True Romance 2020

Health & Fitness

TRUE ROMANCE 2020: เพราะวันนี้ความสัมพันธ์ไม่มีข้อจำกัด

24 February 2020

บทความโดย Apisorn Iamsriraksa, Staff Writer, W. MINISTRY
ภาพประกอบโดย Kasidit Taranabhaiboon, Illustrator, W. MINISTRY
กำกับศิลป์โดย Nopphasit Varittinanon, Art Director, W. MINISTRY

5 รูปแบบความรักของคนยุคใหม่ที่เลือกเอง

โลกของเรานั้นหมุนเร็วขึ้นทุกวัน ลองเทียบโลกใบนี้กับสมัยตอนคุณพ่อคุณแม่ยังสาวดูสิ แม้จะเป็นเวลาเพียงหลักสิบปี แต่เชื่อว่าหากเคยมีบทสนทนากันเรื่องนี้ เห็นทีต้องเคยได้ยินวลีที่ว่า “สมัยก่อนไม่ใช่แบบนี้นะ” อย่างแน่นอน หลายๆ อย่างในปัจจุบันนั้นช่างแตกต่างกับแต่ก่อนเหลือเกิน ทั้งในเรื่องเศรษฐกิจ (การเทียบราคาก๋วยเตี๋ยวคงเป็นเรื่องคลาสสิกที่ใครก็ต้องเคยได้ยิน) สังคม ผู้คน เทคโนโลยี รวมไปถึง ‘ความรักและความสัมพันธ์’ ของคนยุคใหม่ก็เช่นกัน ที่ได้เปลี่ยนแปลงและขยายขอบเขตกว้างออก จนนิยามความสัมพันธ์แบบเดิมๆ ไม่อาจครอบคลุมได้อีกต่อไป


No Commitment Love

รักที่ไม่มีการผูกมัด

“They got married and lived happily ever after” ตอนจบของเทพนิยายที่ทำให้อยากเหลือบตามองเพดานแบบนี้กลายเป็นเรื่องล้าหลังไปแล้วสำหรับปี 2020 การแต่งงานไม่ใช่ตอนจบแต่ออกจะเป็นจุดเริ่มต้นเสียมากกว่า และก็ไม่แน่ว่าจุดเริ่มต้นนี้จะพาไปสู่เส้นทางอันหอมหวานหรือตอนจบที่ต้องลาจาก ก็รู้ๆ กันอยู่ว่าเดี๋ยวนี้อัตราการหย่าร้างนั้นเพิ่มสูงขึ้นจนน่าใจหาย ถ้ายังนึกภาพไม่ออก ลองดูตัวอย่างแบบในภาพยนตร์ชิงออสการ์ Marriage Story (2019) ที่นำแสดงโดย Scarlett Johansson และ Adam Driver ดู จากความรักที่หวานซึ้งในตอนแรก เมื่อต้องอยู่ภายใต้กรอบจำกัดของการเป็นสามีและภรรยากลับต้องจบด้วยการแยกทาง (แม้เราจะเชื่อว่าทั้งสองคนยังรักกันอยู่ก็ตาม)

แต่ช้าก่อน แม้จะพูดเช่นนี้ แต่เราไม่ได้ต่อต้านการแต่งงานแต่อย่างใด ไม่ว่าอย่างไรวันสำคัญที่คนสองคนตัดสินใจจะใช้ชีวิตร่วมกันก็ย่อมต้องเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขอยู่วันยังค่ำ เราเพียงต้องการจะบอกว่า การแต่งงานนั้นไม่ใช่ ‘ข้อพิสูจน์’ ถึงความรักเสมอไป เพราะก็มีคนมากมายที่รักกันแต่ไม่ได้จบด้วยการแต่งงาน หรือแม้แต่คนที่แต่งงานแล้วเลิกกันไป ก็ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่มีระหว่างพวกเขานั้นไม่ใช่ความรัก จึงไม่ใช่เรื่องแปลกนักหากคนรุ่นใหม่หลายๆ คนจะเริ่มมองการแต่งงานเป็น ‘ทางเลือก’ หรือ ‘การแสดงออกทางสังคม’ รูปแบบหนึ่งที่ “ไม่ได้จำเป็น” เสียมากกว่า เพราะสุดท้ายแล้ว ใครกันล่ะจะมาให้นิยามว่าอะไรคือ Happy Ending ได้ นอกจากตัวของคุณเอง


