บทความโดย Kasidet Maleehom, Features Editor, W. MINISTRY

ภาพประกอบโดย Kasidit Taranabhaiboon, Illustrator, W. MINISTRY

 

Lifestyle

TIPPING CULTURE: ในประเทศที่มี Service Charge แบบเมืองไทย ต้องทิปอย่างไรถึงจะงาม

16 December 2020

"ข้าไม่ทิปเพราะสังคมบอกให้ทำ แต่ข้าจะให้ทิปกับคนที่สมควรจะได้รับเท่านั้น" - มิสเตอร์พิ๊งค์

บนโต๊ะอาหารเช้าของเหล่าสุภาพบุรุษสูทสีดำในเรื่อง Reservoir Dogs (1992) หลังจากที่พวกเขาถกความหมายเนื้อเพลง Like A Virgin ของ Madonna กันอย่างมันปากเสร็จเป็นที่เรียบร้อย จากการนำอภิปรายโดยมิสเตอร์บราวน์ เมื่อถึงเวลาจ่ายค่ากาแฟและทิปเด็กเสิร์ฟ ทุกคนพร้อมใจกันโยนเงินลงบนโต๊ะคนละหนึ่งเหรียญตามคำร้องของโจ แคบอต ขาใหญ่ของวง แต่มิสเตอร์พิ๊งค์ สุภาพบุรุษผู้ร่วมโต๊ะคนหนึ่ง ยืนกรานไม่ว่าจะหัวเด็ดตีนขาดยังไง เขาก็จะไม่มีวันให้ทิปตามคำสั่ง เรามาย้อนดูเหตุการณ์ระหว่างเอ็ดดี้ ไนซ์กายและมิสเตอร์พิ๊งค์ในเรื่องอีกครั้งกัน

เอ็ดดี้ ไนซ์กาย: ข้าไม่เคยได้ยินคนยิวคนไหนพูดแบบนั้นเลยนะ ข้าขอทำความเข้าใจก่อน เอ็งไม่เคยทิปอย่างนั้นเลยเหรอ

มิสเตอร์พิ๊งค์: ข้าไม่ทิปเพราะสังคมบอกให้ทำ แต่ข้าจะให้ทิปกับคนที่สมควรจะได้รับเท่านั้น

มิสเตอร์พิ๊งค์: ถ้าเขาตั้งใจทำงาน ข้าจะให้เงินพิเศษกับเขา แต่ถ้าต้องทิปโดยอัตโนมัติ ข้าไม่เอาด้วยหรอก

บทสนทนาเรื่องทิปในเรื่อง Reservoir Dogs เป็นเวลาเกือบ 4 นาทีที่กล่าวถึงตั้งแต่เรื่องมรรยาท ค่าแรงขั้นต่ำ ปัญหาการศึกษา เพศ สิทธิมนุษยชน นโยบายของภาครัฐไปจนถึงเสรีภาพในการแสดงออก ฯลฯ ที่สามารถอุปมาอุปไมยได้ว่าตรรกะที่ถูกยกขึ้นมาของมิสเตอร์พิ๊งค์นั้นอาจจะเปรียบได้เป็นประเทศส่วนใหญ่ที่ไม่ได้มีวัฒนธรรมการให้ทิปเป็นนิสัย และคนอื่นๆ ที่นั่งร่วมโต๊ะเปรียบได้เป็นสหรัฐอเมริกาที่ระบบการให้ทิปถูกฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน ที่พวกเขาเชื่อว่าธรรมเนียมที่ตนปฏิบัตินั้นเป็นสิ่งสมควรที่สุด

สำหรับเมืองไทย บ้านเรามีวัฒนธรรมการให้ทิปที่แตกต่างไปจากที่อื่น เพราะไม่ได้มีหลักตายตัวทั้งจำนวนเงินและธรรมเนียมที่ค่อนข้างจะฟรีสไตล์ และเป็นอะไรที่คลุมเครือเพราะมีเรื่อง service charge เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

