บทความโดย Nanat Suchiva, Deputy Editor, W.Ministry
ภาพถ่ายโดย Paphaon Amatyakul, Photographer, W.Ministry

The Aficionados

WORD ON THE STREET WITH JEED SOMBOON MUANGSIRIKWAN

14 March 2019

เขาไม่เคยยอมรับว่าเป็นผู้นำวัฒนธรรมสตรีทของประเทศไทย แต่การสร้างสังคมให้แข็งแรงแบบในอดีตคือจุดหมายสูงสุด

เรื่องราวเหล่านี้คงไม่มีใครถ่ายทอดความเป็นไปได้ดีไปกว่า “พี่จี๊ด” หรือ สมบูรณ์ เมืองสิริขวัญ เราจึงได้พูดคุยกันถึงเรื่องราวในแวดวงวัฒนธรรมสตรีทในประเทศไทยรวมถึงภาพใหม่ๆที่ไม่ใช่แค่ใครที่รู้จักเขาเพียงภาพของชายที่มาพร้อมหมวกบีนนี่ เสื้อตัวโคร่งกับสนีกเกอร์สีสันจัดจ้านที่ไม่ซ้ำคู่ในแต่ละวัน และยังชอบไปปรากฏตัวตามอีเว้นท์มากมาย ไม่เว้นแต่นิตยสารแฟชั่นในเมืองไทยหลายๆเล่มก็เคยมีภาพของเขาประทับอยู่ในนั้นมาแล้วนับไม่ถ้วน วิดีโอด้านบนถ่ายทอดมุมมองของเขาที่มีให้กับสตรีทคัลเจอร์ในไทย ตั้งแต่การเติบโตของวงการสตรีทแวร์ในกลุ่มคนเล็กๆ รองเท้าผ้าใบคู่แรกที่ได้เป็นของขวัญจากคุณพ่อของเขา รวมไปถึงโปรเจ็กต์ทำบล็อกท่องเที่ยวในแบบที่สะท้อนตัวตนของเขาและเพื่อนๆ พร้อมข้อคิดเกี่ยวกับการแต่งตัว เลื่อนอ่านต่อไปสำหรับเรื่องราวของ Aficionado คนใหม่ของเรา

จากสังคมเฉพาะกลุ่มในอดีตสู่สตรีทคัลเจอร์ที่กำลังอยู่ในกระแส

กว่าจะก่อร่างสร้างตัวเป็นเขาในทุกๆวันนี้ ความสนใจในเรื่องของวัฒนธรรมตะวันตกไม่ว่าจะเป็นกีฬาผาดโผน บาสเก็ตบอล ดนตรีของคนผิวสีจำพวก R&B, Soul, Funk คือองค์ประกอบที่หลอมรวมให้เขาซึมซับเข้าสู่จิตใจตลอดระยะเวลาหลายสิบปี และแม้จะเป็นกิจกรรมเฉพาะกลุ่มของเด็กวัยรุ่นไทยในอดีตที่ไม่มีใครสนใจมากนัก แต่ใครจะเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นรากฐานของกระแสความนิยมให้กับโลกปัจจุบัน พี่จี๊ดเอ่ยปากย้ำกับเราหลายๆครั้งว่าภาพที่เห็นเขาเป็นเช่นนี้ไม่ใช่การ “ปรุงแต่ง” แต่เป็นความหลงใหลที่เกิดจากการศึกษาหาความรู้ให้กับตัวเองมาเป็นเวลานานจนตกผลึก และปรับตัวให้เข้าไปกับมันอย่างแยกออกไม่ได้