Platonic Love

รักกันฉันท์มิตร

ถึงแม้จะมีคำว่ามิตรแต่อย่าเพิ่งเข้าใจผิด เพราะมันไม่ใช่ความรักแบบเพื่อนซะทีเดียว คุณเคยรู้สึกรักหรือชอบใครสักคนมากๆ ห่วงใย ใส่ใจ คุยกันถูกคอไปซะทุกเรื่อง แค่มองตาก็รู้ใจว่าอีกคนคิดอะไรอยู่ราวกับว่าคนคนนั้นเกิดมาเพื่อเป็นเนื้อคู่ของเรา เพียงแต่ไม่ได้มีความรู้สึกดึงดูดทางเพศหรือรู้สึกว่าเป็นความรักโรแมนติกไหม นั่นล่ะคือสิ่งที่เรียกว่า Platonic Love

“Sex เป็นเรื่องสำคัญในความสัมพันธ์นะแน่นอนเราเคยได้ยินคำกล่าวเช่นนี้และก็จริงอยู่ที่เรื่องทางเพศก็เป็นเรื่องพื้นฐานของมนุษย์  แต่มันจะเป็นไปไม่ได้เลยหรือ ที่เราจะรักใครสักคนอย่างลึกซึ้งโดยที่ไม่ได้มีเรื่องของแรงดึงดูดทางเพศเข้ามาเกี่ยวข้อง นั่นล่ะ คือสิ่งที่นักปรัชญากรีกอย่างเพลโตต้องการก้าวข้าม เขาจึงได้นิยามเจ้าความรักบริสุทธ์ิที่ปราศจากเรื่องทางเนื้อหนังมังสา ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์ภายนอก อายุ หรือความต้องการทางเพศ ที่เรียกได้ว่าเป็นความรักในระดับจิตวิญญาณแบบ Platonic นี้ขึ้นมา หากนึกภาพไม่ออก เราของสรุปง่ายๆ ว่า มันคือความสัมพันธ์แบบเพื่อนสนิทที่พิเศษมากกว่านั้นอีกสักหน่อย การรู้สึกรักใครสักคนอย่างแท้จริงที่ความเป็นคนคนนั้น โดยไม่คำนึงถึงสิ่งภายนอกใดๆ ลองนึกถึงความสบายใจเวลาที่เราได้ใช้เวลากับเพื่อนสนิทของเราดู แล้วคูณไปอีกสัก 10 เท่า การเป็นตัวเองได้ 100 เปอร์เซนต์โดยไม่ต้องมาห่วงหน้าห่วงหลัง ความซื่อสัตย์ จริงใจ ความเข้าใจกันและกันโดยไม่ตัดสิน นี่แหละคือสิ่งที่คุณจะได้จากความสัมพันธ์รูปแบบนี้ ทีนี้ลองหันไปมองดูคนข้างๆ ของคุณดูให้ดี เพราะความรักที่พิเศษที่สุดอาจจะอยู่ใกล้กว่าที่คิดก็เป็นได้


Polyamorous Love

รักที่ไม่จำเป็นต้องมีแค่เรา ‘สอง’

แน่นอน เมื่อพูดถึงความสัมพันธ์ที่มีมากกว่าแค่สองคนอาจะฟังดูยุ่งวุ่นวายและมีข้อโต้เถียงอยู่บ้าง แต่เราไม่ได้หมายถึงการนอกใจหรือไปเป็นมือที่สามของใคร เพราะไม่ว่าอย่างไรการนอกใจหรือนอกกาย (แม้จะมีข้ออ้างอย่างไรก็ตาม) โดยที่คู่ของคุณไม่รับรู้ก็ยังถือเป็นการกระทำที่ไม่ให้เกียรติอยู่วันยังค่ำ เรื่องของความสัมพันธ์แบบเราสองสามคนที่จะมาพูดถึงในครั้งนี้จึงไม่ใช่อย่างที่ว่า แต่เราหมายถึงการยอมให้คนรักของคุณหรือแม้แต่ตัวคุณเองมีความรักความสัมพันธ์กับคนมากกว่าหนึ่งคนในเวลาเดียวกัน โดยที่ทุกคนในความสัมพันธ์นั้นรับรู้ ยินยอม และรู้สึกดีไปด้วยต่างหาก