ก่อนที่จะเปิดเวทีให้ทุกท่านได้ถกเถียงกับตัวเองเกี่ยวกับจุดยืนในประเด็นนี้ ผู้เขียนขอชิงบอกก่อนว่าส่วนตัวนั้นเชื่อในระบบของโครงสร้างค่าแรงขั้นต่ำให้กับพนักงานภาคบริการมากกว่าระบบการทิป เพราะเชื่อว่าคนทำงานควรมีฐานที่พวกเขาสามารถยืนและอยู่รอดได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องหวังพึ่งแต่เงินทิป ถึงกระนั้นเองผู้เขียนก็ไม่ได้ปฏิเสธการให้ทิปแก่พนักงาน เพราะการให้ทิปสำหรับผู้เขียนเสมือนเป็นสินน้ำใจหรือคำชมเชยพิเศษที่พวกเขาเหล่านั้นควรได้รับจากการบริการที่ดี

วัฒนธรรมการให้ทิปเริ่มมาจากไหน

หากกล่าวถึงการให้ทิปครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ต้องย้อนกลับไปในยุโรปช่วงศตวรรษที่ 18 ที่การให้ทิปอยู่ในระบบคุณค่าเป็นการแทนของขวัญเล็กๆ น้อย จากชนชั้นสูงให้กับชนชั้นล่าง เริ่มแพร่หลายมากขึ้นในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมในอังกฤษ ชนชั้นสูงที่ได้ที่มีฐานะร่ำรวยขึ้นจากภาคอุตสาหกรรมก็เริ่มมีรสนิยมและไลฟ์สไตล์ที่หรูขึ้น เช่น กินข้าวนอกบ้าน นอนโรงแรม เดินทางท่องเที่ยวที่ทำให้พวกเขาได้เจอกับคนจนที่ทำหน้าที่คอยบริการ นัยยะการให้ทิปในเวลานั้นนอกจากจะเป็นการแสดงการชมเชยและยังช่วยเสริมขาเก้าอี้ของสถานะทางชนชั้นได้อย่างดี

เวลาต่อมา ช่วงศตวรรษที่ 19 เมื่อคนรวยอเมริกันบางส่วนเดินทางกลับมาจากทวีปยุโรป ได้นำวัฒนธรรมการให้ทิปเข้ามาด้วย ทุกวันนี้สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ได้ชื่อว่ามีระบบการทิปที่จริงจังที่สุดในโลก ต่างกันกับในยุโรปที่ระบบการให้ทิปค่อยๆ จะจางลงไปเรื่อยๆ เนื่องจากมีการผลักดันค่าแรงขั้นต่ำแทนการให้ทิปต่อพนักงาน แต่ในอเมริกาแม้จะมีกฎหมายแรงงานเกี่ยวกับค่าแรงขั้นต่ำแล้ว วัฒนธรรมการให้ทิปกลับเติบโตและอยู่ในรากฐานของธรรมเนียมอย่างฝั่งแน่น ถึงขนาดที่ในบางรัฐนั้นมีกฎบอกว่าต้องทิปขั้นต่ำอย่างน้อย 2 เหรียญขึ้นไป โดยแต่ละปีคนอเมริกันจ่ายทิปรวมกันถึง 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งตัวเลขตรงนี้มันชัดเจนมากว่าทำไมถึงได้ช่วยให้เหล่าบริกรทั้งหลายอยู่ดีกินดีขึ้นมาได้ แต่ประวัติศาสตร์การให้ทิปของอเมริกาก็ไม่ได้โตมาด้วยเสียงฝั่งเดียวมาตลอดมีการโต้แย้งและถกเถียงกันอยู่เสมอ

การให้ทิปในอดีตที่เริ่มจากชนชั้นสูงในอังกฤษ เป็นการกระทำเพื่อตอกย้ำพื้นที่ว่างทางชนชั้น แต่ในปัจจุบันช่องว่างของแต่ละชนชั้นของหลายประเทศถูกขยับใกล้ชิดกันมากขึ้นมิหนำซ้ำยังถูกซอยย่อยด้วยโครงสร้างสังคมและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป (แต่ก็ยังมีหลายประเทศที่ช่องว่างตรงนั้นยังไม่ได้รับการสมาสสนธิกันเป็นเรื่องเป็นราวเสียที ซึ่งไทยก็เป็นหนึ่งในนั้น) โลกที่ขับเคลื่อนไปด้วยทุนเป็นฐานหลักของทุกสิ่ง เงินจึงมีสถานะคล้ายของขวัญ ที่สามารถมอบให้ต่อผู้อื่นแทนความรู้สึกได้อย่างไม่เคอะเขิน แต่ธรรมเนียมนี้ก็หาใช่เป็นสิ่งสากล