เมื่อพูดถึงเรื่องราวการเปลี่ยนผ่านของวัฒนธรรมในมุมมองของพี่จี๊ดแล้ว เขาบอกว่าสิ่งเหล่านี้ได้เปลี่ยนไปจากอดีตค่อนข้างมากเพราะแต่ก่อนการจะมารวมตัวทำกิจกรรมอะไร สนใจสิ่งของชิ้นไหนเป็นพิเศษ  ก็จะมีการศึกษาค้นคว้าอย่างจริงจังและมานั่งพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ ซึ่งในอดีตการเข้าถึงข้อมูลไม่ได้ง่ายเหมือนในสมัยนี้ที่มีอินเตอร์เน็ตและเข้าถึงข้อมูลมากมายได้ทุกที่ แต่สุดท้ายความยากในการได้มาคือความพึงพอใจ ความแข็งแรงในความรู้ที่ตั้งใจขวนขวาย และมิตรภาพที่เหนียวแน่น

“เรื่องสตรีทคัลเจอร์ตอนนี้มันมีคนสนใจเยอะซึ่งนับเป็นเรื่องที่ดี แต่จริงๆคนบางกลุ่มคนที่ไม่ได้มองเรื่องนี้เป็นความชอบหรือตัวตนของเขาจริงๆ เพราะหนักไปเรื่องธุรกิจการค้าและผลประโยชน์มากกว่าสังคมเพื่อน ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องที่ผิดอะไรตราบใดที่ยังสุจริต แต่เรามองในมุมมองที่ว่าเราโตมากกับวัฒนธรรมพวกนี้ก็เลยอยากให้สังคมนี้มันแข็งแรงเหมือนแต่ก่อนก็เท่านั้นเอง”

ทิ้งอีโก้ไป แทนที่มันด้วยความนอบน้อมอย่างคนไทย

ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี ชายอายุย่างเข้าเลขสี่คนนี้ก็ยังดูสดใหม่ (ใช่แล้ว เราก็เซอร์ไพรส์เหมือนกัน) และเข้ากันได้กับเด็กๆรุ่นใหม่อย่างลงตัว เพราะด้วยการเป็นคนช่างสังเกตเรื่องรอบตัวของเขา และที่สำคัญคือ ความคิดที่ว่าการทำตัวเป็นเด็กตลอดเวลาไม่ใช่เรื่องที่ไม่ดี เพราะพี่จี๊ดเชื่อเสมอว่าเด็กนั้น “มีพื้นที่สามารถซึมซับและรองรับสิ่งใหม่ๆได้ตลอด” เขาบอกว่าตัวเขาเองพยายามทำตัวให้เป็นน้ำครึ่งแก้วอยู่เสมอ คนเราไม่ต้องทำตัวรู้ลึกทุกเรื่อง เพราะมีคนรู้มากกว่าเราเสมอ ซึ่งอายุก็ไม่เกี่ยวอะไรเลย แต่เขาเลือกที่จะศึกษาจนทำได้เกือบทุกเรื่อง “เหมือนเป็นเป็ด” และจึงนำสิ่งนั้นไปต่อยอด

“เวลามีคนมาเรียกเราว่าเบอร์ 1 เมืองไทยหรือสนีกเกอร์กูรู เราไม่เคยชอบเลย เพราะว่าเราไม่รู้ว่าเขาใช้อะไรมาเป็นบรรทัดฐาน จริงๆคนเรามันไม่สามารถไปเป็นตาชั่งวัดคนอื่นได้ ทุกคนมีความชอบไม่เหมือนกัน และเรื่องราวแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันสักนิด”

จากความชอบในการเดินทาง สไตล์ที่เข้มข้น สู่บล็อกท่องเที่ยวที่น่าจับตามอง

หลายปีที่ผ่านมาพี่จี๊ดได้รับคำถามมากมายเกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ของเขาไปจนถึงเรื่องการแต่งตัวต่างๆนานา ประกอบกับความที่เขาเป็นคนไม่อยู่นิ่ง ต้องเดินทางตลอดเวลา ไอเดียจึงเกิดขึ้นมาว่าอยากลองทำรายการท่องเที่ยวที่ดูเป็นตัวเขาเองเพื่อให้มิตรรักแฟนเพลงของเขาได้ติดตามกัน และหนึ่งในกำลังสำคัญของโปรเจ็กต์นี้คือคุณปิ๊น อนุพงศ์ คุตติกุล เจ้าของ Carnival ร้านสนีกเกอร์ที่ถือว่าดังที่สุดเจ้าหนึ่งในประเทศไทยในขณะนี้ ที่ช่วยมาเติมเต็มให้รายการท่องเที่ยวในนาม “sub_cults” ของเขาดูมีความพิเศษขึ้นมา

