Neil Armstrong wearing Omega Speedmaster

Watches

THE RACE TO THE MOON

19 May 2017

นาฬิกาทั้งหมดถูกนำไปทดสอบภายใต้สภาพไร้น้ำหนัก แรงกดมหาศาล แรงสั่นสะเทือน ความเร่งที่สูงถึง 7.25G และอุณหภูมิตั้งแต่ -18 ถึง 93 องศาเซลเซียส

The First Race to the Moon

ในปี 1955 เมื่อสหรัฐอเมริกาประกาศว่าจะส่งดาวเทียมขึ้นไปโคจรนอกชั้นบรรยากาศของโลก และอีกสี่วันถัดมาสหภาพโซเวียตก็ได้ประกาศเจตจำนงค์ว่าจะขึ้นไปในอวกาศให้ได้ในอนาคตอันใกล้ เป็นการลั่นระฆังศึกระหว่างสองมหาอำนาจของยุคสงครามเย็น ในการแข่งขันทางอวกาศ (Space Race)

เพียงสองปีถัดมาสหภาพโซเวียตก็ได้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการส่งดาวเทียมขึ้นไปในวงโคจรของโลกได้เป็นครั้งแรกด้วย Sputnik นับเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ในยกแรกของการแข่งขัน และในหลายปีต่อมา ทั้งสองชาติก็ได้ผลัดกันประสบความสำเร็จในการทำสิ่งต่างๆเป็น ‘ครั้งแรก’ ในอวกาศ จนกระทั่งในปี 1961 ยูริ กาการินได้เป็นมนุษย์คนแรกที่ขึ้นไปในอวกาศ ทำให้โซเวียตได้ชัยไปในยกที่สอง

หลังจากนั้นทั้งสองฝ่ายก็แลกหมัดกันไปมา โดยการผลัดกันส่งยาน กระสวย นักบินอวกาศ และอื่นๆอีกมากมายออกไปนอกโลก โดยคราวนี้มีเป้าหมายใหญ่อยู่ที่การพิชิตดวงจันทร์ แม้ว่าโซเวียตจะเป็นฝ่ายแรกที่สามารถส่งยานลงจอดบนดวงจันทร์ด้วยยาน Luna 9 แต่เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 1969 ภาพยาน Apollo 11 และ Neil Armstrong ที่กำลังเหยียบดวงจันทร์ ก็เป็นเหมือนหมัดน็อกที่ทำให้สหรัฐฯพลิกชนะการแข่งขัน อีกทั้งยังเป็นเหมือนกับพิธีปิดการแข่งขันโดยปริยาย

Neil Armstrong on the cover of Time Magazine

Neil Armstrong on the cover of Time Magazine

Another Race to the Moon

ในระหว่างนั้นมีอีกหนึ่งการแข่งขันเพื่อที่จะไปยังดวงจันทร์ แต่ในการแข่งขันนี้ผู้เข้าแข่งทั้งหมดมาจากสวิตเซอร์แลนด์ และไม่มีผู้ใดรู้ตัวว่ากำลังแข่งขันอยู่ ในช่วงต้นทศวรรษ 1960 นั้น NASA ได้มอบหมายให้วิศวกรและผู้เชี่ยวชาญด้านอุปกรณ์การบิน กำหนดรายละเอียดของนาฬิา จากนั้นทำการทดสอบ เพื่อที่จะหานาฬิกาที่จะอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับนักบินอวกาศในโครงการ Gemini และ Apollo

ข้อกำหนดที่สำคัญก็คือต้องเป็นนาฬิกาที่สามารถจับเวลาได้ โดยเจ้าหน้าที่ NASA ได้คัดเลือกจนเหลือผู้เข้าแข่งขันหลักๆได้แก่ Omega Speedmaster, Rolex Daytona และ Wittnauer 242T นาฬิกาทั้งหมดถูกนำไปทดสอบภายใต้สภาพไร้น้ำหนัก แรงกดมหาศาล แรงสั่นสะเทือน ความเร่งที่สูงถึง 7.25G  และอุณหภูมิตั้งแต่ -18 ถึง 93 องศาเซลเซียส อีกทั้งยังถูกนำไปทดสอบเพิ่มเติมโดยนักบินอวกาศที่ออกนอกโลกกับโครงการ Gemini

The Winner: Omega Speedmaster a.k.a. Moonwatch

ผลการทดสอบปรากฎว่า Omega Speedmaster ทำงานในสภาพสุดโต่งต่างๆได้ดีกว่าผู้เข้าแข่งขันรายอื่นอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ NASA ตัดสินใจเลือกนาฬิการุ่นนี้ และในที่สุดก็ได้ขึ้นไปบนดวงจันทร์พร้อมกับยาน Apollo 11 ซึ่ง Speedmaster นี้ต่างจากอุปกรณ์อื่นๆในโครงการ Apollo เนื่องจากไม่ได้ผลิตมาเป็นพิเศษสำหรับ NASA หรือสำหรับการใช้งานในอวกาศโดยตรง แต่เป็นผลิตภัณฑ์แบบเดียวกับที่หาซื้อได้ในร้านค้าทั่วไป

ความสำเร็จในอวกาศส่งผลให้มันกลายเป็นนาฬิกาที่ประสบความสำเร็จทางการตลาดไปด้วย ทำให้ Speedmaster ซึ่งถูกหลายๆคนเรียกว่า Moonwatch ยังคงมีรุ่นใหม่ๆออกมาขายในท้องตลาดเรื่อยๆ

Omega Speedmaster

Neil Armstrong wearing Omega Speedmaster
Neil Armstrong wearing his Omega Speedmaster / NASA

Apollo 11 Astronaut Buzz Aldrin (Right) wearing Omega Speedmaster and Michael Collins (left)
Apollo 11 Astronaut Buzz Aldrin (Right) and Michael Collins

The Runner-Ups

แม้จะไม่ได้ไปดวงจันทร์ ผู้เข้าแข่งขันอย่าง Rolex Daytona ก็ยังเป็นนาฬิกาที่ขายดีอย่างมาก โดยเป็นนาฬิกาจับเวลาที่ประสบความสำเร็จในเชิงพาณิชย์มากที่สุดเรือนหนึ่ง และก็ยังผลิตรุ่นใหม่ๆออกมาอยู่ในปัจจุบันเช่นเดียวกับ Speedmaster

แต่ในส่วนของ Wittnauer นั้นเรียกได้ว่าเป็น ‘ผู้แพ้’ อย่างเต็มตัว เพราะหลังจากการแข่งขันครั้งนี้ จากที่เคยเป็นหนึ่งในผู้ยิ่งใหญ่ของวงการนาฬิกา กลับมีปัญหาทางการเงินและบริษัทก็ถูกซื้อไปในที่สุด แต่ในบรรดาผู้เข้าแข่งขันไปดวงจันทร์ Wittnauer 242T คือรายเดียวที่ไม่ได้พัฒนาและผลิตต่อ ทำให้เมื่อเทียบกับคู่แข่งขันในรายการดวงจันทร์รายอื่นๆแล้ว มีจำนวนจำกัดและหายากกว่าหลายเท่าตัว…ทำให้สำหรับนักสะสมนาฬิกานั้น  ‘ผู้แพ้’ ในอดีตผู้นี้กลับกลายมามีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากับผู้เล่นรายอื่นๆที่เคยแข่งขันกันมา…

Wittnauer 242T and Rolex Daytona
©️ 2021 W Trading Co., Ltd.