ต่างที่ต่างธรรมเนียม

แต่ละประเทศก็มีวิธีการนำเข้าและปรับใช้การทิปที่แตกต่างกันออกไป เราลองเดินทางตามไปดูประเทศอื่นในเอเชีย จะพบว่าส่วนมากวัฒนธรรมการให้ทิปนั้นอยู่ห่างไกลจากประชากรโลกตะวันออก ยกตัวอย่างในจีนก็ไม่มีวัฒนธรรมการให้ทิป แถมยังถูกมองว่าเป็นการติดสินบนเสียอีก หรือในญี่ปุ่นที่พนักงานภาคงานบริการปฏิเสธทิปจากลูกค้าด้วยความสุภาพ เหตุผลที่ว่าการปฏิบัติงานให้ดีที่สุดคือธรรมชาติของการทำงานอยู่แล้ว และอย่างในสิงคโปร์เองก็เช่นเดียวกันที่รัฐบาลของพวกเขาเคยออกมาบอกว่า การให้ทิปนั้นไม่ใช่วิถีชีวิตของพวกเขา ข้ามไปฝั่งยุโรป ฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในประเทศตัวอย่างของการใช้ระบบ service charge เพื่อลดการให้ทิปกับพนักงานและเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ ปัจจุบันการให้ทิปก็ยังถือเป็นธรรมเนียมที่ยังมีคนปฏิบัติอยู่ แต่ก็มีเปอร์เซ็นต์ลดน้อยลงทุกปี เดินทางต่อไปไม่ไกลที่สวิตเซอร์แลนด์ ประเทศที่มีค่าแรงเป็นธรรมต่อพนักงาน ก็ยังคงมีธรรมเนียมการให้ทิปอยู่เช่นกัน แต่เพียงทิปนั้นมีมูลค่าน้อยมากๆ เมื่อเทียบกับอัตราส่วนการให้ทิปในอเมริกา ประเทศที่พนักงานภาคบริการพึ่งพาทิปเป็นรายได้หลักนอกจากอเมริกา ได้แก่ อินเดีย อียิปต์ แอฟริกา เป็นต้น

service charge คือ อัตราค่าบริการที่ร้านอาหารหรือภาคงานบริการเรียกเก็บเพิ่มจากมูลค่าสินค้าที่ขาย ซึ่งในประเทศไทยไม่ได้มีกฎหมายระบุไว้เกี่ยวกับ service charge โดยตรง แต่มีสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคคอยควบคุมแทน โดยทุกร้านที่มีการเก็บ service charge จะต้องมีข้อความสื่อสารชัดเจนกับผู้บริโภค ไม่ว่าจะอยู่บนเมนูอาหารหรือหน้าประตูเข้าร้าน ทั้งนี้ผู้บริโภคสามารถที่จะปฏิเสธการจ่ายค่า service charge ได้ ถ้าหากเห็นว่าทางร้านไม่ได้แจ้งไว้ก่อน แต่ถึงมีการแจ้งก่อนจากทางร้าน ผู้บริโภคก็สามารถเลือกที่จะปฏิเสธค่า service charge ได้หากเห็นตนนั้นไม่ได้รับการบริการที่สมควร โดย service charge ของแต่ละประเทศจะเก็บในอัตราที่ต่างกัน อย่างที่รู้กันว่าในบ้านเรานั้นจะคิดจาก 10 เปอร์เซ็นต์ ของมูลค่าสินค้าไม่เกินนี้

โดยส่วนตัวมองว่าเลือกที่จะไม่ให้ทิป หากร้านนั้นมีการเก็บ service charge เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่มีบางครั้งถึงแม้จะมี service charge ถ้าเรารู้สึกถูกชะตาและถูกใจต่อการที่ได้รับการรับบริการหรือการปฏิบัติที่ดีก็เลือกที่จะทิปให้กับพนักงานคนนั้นๆ แต่กับดักที่หลายคนต้องเข้าใจคือ งานบริการก็คืองานบริการ ไม่ใช่งานคอยรับใช้ในลักษณะเจ้านายกับลูกน้อง ทัศนคติตรงนี้จะทำให้ทิปที่เราหยิบยื่นนั้นมีความหมายมากขึ้น