sub_cults คือบล็อกท่องเที่ยวในรูปแบบวิดีโอที่ย่อมาจาก Sub-culture ซึ่งพี่จี๊ดบอกว่าเกิดขึ้นจากความชื่นชอบในเสน่ห์ของสตรีทคัลเจอร์ของทั้งคู่ จนวันหนึ่งที่ได้เดินทางไปกรุงโตเกียวก็เลยทดลองถ่ายทำกันเอง เริ่มต้นจากการลองตัดต่อผ่านโปรแกรมง่ายๆอย่าง iMovie และตอนแรกๆที่ปล่อยออกมาทาง Facebook นั้นก็มีทั้งเสียงติและชมมากมาย ซึ่งถือเป็นบทเรียนที่ดี

และ Vlog ของเขาก็ไม่ได้ถูกเผยแพร่แบบสาธารณะอย่างใคร เพราะพี่จี๊ดบอกว่าเขาต้องการ “แฟน” ผู้ติดตามตัวเขาจริงๆ ซึ่งเป็นคนเฉพาะกลุ่ม นั่นก็คือเพื่อนๆใน Facebook ของเขากว่า 3,000 คน และตัดสินใจที่จะยังไม่ปล่อยลง YouTube เพราะส่วนตัวเขาค่อนข้างใส่ใจในผลตอบรับ ความเห็นที่เป็นประโยชน์มากกว่าการด่าทอกันและกัน

เหนือจากเรื่องราวของสตรีทคัลเจอร์ เขายังเป็นแฟนตัวยงของสโมสรลิเวอร์พูล

พี่จี๊ดตอบอย่างหน้าชื่นตาบานว่าเขานี่แหละคือแฟนพันธุ์แท้ของสโมสรฟุตบอลนี้ อาจจะด้วยที่คนรุ่นราวคราวเดียวกับเขาโตมากับยุครุ่งเรืองของลิเวอร์พูลผ่านการถ่ายทอดทางทีวีจนซึมซับ ไหนจะเป็นการ์ตูนญี่ปุ่นยอดฮิตของคอบอลตลอดกาลอย่าง “ซึบาสะ” ก็ยิ่งทำให้เขาหลงมากขึ้น แม้ว่าส่วนตัวพี่จี๊ดจะเทใจให้กีฬาบาสเก็ตบอลมากกว่าก็ตามที

“ลิเวอร์พูลสำหรับเรามันคือเสน่ห์ที่ทุกคนคือครอบครัว เหมือนคำปฏิญาณที่จะคอยหนุนหลังกันและกัน ไม่ว่าเราจะแพ้หรือชนะ ไม่ว่าจะดูบอลกี่ครั้งเราไม่เคยเห็นแฟนลิเวอร์พูลโห่ทีมตัวเองเลย เราซัพพอร์ตลิเวอร์พูลเพราะมันคือลิเวอร์พูล ไม่ได้เป็นเพราะว่าคือแชมป์หรืออะไร”