ได้ยินเช่นนี้อย่าเพิ่งตกใจ แท้จริงแล้วแนวคิดแบบพหุรัก’ (Polyamorous) นี้มีที่มาที่ไปของมันอยู่ ไอเดียของการมีคู่คนเดียวจริงๆ แล้วเพิ่งเกิดขึ้นหลังจากการมีสังคมของมนุษย์ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยในการจัดระเบียบความเรียบร้อย แต่แท้จริงแล้วโดยธรรมชาติ มนุษย์อาจไม่ได้ถูกกำหนดมาให้รักคนได้แค่เพียงคนเดียวลองถามตัวเองดู คุณเคยรู้สึกชอบหรือผูกพันกับใครระหว่างที่คุณมีแฟนอยู่ หรือชอบคนสองคนในเวลาเดียวกันไหม น้อยคนนักที่จะตอบว่าไม่ แต่ด้วยอะไรหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกผิดชอบชั่วดี กลัวว่าคนรักของคุณจะเสียใจ ความเกรงใจ หรืออะไรก็ตามแต่ สุดท้ายเราก็เลือกที่จะเมินเฉยต่อความรู้สึกนั้นไป  แต่ลองคิดดูจะดีแค่ไหนหากคุณสามารถรักคนมากกว่าหนึ่งคนในเวลาเดียวกันได้โดยไม่ทำให้ใครเสียใจ หากมนุษย์เราสามารถตัดความรู้สึกอยากครอบครองและความหึงหวงออก และเพิ่มความเข้าใจเข้ามาอีกสักหน่อย (แม้ตัวผู้เขียนเองจะยังไม่สามารถทำได้ก็ตาม) การมีความสัมพันธ์แบบพหุรักโดยที่ทุกคนนั้นมีความสุข มันจะเป็นเรื่องผิดตรงไหนกันล่ะ


No Boundary Love

รักที่ไม่มีเส้นแบ่งกั้น

เมื่อพูดถึงคำว่าเส้นแบ่งกั้นสิ่งแรกๆ ที่นึกถึงคงจะหนีไม่พ้นเรื่องของระยะทาง ชนชั้น เพศสภาพ เชื้อชาติ หรือสีผิว ซึ่งเราเชื่อว่าทุกๆ คนคงจะคุ้นเคยกันดี เพราะในช่วงเวลาที่ผ่านมามนุษย์ได้ก้าวข้ามกำแพงที่ว่ามาจนหมดแล้ว แต่ในบทความนี้เราอยากจะพูดถึงอะไรที่ไกลออกไปกว่านั้นเสียหน่อย กำแพงที่ (เชื่อว่า) เรากำลังจะข้ามไปในอีกไม่นานนี้ และนั่นก็คือความรักระหว่างมนุษย์กับปัญญาประดิษฐ์ หรือสิ่งที่เรียกว่า AI นั่นเอง

ลองนึกถึงความสัมพันธ์ระหว่าง Theodore กับปัญญาประดิษฐ์หรือที่ชื่อว่า Samantha ในภาพยนตร์เรื่อง Her (2013) ดูสิ จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่รวดเร็วปานสายฟ้าแลบ ประกอบกับความเหงาของคนที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ ภาพเหล่านั้นไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยในปี 2020 ที่เราอยู่ ในประเทศญี่ปุ่นถึงกับมีกรณีที่คนเลือกที่จะแต่งงานกับตัวละครในการ์ตูน หรือกระทั่งบริษัท Gatebox ในญี่ปุ่นก็มีการสร้างตัวละครเสมือนจริงสำหรับดูแลบ้าน ที่สามารถพูดคุย ส่งข้อความหา หรือแม้กระทั่งบอกฝันดีก่อนนอนกับคุณได้ราวกับมนุษย์จริงๆ แม้ความรักรูปแบบนี้อาจจะต้องเจอคำถามทั้งทางด้านศีลธรรมจริยธรรมบ้าง แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ใช่ไหมล่ะ


