน ให้ฉันมีเธอ” ความหมายตรงๆ ตามตัว บอกให้เจ้าตัวรู้เลยว่าเธอสวย ถูกใจมาก และรู้สึกยินดีที่โชคชะตาลิขิตให้มารักกัน

“สุดที่รักของฉันน่ารักที่สุด เป็นมนุษย์ที่น่าเอ็นดู อาจไม่หวานไม่ขมตัวฉันไม่รู้แต่ถ้ามีเธออยู่มันเปรี้ยวใจ” เท่าที่ผู้เขียนเติบโตมากับยุค 1990s นี้ เพลงเปรี้ยวใจเป็นเพลงที่มีความหมายค่อนข้างดี มีการใช้การเล่นคำที่มาแทนที่ว่าหวานใจว่า “เปรี้ยวใจ” ซึ่งถือเป็นลูกเล่นที่หาได้ยากในยุคนั้น ดูออกจะฉีกแนวจากบรรดาเพลงสมัยนั้นสักหน่อย แต่ก็ยังอยู่ในเรื่องราวของการพูดกันแบบตัวต่อตัว อยากให้คู่รักรับรู้แต่เพียงผู้เดียว


2000s

“รักกุ๊กกิ๊ก”

เข้าสู่ยุค 2000s ที่ผู้เขียนอยากนิยามว่าเป็นยุค “รักกุ๊กกิ๊ก” เพราะเนื้อหาของเพลงที่เบาสมอง มีการใช้ทำนองสนุกๆ เข้ามาทำให้เพลงสดใส และด้วยความที่เป็นสหสวรรษใหม่ เทคโนโลยีก็เริ่มรุกล้ำเข้ามา นักแต่งเพลงเลยใช้เหตุผลนี้เป็นตัวหาความเชื่อมโยงระหว่างหนุ่มสาวกับความก้าวทันโลก ผู้เขียนมองเห็นค่ายเพลง 2 ค่ายหลักๆ ที่ดึงเรื่องราวนี้มานำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นเพลง MSN ของ เฟย์ ฟาง แก้ว “เจอเธอออนเอ็มเมื่อไหร่ เราควรจะแชทเลยไหม หรือว่าแกล้งๆ ออฟไลน์” 

พูดถึงยุค 2000s แบบนี้เห็นทีจะข้ามเรื่องของค่ายขนมปังแสนอร่อยของวงการดนตรีหรือ “เบเกอรี่มิวสิค” ไปแบบเร็วๆ คงไม่ได้ เพราะนอกจากค่ายใหญ่ๆ อย่าง GMM Grammy, RS แล้ว ฝีไม้ลายมือของ “เพลงรักแนวทางเลือก” ของเบเกอรี่ก็เป็นอะไรที่เป็นภาพจำของยุคนั้น มีศิลปินเพลงรักมากมายเกิดขึ้นนับไม่ถ้วนไม่ว่าจะเป็น Groove Riders, P.O.P, Friday เนื้อเพลงรักกุ๊กกิ๊กตามคอนเซปท์แต่มีการใช้ถ้อยคำที่ดูจะเป็นการพูดจาของคนเมืองมากกว่า นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมเพลงรักของเบเกอรี่จึงเป็นทางเลือก เพราะเรื่องราวที่นำเสนอนั้นอาจไม่เข้ากันกับคนทุกกลุ่มในประเทศไทย ลองนึกถึงเนื้อเพลง เจ้าหญิงที่ร้องว่า “ขอให้ค่ำคืนนี้มีแต่เรา อยู่เคียงได้แสงดาว และมีความรักให้กันและกัน..ให้เธอเป็นดังเจ้าหญิงในใจฉัน” เนื้อเพลงหวานเลี่ยน ย้อนยุคราวกับกลับไปยังปี 1960s – 1970s ที่ยังไงๆ คนยุค 2000s ทั่วๆ ไปก็ยากที่เข้าใจ


2010s

“ไม่อ้อมค้อม”

เคยมีนักวิจารณ์เพลงท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่า เนื้อหาของเพลงสมัยใหม่ (ตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นไปจนถึงปัจจุบัน) เนื้อเพลงนั้นจะแสดง “ความรู้สึกส่วนตัวระหว่างสองต่อสอง” ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ที่ผู้เขียนเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งอันที่จริงเพลงเหล่านี้จะเป็นเพลงที่ฟังได้เฉพาะช่วงวัยหนึ่งเท่านั้น เพราะเป็นการพูดแบบเถรตรง แสดงความรู้สึกแบบไม่ต้องอ้อมค้อม อยากจะได้เป็นเจ้าของ อยากให้รู้ว่าฉันกำลังรักเธออยู่คนเดียว จึงขาดความละมุนละไมของเนื้อหาที่เราจะพบเจอในเพลงยุคเก่าๆ ทำให้เรื่องนี้น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของการที่ผู้เขียนคิดว่าจะฟังได้เฉพาะเพียงช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตเท่านั้น 

“อ่านปากของฉันนะ ว่ารักเธอ อยากจะพูดอีกครั้ง ว่ารักเธอ และจะเป็นอย่างนี้กับเธอไม่ว่านานสักเท่าไหร่”

“Oh Baby ฉันรักเธอเท่านั้น ใต้แสงจันทร์มีเพียงเราสอง..โอ ฉันจะจูบเธอ”

“จะบอกเธอว่ารัก หมดไปทั้งหัวใจ เธอได้ยินไหม หยุดมันไม่ไหวตั้งแต่แรกเจอ”

“จะมีเพียงเธอ รักเพียงแต่เธอ โอบกอดเธอด้วยรัก รักและห่วงใจ…สัญญาจะดูแลเธอจากนี้ตลอดไป”

Related Stories

Music and Audio
THAI INDIE FOLK SONGS WE’RE LISTENING TO
ทำความรู้จัก 4 เพลงโฟล์กจากศิลปินอิสระเพื่อเริ่มต้นปีใหม่อย่างจรรโลงใจ
Read More
Music and Audio
THE PLAYLIST: “COMING HOME” BY POD THANACHAI UJJIN
10 บทเพลงที่สะท้อนตัวตนตลอด 25 ปีในฐานะศิลปินของ "ป๊อด โมเดิร์นด็อก"
Read More
Music and Audio
FOUR UNDERPLAYED DISCO ALBUMS WORTH LISTENING
สี่อัลบั้มเพลงดิสโก้ที่ไม่ได้ยินบ่อย แต่น่าลองฟังดูสักครั้ง
Read More
©️ 2022 W Trading Co., Ltd.