พูดถึงเรื่องฟุตบอล เราก็อดที่จะถามเขาไม่ได้ว่าการสวมใส่เสื้อบอลออกจากบ้านเป็นเรื่องเหมาะสมแค่ไหน คำตอบของเขาทำให้เราประทับใจไม่น้อย เพราะพี่จี๊ดบอกว่าไม่ว่ามันไม่ใช่เรื่องผิดเลยถ้าแฟนบอลคนหนึ่งจะสนับสนุนสโมสรที่ตนเองชอบในมุมของการซื้อสินค้าลิขสิทธิ์ ซื้อเสื้อสักตัวมาใส่กับกางเกงยีนส์ กับรองเท้าผ้าใบมันก็ไม่ผิด มันก็คือเทรนด์แฟชั่นอย่างหนึ่ง มันอยู่ที่กาลเทศะ ความเหมาะสมและภาพรวมของการแต่งตัวของคนๆนั้นมากกว่า

ข้อคิดเล็กๆน้อยๆจากผู้มองเห็นการเปลี่ยนผ่านของสตรีทคัลเจอร์ในเมืองไทย

เมื่อมีโอกาสพูดคุยกับพี่จี๊ดทั้งที คงจะหักห้ามใจยากที่จะเอ่ยปากชวนคุยเรื่องราวของ “สนีกเกอร์” แต่อย่าเพิ่งคิดว่าเราจะให้เขาชวนซื้อหรือแนะนำคู่ที่ควรลงทุน เพราะเราเพียงอยากรู้มุมมองของเขาในอีกแง่มุมหนึ่งที่อาจจะเป็นข้อคิดให้ใครหลายคนได้

“ซื้อที่ตัวเองชอบ ถ้าเราซื้อรองเท้าคู่นี้ คู่นั้น เพราะมันแพง เพราะกระแสแรง นั่นคือเรากำลังฟังคนอื่นอยู่ ลองคิดดูว่าเมื่อไหร่ที่รองเท้านั้นมันหมดกระแส สุดท้ายเราก็ไม่อยากได้ ไม่อยากใส่มันอีกต่อไป แต่ในขณะเดียวกันถ้าเราซื้อรองเท้าที่เราชอบจริงๆ ต่อให้ผ่านไปสิบปี เราก็ยังชอบยังหยิบมันมาใช้อยู่”

นี่คือถ้อยคำที่เขาพูดกับเราและแม้จะเป็นเพียงข้อความสั้นๆแต่ก็กินความหมายไปได้หลายอย่าง สะท้อนความนิยมแบบฉาบฉวยในปัจจุบันได้อย่างดี เพราะท้ายที่สุดจริงๆแล้วการจะทำอะไรบางอย่างนั้นจะต้องอาศัยการสั่งสมประสบการณ์เพื่อให้รู้จริง ต้องเหลียวซ้ายแลขวา ดูกาลเทศะ และเคารพกับความเป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุด แล้วสิ่งนั้นจะยั่งยืนจนทำให้ตัวเรามีความสุขได้อย่างแท้จริง

ติดตามเรื่องราวล่าสุดจาก sub_cults ได้ที่นี่

Related Stories

High Waisted Trouser - Feature
The Style Guide
HIGH-WAISTED TROUSERS: บทความที่จะทำให้คุณอยากมีกางเกงเอวสูงตัวแรกในชีวิต
พูดคุยกับ Managing Director แห่ง W.Ministry แบบจบครบเรื่องกางเกงเอวสูง
Read More
The Style Guide
SHOES, BOOTS OR SNEAKERS: รองเท้าคู่เดิม เพิ่มเติมคือสไตล์ที่สดใหม่ ทดลอง 6 ลุคสร้างสรรค์หันหลังให้ความจำเจ
คู่มือแต่งองค์ทรงเครื่องฉบับนี้ขอเสนอ “สารพัดทางเลือก กับเกือกคู่เก่ง”
Read More
The Style Guide
SNEAKER RESALE MARKET AND WHAT SNEAKERS TO INVEST IN RIGHT NOW
เบื้องหลังโอกาสทำเงินที่เอื้อมได้ ราคาสนีกเกอร์มีอะไรมากกว่าซื้อมาขายไป
Read More
©️ 2021 W Trading Co., Ltd.