Self-Love

รักตัวเอง แบบไม่ต้องรู้สึกเหงา

เมื่อไหร่จะมีแฟน?” คำถามแบบนี้เป็นสิ่งที่คนโสดทั้งหลายคงได้ยินจนเมื่อยหูและไม่รู้จะตอบอย่างไรนอกจากแอบถามเงียบๆ อยู่ในใจว่าทำไมต้องมีรู้สึกไหมว่าสังคมรอบตัวเราเหมือนมีเสียงกระซิบบอกอยู่ตลอดเวลาว่าการเป็นโสดนั้นเป็นเรื่องของคนเหงาและมันช่างน่าเศร้าเหลือเกินกับการอยู่คนเดียว แต่จริงๆ แล้ว การดูหนังคนเดียว การกินบุฟเฟ่คนเดียว กิจกรรมเหล่านี้ควรเป็นเรื่องธรรมดาที่ใครๆ ก็ทำได้โดยไม่ต้องมีสายตายคนรอบข้างมามองว่าแปลก และไม่ว่าอะไรจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ใครสักคนเลือกจะอยู่อย่าง “Happy Single” ตั้งแต่แรก มันไม่ใช่เรื่องประหลาดเลยและอย่าปล่อยให้เสียงกระซิบจากสังคมที่ว่ามาทำให้คุณรู้สึกอื่นใดเด็ดขาด

บางคนอาจมองเห็นภาพตัวเองในอีก 10 ปีข้างหน้าเป็นการสร้างครอบครัว แต่งงาน มีลูกสักคนสองคน แต่โลกของเราได้เดินทางมาไกลเกินกว่าที่จะมาบอกว่าอะไรเป็นเส้นทางที่ถูกต้องหรือไม่ถูกต้องแล้ว สำหรับบางคน ภาพที่วาดไว้จึงเป็นอิสรภาพการใช้ชีวิตโดยไม่ต้องเอาความสุขของเราไปผูกกับใคร ทำอะไรก็ได้ที่ตัวเองอยากทำโดยไม่มีข้อผูกมัด ได้ใช้เวลาไปกับคนที่รัก ทั้งเพื่อนๆ และครอบครัว ท่องเที่ยว เห็นโลก การได้รู้จักตัวเอง รู้ว่าเราชอบอะไร รักตัวเองและดูแลตัวเองให้ดีที่สุดในแบบที่ไม่มีใครอื่นทำได้ นั่นล่ะ คือความสุขอย่างแท้จริง และสุดท้ายนี้ บางทีการให้ความสำคัญกับความสุขอาจจะเป็นสิ่งที่เราควรสนใจมากกว่าว่าจะมีแฟนหรือไม่มีก็เป็นได้

Related Stories

Movie still from 500 Days of Summer Tom and Summer first meet in a lift
Movies
ทำไม 500 Days of Summer จึงขึ้นหิ้งหนังรอมคอมคลาสสิกตลอดกาล
3 เหตุผลที่ทำให้ “หนังรักแต่ไม่รัก” เรื่องนี้ยังครองใจผู้คนได้เสมอ
Read More
Illustration of man and woman in a long distance relationship
Etiquette & Culture
LONG-DISTANCE RELATIONSHIP: ดีใจหายกับเศร้าดำดิ่งเพราะดันมีรักระยะไกล
คำสารภาพจากประสบการณ์จริงของมนุษย์ Long-Distance
Read More
People
ICONIC COUPLES: 5 คู่รักในอดีตที่โลกไม่เคยลืม
เรื่องราวและความหอมหวานในวันวานที่แสนตราตรึง
Read More
©️ 2021 W Trading Co., Ltd.