สำหรับผมการให้ทิป จึงเป็นความพึงพอใจส่วนบุคคลที่คิดว่าผู้ที่ให้บริการนั้นควรจะได้รับน้ำใจที่เป็นรูปธรรมมากกว่าแค่คำชมเชยต่อ ‘การบริการที่ดี’ หรือบางคนให้ทิปเพื่อเหตุผลเรื่องการผูกมิตรกับพนักงานร้านที่ไปเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจองที่จอด ช่วยจัดหาให้ได้โต๊ะมุมดี หรือบางครั้งบุคคลเหล่านั้นจำได้ว่าเราชอบทานอะไรมากกว่าคนข้างกายเราซะอีก ฉะนั้นอีกฟังก์ชั่นหนึ่งของทิปสามารถช่วยสร้างให้คนจดจำเราได้


อย่างไรก็ตามเรื่องการให้ทิปก็ไม่ได้มีอยู่แค่ในมิติการชื่นชมต่อการบริการเพียงอย่างเดียว มันยังสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำกับบางร้านที่ใช้ระบบทิปรวมที่จำนวนเงินเหล่านั้นไม่ได้ตกถึงมือบริกรที่เราต้องการจะให้จริงๆ ซึ่งระบบ service charge ก็เหมือนกันที่อาจจะเป็นเล่ห์เหลี่ยมการหารายได้ของบางร้าน และโอกาสที่พนักงานจะเข้าถึงจำนวนเงินของทิปที่แตกต่างกันไป ที่บางครั้งลามไปจนถึงประเด็นของเชื้อชาติ สีผิวและเพศ ในอเมริกามีผลงานวิจัยพูดถึงประเด็นนี้ว่า มีแนวโน้มที่บริกรผิวขาวจะได้รับทิปมากกว่าบริกรผิวสี ไม่เพียงแค่นั้นประเด็นนี้ยังต่อยอดไปได้ไกลถึงเรื่องของโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคม

มันจะไม่มีวัฒนธรรมการให้ทิปที่จะสร้างความเหลื่อมล้ำในแบบที่เป็นอยู่เลย ถ้าสังคมนั้นพนักงานเสิร์ฟมีรายได้ขั้นต่ำที่สูงเพียงพออย่างเช่นบริกรในสวิตเซอร์แลนด์ที่มีค่าแรงต่อเดือนอยู่ที่ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 131,000 บาทต่อเดือน ฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ให้ชวนคิดต่อกับพฤติกรรมของสังคมที่ทำมาเป็นประจำต่อเนื่องมาจนกลายเป็นบรรทัดฐาน แต่เราต้องเข้าใจว่าบรรทัดฐานคือสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ถูกต้องก็ได้ที่สามารถเปลี่ยนไปตามช่วงเวลาแห่งยุคสมัย ซึ่งเรื่องนี้ก็ยังคงเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน ที่มีความแตกต่างกันไปตามโครงสร้างสังคม ประเพณีและวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ

Related Stories

Etiquette & Culture
CUSTOMER ETIQUETTE: สบตา ขอบคุณ ทักทาย และอีกหลายมารยาทต่อคนเล็กๆ ที่เราอาจไม่เจอกันอีกเลยในชีวิตนี้
พฤติกรรมพึงปฏิบัติในฐานะผู้รับบริการ ทบทวน 9 ข้อที่เราต่างรู้จักแต่มักละเลย
Read More
Collage art of a man dressing, wall decorated with a picture of Wolfgang Mozart
Style
PERFECTLY IMPERFECT: จะจงใจละไว้…ก็ไม่มีใครหาว่าคุณ “แต่งหล่อไม่เสร็จ”
จบหรือไม่ ใครตัดสิน ชวนศึกษาศิลปะในสไตล์ที่เสร็จครบและจบสมบูรณ์ในตัวมันเอง
Read More
©️ 2021 W Trading Co., Ltd.